ได้มีโอกาสไปศึกษาวิถีแห่งชีวิตและธรรมชาติ ที่ป่าโนนใหญ่ ป่าผืนสุดท้ายที่ชาวอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณจังหวัดศรีสะเกษแลกมาด้วยการต่อสู้อันยาวนาน ท้ายที่สุดพวกเขาก็มีป่าที่อุดมสมบูรณ์ไว้ให้ลูกหลานได้ภาคภูมิใจในวันนี้
เบื้องแรกที่ได้สัมผัสกับผืนป่า สังเกตเห็นได้ว่าต้นไม้แม้จะขึ้นหนาทึบ แต่ประมาณอายุแล้วไม่น่าจะเกิน 20 ปี หรือกล่าวได้ว่าล้วนเป็นพืชรุ่นใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในราว 20 ปีมานี้เอง
ป่าในโนนใหญ่แห่งนี้เดิมทีอยู่ในพื้นที่ของป่าโนนลานเนื้อที่ทั้งหมด 16,000 ไร่ ปัจจุบันได้แยกตัวออกมาเป็นป่าชุมชนที่ต่อเนื่องกับป่าอนุรักษ์ รวมเนื้อที่กว่า 2,200ไร่
ย้อนอดีตผืนป่าแห่งนี้เป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านได้พึ่งพาอาศัยในการดำรงชีวิตมาช้านาน เพราะมีทั้งพืชผัก แมลง รวมทั้งยาสมุนไพรที่ขึ้นอยู่อย่างกระจัดกระจายทั่วทั้งป่า
นางทองพูน เกษศิริ หญิงชราวัยกว่า 62 ปี แห่งบ้านหนองแคน กิ่งอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ จังหวัดศรีสะเกษ เล่าถึง“ป่าโนนใหญ่” อดีตให้ฟังว่า ถ้าจะพูดว่าผืนป่าแห่งนี้ คือ ศูนย์กลางของแหล่งอาหารคงจะไม่ผิดนัก เพราะผู้คนจาก 2 ตำบล 9 หมู่บ้าน ได้เข้าไปใช้ประโยชน์อย่างหลากหลาย มีทั้งผลไม้ป่า สัตว์ แมลง เห็ดและพืชผักหลายชนิด ส่วนต้นไม้ก็นำมาสร้างเป็นที่อยู่อาศัย กิ่งก้านก็นำไปทำฟืน เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยก็มีผลหมากรากไม้เป็นยาสมุนไพรช่วยรักษา จนเรียกได้ว่าป่าโนนใหญ่ได้สร้างความเป็นพี่เป็นน้อง อยู่กันอย่างเกื้อหนุนจุนเจือและเสียสละต่อกันจนก่อให้เกิดความรักและความสามัคคี ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย
ด้วยที่เป็นป่าอันอุดมสมบูรณ์ อันตรายจึงคืบคลานเข้ามาหา ป่าโนนใหญ่พร้อมๆกับความโลภของผู้คิดจะเอาแต่ผลประโยชน์ใส่ตน เริ่มจากในปี พ.ศ. 2475 เมื่อมีพ่อค้าขายถ่านเข้ามาจ้างวานให้ชาวบ้านโค่นต้นไม้เผาถ่านเพียงเพื่อนำไปขาย และพร้อมๆกับการเปิดพื้นที่ป่าไม้เพื่อการเกษตร พอนานๆเข้ากระแสปลูกพืชเชิงเดี่ยวก็เข้ามาถึงผืนป่า ป่าก็ถูกหักร้างเพื่อปลูกปอ พอดินเริ่มเสื่อมปอไม่เจริญงอกงามก็ผันมาปลูกมันสำปะหลัง ในที่สุดก็เกิดปัญหาในทำนองเดียวกันคือ ดินเสื่อมสภาพ
จากป่าที่เคยเสื่อมโทรมจากการถูกบุกรุกเพื่อเปิดพื้นที่ทำมาหากิน ทำให้ผืนป่าลดลงอย่างรวดเร็ว รวมทั้งมีการเช่าพื้นที่ป่าของนายทุนจากกรมป่าไม้ เพื่อปลูกป่าเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นยูคาลิปตัสเพื่อทดแทนป่าที่ถูกทำลาย แต่หารู้ไม่ว่ามันเป็นเพียงละครหน้าฉากเท่านั้น เบื้องหลังชาวบ้านต่างก็รู้ดีว่าความจริงนั้นนายทุนไม่ได้เข้ามาเพื่อปลูกป่าทดแทน แต่มีแผนการอันแยบยลที่เข้ามาตัดต้นไม้และการเปิดพื้นที่เพื่อขุดดินลูกรังไปขายโดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐช่วยเป็นหูเป็นตาให้
จนในที่สุดกระแสของการต่อต้านเริ่มมีให้เห็น สืบเนื่องมาจากนายทุนที่ได้รับการสัมปทานเริ่มตักตวงผลประโยชน์จากป่า ทำให้ชาวบ้านต้องได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของของกลุ่มคนเหล่านี้ จนเกิดการต่อต้านอย่างรุนแรง ชาวบ้านจึงต้องออกเดินขบวนเพื่อกดดันให้รัฐบาลยกเลิกสัญญาการสัมปทานป่าไม้
ผลที่ได้ทางภาครัฐไม่สามารถยกเลิกสัญญาการสัมปทานป่าไม้ได้ จนทำให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกันหลายๆหมู่บ้าน เคลื่อนไหว กดดันอย่างหนักโดยการใช้วิธีเข้าไปรื้อถอนต้นยูคาลิปตัสที่นายทุนปลูกไว้ ไม่เพียงเท่านั้นยังจุดไฟเผาโรงเรือนเพาะชำ จนทำให้ชาวบ้านถูกจับกุมแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีหลักฐานที่เพียงพอจึงจำเป็นต้องปล่อยตัว
แต่กระแสของการต่อต้านยังมีอยู่เนืองๆ ชาวบ้านมีการชูประเด็นของการอนุรักษ์ป่าขึ้นมาเป็นพักๆแม้เจ้าหน้าที่จะเข้ามาเจรจาแต่ก็ไม่เป็นผล จนในที่สุดก็ได้เจ้าหน้าที่จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มาประสานใจให้สองฝ่ายเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จนสามารถตกลงร่วมกันได้ด้วยสันติวิธี
การต่อสู้ที่กินเวลามายาวนาน ทำให้เราได้เห็นพลังแห่งความสามัคคีของคนในชุมชนที่ช่วยกันกอบกู้ผืนป่าโนนใหญ่ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งประมาณปี 2528
กำนัลสมเด่น บัวศรี เล่าถึงชีวิตหลังความขัดแย้งอันยาวนานว่า ป่าโนนใหญ่เปรียบเสมือนตายแล้วได้เกิดใหม่ ถึงแม้ว่ามันจะเสื่อมโทรม สภาพไม่ต่างอะไรกับการเสร็จศึกหลังการสู้รบของกองกำลังทหารนับพันนายถอยทัพออกไปทิ้งไว้แต่ซากปลักหักพัง
ชาวบ้านจึงช่วยกันทำนุบำรุงฟื้นฟูด้วยการปลูกป่าทดแทน เป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ก็กลับคืนมา นอกจากนั้นทุกๆปียังมีการทำแนวกันไฟในช่วงหน้าแล้ง จนเกิดความหลากหลายของพืชและสัตว์ได้ฟื้นชีวิตและอพยพกลับมาอีกครั้ง
หลังจากนั้นชาวชุมชนโพธิ์ศรีสุวรรณจึงได้มีการวางกฎระเบียบร่วมกันว่า ชาวบ้านทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องเป็นเจ้าของร่วมกัน ก็มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาของแต่ละหมู่บ้านเพื่อรักษาป่าในขอบเขตของแต่ละหมู่บ้านของตน ไม่เข้าไปก้าวก่ายกัน ส่วนการใช้ประโยชน์จากป่านั้นชาวบ้านสามารถเข้าไปทำมาหากินได้แต่ต้องไม่ทำเพื่อการค้า จนทำให้ป่าโนนใหญ่ค่อยๆ ฟื้นชีวิตกลับคืนสู่ธรรมชาติอีกครั้ง
ปัจจุบันชุมชนป่าโนนใหญ่มีเนื้อที่กว่า 2,200 กว่าไร่ ลักษณะของป่าเป็นป่าดิบแล้งและผสมผสานไปด้วยป่าเบญจพรรณหรือแม้แต่ป่าเต็งรัง มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น พื้นล่างปกคลุมด้วยเถาวัลย์และต้นก้นครก นอกจากนี้ยังมีป่าบุ่งป่าทามที่เป็นสัญลักษณ์ถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ยิ่งต้นไม้เกิดขึ้นหนาแน่นเท่าไหร่ยิ่งทำให้ป่าไม้มีความชื้นสูง ต้นไม้ยิ่งคายน้ำออกมา รากของต้นไม้ที่แทรกตัวไปกับดินจะทำให้ดินร่วนซุย เป็นสาเหตุที่ทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล และน้ำที่ไหลมาจากป่ายังช่วยพัดพาเอาแร่ธาตุลงสู่ไร่นา
นอกจากนี้ในป่าโนนใหญ่ ยังเป็นแหล่งกำเนิดของสายน้ำที่ไหลมารวมกันเป็นลำธารเล็กๆหลายๆสายกลายเป็นแม่น้ำ ลำคลอง จนเกิดเป็นสายน้ำที่เรียกว่า “ห้วยทับทัน” ที่เป็นสายน้ำหลัก (สายน้ำใจ) ของชาวบ้านที่ช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตของเกษตรกร ในเขตจังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดสุรินทร์มาเป็นเวลาช้านาน
นางบุญมา บุตรราช ชาวบ้านอีเซ กล่าวว่า เมื่อก่อนเวลาเข้าไปหาเห็ดหรือเก็บผักจะใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ได้มาเป็นกระบุงตะกร้า แกงให้ลูกกินแล้วส่งไปโรงเรียน ตนก็หาบเห็ดไปขายหรือบางทีก็นำไปแลกข้าวกลับมา แล้วแต่ว่าจะได้อะไรไม่เคยจำกัด ขากลับก็เก็บผักตามถนนแล้วแวะรับลูกจากโรงเรียน เป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย เงินที่ได้ก็จะเก็บไว้เป็นค่าโรงหมอหรือนำมาซื้อกะปิ น้ำปลาและของใช้ในครัวเรือน บางครั้งก็นำไปทำบุญที่วัดในช่วงวันเทศกาล
ทุกวันนี้ตนไม่ได้หาเพื่อขายแต่หาเพื่อกินในครอบครัว เพราะถ้าเราหามามากคนที่เข้าไปทีหลังก็ไม่มีกิน เราต้องแบ่งกันหา ทุกคนที่เข้าไปไม่ใช่คนร่ำรวย แต่เป็นญาติพี่น้องเราทั้งนั้น
ป่าโนนใหญ่ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งอาหารของชุมชนเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ของเด็กนักเรียนที่ได้เข้ามาเปิดประตูสู่ฝันแห่งการเรียนรู้ ดูความเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตทางธรรมชาติของผืนป่าแห่งนี้โดยทุกๆโรงเรียนที่ตั้งอยู่รอบๆป่าจะบรรจุไว้เป็นหลักสูตรท้องถิ่นของโรงเรียน
นางสาวจินตนา แสงแก้ว นักเรียนชั้น ม.4 ร.ร. ไตรมิตร กลุ่มเยาวชนคนรักโนนใหญ่ กล่าวว่า การที่ตนได้เข้ามาศึกษาวิถีชีวิตทางธรรมชาติ จากผืนป่าแห่งนี้ก็ได้ความรู้เรื่องระบบนิเวศหลายอย่าง เช่น ปลวกที่อาศัยอยู่ตามพื้นดินจะมีอยู่สองประเภท คือ ปลวกที่ชอบกินไม้และทำลายบ้านเรือน เรียกว่า ปลวกทำลาย ส่วนปลวกประเภทที่สอง คือ ปลวกที่สร้างจอมปลวกจะกินเศษพืชและเศษอาหารที่เน่าเปื่อย ในรังแบ่งออกเป็นห้อง มีห้องปลูกชื้อรา ถ้าปลวกกินไม่หมดก็จะทำให้เชื้อราโผล่ขึ้นมาเหนือดิน เป็นเห็ดโคน หรือที่เรียกว่า เห็ดปลวกนั่นเอง
นอกจากนี้ปลวกยังมีความสำคัญในการย่อยสลายซากพืชใหญ่ๆหรือตอไม้ใหญ่ๆ ให้เล็กลงจนเป็นขนาดจิ๋ว จากนั้นเชื้อราก็จะมาแปรสภาพจนเป็นอินทรีย์สารจนเกิดเป็นปุ๋ยของพืช เรียกว่าเป็นการหมุนเวียนของสิ่งมีชีวิต ดังนั้นกลุ่มของเราจึงมีการบวชจอมปลวก โดยการนำเอาผ้าสีรุ้งมาผูกไว้กับจอมปลวก เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกทำลายจากชาวบ้านที่อยู่ต่างถิ่นอีกด้วย
ทุกวันนี้มีนักเรียนเข้ามาเรียนรู้ทุกวันตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมปลาย โดยเฉพาะวิชาชีววิทยา อาจารย์จะเข้ามาสอนและชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิต การเรียนรู้พื้นที่จริงถือได้ว่ามีความเข้าใจสูงเพราะเราได้สัมผัสจริงๆ
ไม่เพียงประโยชน์ที่ชาวบ้านได้รับจากป่าโนนใหญ่อย่างมากมายดังกล่าวเท่านี้ แต่การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งป่าโนนใหญ่และร่วมกันฟื้นฟู จนกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ก็เป็นการสานใจให้คนทั้งกิ่งอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณได้ทำกิจกรรมพัฒนาอื่นๆอย่างต่อเนื่อง มีการนำการจัดทำแผนชุมชนมาเป็นเครื่องมือจนก่อให้เกิดการพัฒนาที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอาชีพต่างๆมากมาย อาทิ กลุ่มเกษตรอินทรีย์ กลุ่มทอผ้า กลุ่มน้ำดื่ม กลุ่มหัตถกรรมเถาวัลย์ ฯลฯ จนก่อเกิดเป็นชุมชนเข้มแข็งที่ใครๆ ก็ใคร่ไปเรียนรู้





