กาญจนบุรี: เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมา สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)ร่วมกับ กรมพลังงานทดแทน กระทรวงพลังงานนำคณะศึกษาดูงานจากอำเภอหนองกระเจา จ.กาญจนบุรีประกอบด้วยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แกนนำชุมชนจากอำเภอห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี ศึกษาดูงานการใช้พลังงานทดแทนที่ คำแสดรีสอร์ท เพื่อประยุกต์ใช้ในชุมชนและแก้ปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก
นางทิวาพร ศรีวรกุล คณะประสานงานเครือข่ายองค์กรชุมชน(คปอ.) ภาคกลางตอนบนและตะวันตก กล่าวว่า ที่ผ่านมาจังหวัดกาญจนบุรีเป็นเขตพื้นที่ภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมหรือภัยแล้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อำเภอห้วยกระเจา ถือว่าเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งในขั้นที่รุนแรง การศึกษาดูงานในครั้งนี้ เพื่อศึกษาการนำพลังงานทดแทน และเกษตรกรรมทางเลือก มาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อลดการทำลายป่าซึ่งถือว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประสบภัยดังกล่าว โดยเลือกศึกษาการใช้พลังงานทดแทนและเกษตรกรรมทางเลือกที่คำแสดรีสอร์ท ซึ่งเป็นภาคเอกชนที่สามารถดัดแปลงเอาสิ่งที่เหลือใช้หรือสิ่งที่มีอยู่ในรีสอร์ทมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงาน เช่น การนำเอาเศษอาหาร ขยะมูลฝอยมาผลิตก๊าซชีวภาพใช้ในรีสอร์ท การนำเอาน้ำมันพืชที่ใช้แล้วมาผลิตน้ำมันไบโอดีเซล เป็นต้น
ที่ผ่านมาพอช.ได้สนับสนุนงบประมาณตามแผนฟื้นฟูภัยพิบัติของชุมชน ในการซื้อเครื่องสูบน้ำเพื่อสูบน้ำมาใช้ใน 4 ตำบล เมื่อปี 2551 ในด้านการสนับสนุนในช่วงต่อไปคือให้ชาวบ้านได้ลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นกระบวนการรวมกลุ่มพูดคุยและวางแผนแก้ไขปัญหาร่วมกันแบบยั่งยืน นางทิวาพร กล่าวเสริม
นายประจวบ ทวีศรี แกนนำชาวบ้านและเป็นผู้ประสานงานโครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ตนเองได้ประสบปัญหาและต่อสู้กับปัญหาภัยแล้งมาตั้งแต่อายุ 18 ปี มาจนถึงทุกวันนี้ตนอายุ 43 ปี ก็ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ มีเพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่นการแจกจ่ายน้ำให้กับราษฎร เท่านั้น สำหรับสถานการณ์ปัญหาภัยแล้งในปีนี้มีความรุนแรงมาก เห็นชัดจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์กลายเป็นดินสีแดง สัตว์เลี้ยงประเภทวัว ควายที่ถือว่าเป็นอีกอาชีพของชาวบ้านรองจากการทำไร่ และทำสวนที่ชาว อ.ห้วยกระเจา ใช้ทำมาหากิน ก็ไม่มีแหล่งน้ำ เห็นสัตว์เลี้ยงอดน้ำตายมาแล้ว ได้เห็นพื้นที่ อ.ห้วยกระเจา สมบูรณ์ครั้งสุดท้ายเมื่อครั้งตนอายุ 12 ปี เพราะยังคงมีป่าที่สามารถคอยซับน้ำไว้ในยามหน้าแล้ง แต่ปัจจุบันป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ไม่มีให้เห็นอีกแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ต้องช่วยกันเป็นอันดับแรก คือการอนุรักษ์ป่าที่มีอยู่และช่วยกันปลูกป่าเสริมที่ถูกทำลาย และหันมาใช้พลังงานทดแทน ในขณะเดียวกันมีการประสานงานเพื่อขอพื้นที่ๆเป็นเขตทหารสร้างแหล่งเก็บกักน้ำจำนวน 50ไร่ ในตำบลห้วยกระเจา อ.ห้วยกระเจา โดยที่ชาวบ้านพร้อมที่จะสละที่ดินคนละเล็กละน้อยเพิ่มหากทหารยอมให้ใช้ที่ดินดังกล่าว
นายประจวบ กล่าวอีกว่า พื้นที่ของ อ.ห้วยกระเจา ประกอบด้วย 4 ตำบล 59 หมู่บ้านมีเนื้อที่ประมาณ 625 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่ราบที่สามารถทำเกษตร 239,422ไร่ มีประชากรทั้งสิ้น 9,480 หลังคาเรือน จำนวน 32,727 คน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ของทหารที่ให้ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์ได้ ในสถานการณ์ที่ไม่มีแหล่งน้ำ และเกิดภัยแล้งซ้ำซาก ถึงเวลาแล้วที่ชาวห้วยกระเจาต้องร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันภัยแล้งให้กับชุมชน หันมาใช้พลังงานทดแทนแทนการตัดไม้มาทำฟืนและเผาถ่าน เริ่มจากกิจกรรมเล็กๆเพื่อนำไปสู่กิจกรรมใหญ่ ต่อไป





