วิถีชีวิต ภูมิปัญญา ประเพณีและความเชื่อ ถือเป็นศาสตร์และศิลป์ของบรรพบุรุษที่ตกทอดมาสู่รุ่นต่อรุ่น สืบทอดกันเรื่อยมา เป็นวัฒนธรรมทางด้านสติปัญญาของคน ส่วนใหญ่มักจะนำไปรวมกันจนแยกแยะกันไม่ออกว่าอะไรคือวัฒนธรรมอะไรคือภูมิปัญญา คนสมัยก่อนที่ถึงแม้จะไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าค้นหาและศึกษาเรียนรู้
ลุงมณี วงค์ตาทำ ผู้นำเครือข่ายนาแก บ้านสุขเกษม ต.พิมาน อ.นาแก จ.นครพนม เล่าว่า ลุงมีโรงสีข้าวซ้อมมือเป็นมรดกตกทอดอยู่หนึ่งเครื่อง สีข้าวอยู่เป็นปีมีเพื่อนบ้านมาขอสีอยู่เป็นประจำ ในระหว่างนั้นเครื่องเกิดเสียทิ้งอยู่นาน ก็เลยอยากจะซ่อมดู พยายามศึกษาอยู่หลายวันจึงลงมือทำ ทำอยู่สองอาทิตย์กว่าจึงเสร็จ นำมาสีดูปรากฏว่าใช้ได้ จึงเกิดความฮึกเหิมและมีกำลังใจอยากจะลองทำใช้เองสักเครื่อง
วัสดุอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นไม้เนื้อแข็ง ไม้ไผ่ ดินเหนียวและขี้ควาย เป็นอุปกรณ์ที่หาได้จากท้องถิ่นที่ถูกทิ้งและปล่อยให้ผุพังตามท้องไร่ท้องนา ลุงจึงนำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์และก็ได้ผล
การทำโรงสีข้าวซ้อมมือจะนำไม้เนื้อแข็ง แบ่งออกเป็นสองส่วนมาแกะสลักเป็นรูปฟันปลา หนาประมาณครึ่งเซนติเมตรจนเต็มทั้งส่วนบนและส่วนล่าง จากนั้นนำไม้ไผ่ที่ผ่าเป็นริ้วๆมาสานเป็นรูปวงกลมเท่ารูปไม้นำมาครอบไว้ให้พอดี แล้วนำดินเหนียวผสมแกลบและขี้ควายที่เตรียมไว้มาฉาบให้ติดกัน นำไปตากแดดให้แห้ง แล้วนำมาตั้งบนพื้นราบ จากนั้นให้นำส่วนที่สองมาครอบด้านบนให้เท่ากันใส่คันโยกและต่อด้ามก็จะได้โรงสีข้าวซ้อมมือ ทุกวันนี้ลุงมีโรงสีข้าวซ้อมมืออยู่5 เครื่องแล้ว
ลุงมณีบอกว่า โรงสีข้าวซ้อมมือยังเป็นการช่วยประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง รักษาสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชน อีกทั้งยังเป็นเครื่องออกกำลังกายชั้นดี ส่งผลให้ร่างกายแข็งแรง โดยไม่ได้ซื้อวัสดุอุปกรณ์เลยแม้แต่บาทเดียว แต่ยังสามารถผลิตโรงสีข้าวซ้อมมือได้ทั้งเครื่อง แถมยังไม่ต้องใช้พลังงาน ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของครอบครัวที่ได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน สร้างความอบอุ่นให้แก่ครอบครัว
นอกจากนี้ เรายังทดลองนำมาเปรียบเทียบปริมาณข้าวที่ได้ ระหว่างโรงสีข้าวซ้อมมือกับโรงสีข้าวที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิง โดยชั่งน้ำหนักข้าวเปลือกเท่าๆกันที่ 12 กิโลกรัม โรงสีที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงจะให้ข้าวสารประมาณ 7-8 กิโลกรัม ส่วนโรงสีข้าวซ้อมมือจะได้ข้าวสารน้ำหนักประมาณ 9.5 กิโลกรัม ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่าปริมาณข้าวที่ได้จะมีความแตกต่างกันเป็นกิโล แถมยังมีธาตุอาหารอยู่ครบครัน
ด้านป้าปิตา วงค์ตาทำ ภรรยาของลุงมณี บอกถึงวิธีสีว่าเมื่อนำข้าวใส่ลงไปในเครื่องสี แล้วหมุนคันโยกด้านหลังเมล็ดข้าวจะหล่นไปขัดกับเฟืองที่ทำเป็นฟันปลาเถาะเปลือกแยกออกจากกัน แล้วไหลลงตามรูนำกระบุงมารองไว้ ให้นำไปฝัดแล้วเก็บเปลือก
"วิธีฝัดข้าวที่เห็นอยู่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ เราจะต้องใช้เทคนิคพอสมควรถึงจะแยกข้าวเปลือกออกจากข้าวสารได้ เพราะถ้าฝัดไม่ดีก็จะทำให้ข้าวหล่นลงพื้น ฝัดแล้วยังไม่พอต้องนำมาเก็บเปลือก ส่วนเปลือกก็นำไปสีอีกที นำมาฝัดและเก็บเปลือกอีกรอบทำอย่างนี้จนหมดถึงจะเสร็จตามขั้นตอน ป้าปิตาพูดอย่างอารมณ์ดี
การฝัดข้าวส่วนใหญ่จะเป็นหน้าที่ของผู้หญิงเพราะต้องใช้ความนุ่มนวล เอวอ่อนถึงจะทำได้ดี แต่ถ้าวันไหนลุงแกฝัด ก็จะมีเป็ดไก่คอยมายืนล้อมเป็นกำลังใจให้ลุงเสมอ ส่งเสียงร้องเจี๊ยวจ๊าว บางตัวยืนลุ้นจนตัวโก่ง เมื่อข้าวหล่นลงมาเมื่อไหร่ เป็ดไก่ ก็ได้อิ่มกันทุกที"
ทุกวันนี้เรามีการรวมตัวกันทำเป็นกลุ่ม เพราะเราเชื่อว่ากลุ่มเป็นสิ่งสำคัญ โดยมีลุงมณีเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง มีสมาชิกทั้งหมด 12 คน เราเคยนำโรงสีข้าวซ้อมมือไปสีโชว์ที่ตัวจังหวัด มีผู้คนให้ความสนใจและทึ่งในภูมิปัญญา บ้างก็มาลองขอสีดู แรกๆก็ติดๆขัดๆแต่พอเครื่องหมุนไปตามจังหวะที่เราโยกก็ติดใจ ก่อนกลับก็ซื้อผลิตภัณฑ์ข้าวซ้อมมือติดไม้ติดมือกันกลับบ้านจนหมด โดยขายกิโลกรัมละ 25 บาท
ทุกวันนี้ ครอบครัวอยู่กันอย่างเป็นสุข ที่ได้อยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เราสะสมกันมา สามารถนำมาประยุกต์เข้าให้เป็นศาสตร์และศิลป์ได้อย่างลงตัว





