ร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน เป็นกฎหมายที่เครือข่ายป่าชุมชนทั่วประเทศร่วมกันขับเคลื่อนมานานกว่าสิบปี และนับเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ภาคประชาชนร่วมกันลงชื่อเสนอต่อรัฐสภา โดยขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน ที่มี พล.อ.สุรินทร์ พิกุลทอง เป็นประธาน และจะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญยัติแห่งชาติในวาระสองและสามในวันที่ 21 พ.ย.2550 นี้ ซึ่งสาระสำคัญของร่างกฎหมายนี้ กำหนดให้ชุมชนสามารถรวมกลุ่มกันขอจัดตั้งเป็นป่าชุมชนได้ สำหรับพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของราชการชุมชนที่มีสิทธิขอจัดตั้งจะต้องดำเนินการรักษาป่ามานานไม่น้อยกว่าสิบปี และต้องไม่เป็นพื้นที่ที่ทางราชการสงวนรักษาไว้ และชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนได้
พล.อ.สุรินทร์ กล่าวว่า ถามว่าตนพอใจเนื้อหาของร่างกฎหมายนี้หรือไม่ ตอบได้ว่าไม่พอใจ เพราะแทนที่กฎหมายจะส่งเสริมให้ชุมชนที่ทำดีจะทำดีต่อไป กลับสร้างเงื่อนไขไม่ให้ทำได้ อย่างตนไปที่ ต.ห้วยปูลิง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน อยู่ในเขตป่าอุทยานแห่งชาติ ซึ่งชาวบ้านตั้งชุมชนอยู่มานานนับร้อยปี พื้นที่ป่ายังคงอุดมสมบูรณ์อยู่ ขณะที่พื้นที่ป่าที่กรมป่าไม้ หรือกรมอุทยานฯ ดูแลมีแต่หายไป
“ป่าชุมชนไม่ใช่ป่าที่ชี้นิ้วเอา ป่าชุมชนไม่ใช่ที่ทำกิน แต่ป่าชุมชนเป็นพื้นที่ที่ชุมชนร่วมกันรักษาและใช้ประโยชน์ แม้ว่าเนื้อหากฎหมายจะไม่ดี ไม่ส่งเสริมชุมชนที่ต้องการทำดีได้ทำดี แต่ก็เห็นว่าควรออกมาบังคับใช้ เพราะอย่างน้อยก็เป็นแนวทางให้ชุมชนได้เริ่มต้นในการมีส่วนร่วมจัดการทรัพยากรธรรมชาติกับภาครัฐ”
พระอมรมิตร คัมภีรธัมโม ตัวแทนป่าชุมชนผืนป่าตะวันตก จ.อุทัยธานี กล่าวว่า กฎหมายป่าชุมชนคือเครื่องมือหนึ่งให้ประชาชนได้เป็นเจ้าของพื้นที่ เมื่อรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่จึงจะเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ทำให้ชุมชนร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์ เข้าใจปัญหาในพื้นที่ รู้ศักยภาพของตน และก็จะขยายไปสู่เรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นแผนชุมชน สวัสดิการชุมชน เชื่อมโยงกันเป็นเรื่องการอยู่ดีมีสุข ครบทุกมิติของการพัฒนา ดังนั้นกฎหมายป่าชุมชน จะต้องทำให้ชุมชนมีสิทธิเข้าไปเป็นเจ้าของป่า เพื่อพัฒนาชุมชนไปสู่ความอยู่ดีมีสุข.





