playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

" ข้าวก็มีอยู่เต็มนา ปลาร้ามีอยู่เต็มไห หน่อไม้เต็มกอ แหล่งน้ำก็ยังมีกุ้ง หอย ปู ปลา ตามโพนหัวนาผักหญ้าก็มีให้เก็บกิน ที่บ้านหนองหว้า ตำบลขามใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเราเริ่มหวนกลับคืนมาเหมือนดั่งอดีตที่เราๆอยากจะให้เป็นกัน "

นี่คือความเปลี่ยนแปลงของบ้านหนองหว้าที่บางบ้านหันมาทำกสิกรรมไร้สารพิษ สภาพพื้นที่บ้านหนองหว้า ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มสลับกับที่ดอน ชาวบ้านส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพหลัก คือ ทำนา โดยอาศัยน้ำจากธรรมชาติเป็นหลัก ดินมีความอุดมสมบูรณ์ไม่ว่าจะปลูกพืชอะไรก็งามไปทั่วล่า แม้แต่เมล็ดผักหล่นลงพื้นดิน ยังสามารถเกิดเป็นผลผลิตให้เราได้เก็บกิน โดยไม่ต้องทำนุบำรุง พ่อใหญ่สีดา สายเบาะ ประธานกลุ่มกสิกรรมภูมิปัญญาไทยไร้สารพิษ เล่าอดีตให้ฟัง

พ่อใหญ่สีดา เล่าต่ออีกว่า ความเปลี่ยนแปลงเริ่มคืบคลานเขามาโดยไม่รู้ตัว เมื่อชาวบ้านหันมาปลูกพืชแบบใช้สารเคมี จากไม่กี่หลังคาเรือนก็เริ่มขยาย เพื่อให้ได้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่หารู้ไม่ว่านี่แหละคือ ตัวทำลายธรรมชาติอันฉกาจของเกษตรกรยุคใหม่ ผลผลิตที่ได้ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายที่ลงทุนไปไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ยเคมี ยาปราบศตรูพืชที่มีราคาแพงขึ้นทุกวัน ส่งผลตามมาทำให้สารพิษเข้าไปสะสมอยู่ในร่างกาย ต้องไปหาหมอเพื่อดูดสารเคมีออกจากปอด ออกจากร่างกาย จนสุขภาพอ่อนแอ บางคนต้องล้มตายในเวลาต่อมา

ในที่สุดก็เลยพากันลุกขึ้นสู้ และรวมกลุ่มกันขึ้นมา ตอนแรกมีสมาชิกอยู่ 7-8 คน ช่วยกันคิดค้นถึงปัญหาว่าจะทำอย่างไร จากนั้นก็ได้ประสานไปยังเครือข่ายตามอำเภอต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น องค์กรบริหารส่วนตำบล เกษตรกรอำเภอ และเครือข่ายสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เข้ามาให้ข้อมูลแนะนำการทำปุ๋ยอินทรีย์ และน้ำหมักชีวภาพ

ขั้นตอนการทำปุ๋ยอินทรีย์ เริ่มจากเราหาวัสดุอุปกรณ์ที่มีอยู่ในชุมชนของเรา ไม่ว่าจะเป็น แกลบดำ แกลบขาว อย่างละ 5 ปี๊บ รำอ่อน 2 ปี๊บ และกากน้ำตาล 1 กิโลกรัม ขี้วัว ขี้ควาย หรือขี้ไก่ 5 ปี๊บ ผสมให้เข้ากัน แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน เพื่อให้ธาตุอาหารดูดซับเข้าหากัน จากนั้นจึงค่อยนำมาบรรจุใส่ถุง ถุงละ 10 กิโลกรัม

ส่วนการทำน้ำหมักจุลินทรีย์ เราจะได้จากเศษอาหาร ไม่ว่าจะเป็น ก้างปลา กระดูกหมู กระดูกไก่ และเศษผักนาๆชนิด มาผสมกับกากน้ำตาล ปิดทิ้งไว้ให้จนเปื่อยแล้วกรองเอาแต่น้ำก็จะได้น้ำจุลินทรีย์ที่เราต้องการ

จากนั้นเรานำมาทดลองใส่ที่นา ตอนแรกเราจะหว่านลงไปในแปลงนาประมาณ 30 กิโลกรัม/ ไร่ช่วงเดือนพฤษภาคม แล้วไถกลบทิ้งไว้ประมาณครึ่งเดือน หญ้าจะขึ้นจนเขียวขจี เมื่อฝนตกเราก็ไถอีกครั้งจะทำให้หญ้าเปื่อยกลายเป็นปุ๋ยอีกทอดหนึ่ง จากนั้นก็ทำนาตามปรกติ เมื่อข้าวติดกอแล้ว ก็เริ่มหว่านปุ๋ยอินทรีย์ลงไปอีกครั้งในอัตราส่วน 50 กิโลกรัม/ ไร่ พอประมาณ 15 วัน ข้าวจะเริ่มเขียวและแตกกอ เมื่อข้าวเริ่มตั้งท้องก็เทน้ำจุลินทรีย์ลงไป ประมาณ 5-10 ลิตร/ไร่ ถ้าจะให้ดีเท อี เอ็ม ลงไปอีกที จะทำให้ข้าวมีน้ำนมมาก ออกรวงใหญ่ยาว จนต้นข้าวล้มเพราะรับน้ำหนักไม่ไหวก็มี

ส่วนผลผลิต เมื่อก่อนจะได้ไร่ละ 500 กว่ากิโลกรัม แต่พอหันมาใส่ปุ๋ยอินทรีย์ และน้ำหมักชีวภาพ จะได้ไร่ละ 900 กิโลกรัมเลยทีเดียว ทุกวันนี้ต้นทุนในการผลิตเราก็ลดลง สุขภาพของเราก็แข็งแรง ยิ่งไปกว่านั้น ปู ปลา ที่ไม่เคยมีมาก่อนก็หวนกลับคืนมา อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากเราไม่ได้ใช้สารเคมี ได้ทั้งข้าว ได้ทั้งปลา ปีนี้คุ้มมากได้กำไรตั้งหลายต่อ พ่อผู้ใหญ่สีดา กล่าวทิ้งท้าย

น้านิตยา อุทธา เครือข่ายกสิกรรมภูมิปัญญาไทยไร้สารพิษ เล่าว่า น้ามีที่นาแค่ 4 ไร่ ต้องซื้อข้าวกินทุกปี ต่อมาได้รับคำแนะนำจาก พ่อใหญ่สีดา ว่าน่าจะลองใช้ปุ๋ยอินทรีย์ จึงทดลองใช้ตามคำแนะนำ โดยเริ่มจากหว่านปุ๋ย และไถกลบ และทำตามทุกขั้นตอนอย่างละเอียด แต่ของน้าจะแปลกกว่าคนอื่น คือ เมื่อข้าวติดกอแล้วจะเอาลูกตาลที่สุกงอมมาผ่าครึ่ง แล้วนำมาวางไว้ตามมุมคันนา เมื่อปูมากินแล้วจะไม่ไปกัดกินต้นข้าวอีกเลย ไม่เคยใช้ยาปราบศตรูพืช ที่สำคัญตั้งแต่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ลงไป ดินจะร่วนซรุยดีมากกว่าเดิม ไม่เหมือนเมื่อก่อนดินแข็งหัวแม่มือแทบหักเวลาดำนา ตอนนี้สบายมากไม่ต้องออกแรง

"ทุกวันนี้ไม่ได้ซื้อข้าวจากที่ตลาดกินแล้ว แถมยังเหลือไปขายอีก ตอนที่เอาไปขายทางพ่อค้าไม่เชื่อว่าเป็นข้าวหอมมะลิ ทุกคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นข้าวสายพันธุ์ราชธานีที่นครปฐม เพราะเมล็ดใหญ่ อวบ เนื่องจากข้าวหอมมะลิเมล็ดเรียว หางงอ ทางร้านจึงนำไปพิสูจน์ดูเป็นอาทิตย์จึงได้ขาย น้านิตยาหัวเราะด้วยความภูมิใจ"

น้านิตยา ยังเล่าต่ออีกว่า ช่วงหน้าแล้งพวกเราที่ทำเกษตรอินทรีย์ได้รวมกลุ่มกัน โดยตอนนี้มีสมาชิกเพิ่มมากว่า 100 คน ดังนั้นเราจึงแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนหนึ่งจะทำปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพเพื่อเก็บเอาไว้ใช้ในปีต่อไป และถ้าเหลือก็จะนำออกมาขาย อีกกลุ่มจะร่วมกันปลูกผักสวนครัว ซึ่งตอนนี้มีอยู่หลายแปรง โดยจะแบ่งกลุ่มย่อยอีกทีกลุ่มละ 10 คน ที่แยกกันปลูกก็เพื่อความสะดวกตามสภาพของแหล่งน้ำ โดยจะหาพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ เพื่อให้ง่ายต่อการรดน้ำ ผักที่เราปลูกกันจะมีสารพัดอย่างกว่า 20 ชนิด ไม่ว่าจะเป็นแตงกวา ข้าวโพด ถั่วฝักยาว ผักกาด ต้นหอม กระเทียม ผักชี ฯลฯ

ส่วนการปลูกแตงกวาของเรา เริ่มแรกจะหว่านปุ๋ยอินทรีย์ลงไป 2-3 วัน แล้วไถดินกลบทิ้งไว้ 7 วันเพื่อเตรียมดิน แล้วจึงไถอีกครั้ง จากนั้นจึงเริ่มทำแปลง แล้วปลูกลงไปประมาณ 3-4 วัน แตงจะเริ่มแตกยอด รดด้วยน้ำหมักชีวภาพ และใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงไปอีกครั้ง เมื่อออกดอกแล้วให้ใส่ปุ๋ย ฉีดสารจุลินทรีย์ในอัตราส่วน 5 ลิตร/น้ำ 20 ลิตร จะทำให้ ดอกดก ติดผลตั้งแต่โคนจนถึงต้น สามารถเก็บเกี่ยวได้เป็นเดือนจึงจะหมด จากนั้นให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงไปอีกครั้ง ก็จะแตกยอดออกมาอีก สามารถเก็บเกี่ยวได้อีกรอบ ส่วนรสชาติที่ได้จะมีรสหวาน เพราะน้ำหมักจุลินทรีย์มีส่วนผสมของกากน้ำตาล ลูกค้าจะมาจองไว้ล่วงหน้าเป็นอาทิตย์กันเลย

นอกจากนี้ยังมีคนมาขอซื้อปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อนำไปปลูกกุหลาบเป็นประจำ คนปลูกกุหลาบบอกว่า เมื่อปลูกแล้วจะทำให้กุหลาบโตเร็ว ก้านดอกแข็งแรง ดอกบานอยู่ได้นานไม่เหี่ยวเฉาง่าย ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวนาน ตันพันธุ์อยู่ได้หลายปี

" ทุกวันนี้ไม่มีใครออกไปทำงานที่ต่างถิ่น เพียงแค่ขยันทำมาหากินบนที่ดินของเรา ก็มีกินกันอยู่แล้ว ทำให้หมู่บ้านของเราเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ผู้คนเริ่มหันกลับมารักความสามัคคี ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ผู้เฒ่าผู้แก่ที่ถูกปล่อยให้เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานอยู่บ้านกันตามลำพัง กลับได้พักผ่อนกันเสียทีหลังจากต่อสู้กับชีวิตมานาน"

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter