มีคำกล่าวเป็นที่คุ้นหูเมื่อ 30-40 ปีก่อนว่า “ถ้าจะดูคนดีให้ไปที่โคราช ถ้าจะดูนักปราชญ์ให้ไปอุบล ถ้าจะดูคนจนให้ไปศรีสะเกษ” คำพูดนี้คงไม่เกินจริงเพราะหากวัดจากรายได้ต่อคนต่อปี ศรีสะเกษติดอยู่ในอันดับท้ายๆ แม้ว่าทุกวันนี้จะขยับไปอยู่อันดับที่ 45 แล้วก็ตาม
ยายแดง ขันติวงศ์ ผู้เฒ่าผู้แก่วัย78 ปี ย้อนอดีตให้ฟังว่า ยายเป็นคนศรีสะเกษโดยกำเนิด เกิดที่บ้านหนองแคนกิ่งอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ ซึ่งเมื่อก่อนเป็นป่าดงดิบที่ชุกชุมไปด้วยเสือ วัวกระทิง สิงห์สาลาสัตว์ ตกกลางคืนคนจะไม่กล้าย่างเท้าก้าวลงจากหัวบันไดบ้าน เพราะกลัวว่าเสือจะคาบไปกิน ส่วนสัตว์จำพวก กระรอกกระแต นกนาๆชนิด ฯลฯ แทบไม่ต้องพูดถึงมันชุมยังกะยุง ส่วนในแม่น้ำลำคลองถ้าลงไปอาบน้ำ ปลาแทบจะคาบเราไปกิน ในป่าใกล้บ้านก็มีผักหญ้าให้เก็บกินมากมาย
“เราใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือยจนแทบไม่หลงเหลือให้ลูกหลาน จากศรีสะเกษที่เคยเป็นเขตปราสาทขอม กลับกลายเป็นเขตวัวควายผอม เพราะฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล น้ำแห้งขอดจนคนอดอยากปากแห้ง แรงงานหลั่งไหลเข้าสู่เมืองกรุง เขตดงลำดวนที่เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดในช่วงปลายฤดูแล้งเข้าสู่ฤดูฝน ที่เคยออกดอกส่งกลิ่นหอมอันเย้ายวน แต่ทุกวันนี้โดนโค่นทิ้งเพื่อการเกษตรจนเหลือน้อยเต็มที ที่ขึ้นมาแทนกลับกลายเป็นหมาก ผีผ่วน” ยายแดงสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง
นายสมัย ราชเจริญ ผู้ใหญ่หมู่ที่ 3 บ้านหนองโน กิ่งอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ กล่าวว่า การทำเกษตรในอดีตจะเน้นหนักไปที่การผลิตอาหารหลักคือ ข้าว ดังนั้นจึงมีการปรับปรุงพื้นที่ราบให้เป็นแปลงนาเสียส่วนใหญ่ และจะต้องไม่ไกลจากที่อยู่อาศัย นอกนั้นจะเป็นการเลี้ยงสัตว์ที่อาศัยธรรมชาติ ส่วนตามโพนนาจะปลูกพริก ปลูกมะเขือและพืชผักต่างๆ ที่สำคัญไม่ได้ผลิตเพื่อขายแต่ปลูกไว้เพื่อเป็นอาหารไว้กินในครัวเรือน
ต่อมาการทำเกษตรมุ่งเน้นไปที่เรื่องของการค้า ผลิตเพื่อส่งเข้าโรงงานอุตสาหกรรม การเกษตรเพื่อชีวิต จึงแปรเปลี่ยนเป็นเกษตรเพื่อการเศรษฐกิจ มีการนำเครื่องจักรกลเข้ามาใช้ ในหมู่เกษตรกร เกิดความสะดวกสบายจนเคยชิน เพราะปลูกได้มาก แต่จ้างแรงงานน้อยลง จึงเกิดผลเสียต่อระบบนิเวศและธรรมชาติ ป่าไม้ถูกทำลายอย่างรวดเร็ว มิหนำซ้ำยังนำสารเคมีเข้ามาสู่การเกษตร แรกๆแม้ปุ๋ยเคมีจะได้ผลดี พืชเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเราใช้ไปนานๆจะทำให้พืชเกิดเป็นโรคและมีแมลงศตรูพืชเพิ่มมากขึ้น ยาปราบศัตรูพืชก็เพิ่มมากขึ้นจนจำไม่หวาดไม่ไหว และไม่รู้ว่าแมลงตัวไหนให้ประโยชน์หรือให้โทษฉีดพ่นแต่ละทีตายกันไปหมด นอกนั้นยังมีตัวยารักษาโรคพืชชนิดต่างๆ ซึ่งเมื่อใช้ไปนานๆ จะทำให้ดินเสื่อมสภาพ ดังนั้นต้องมีฮอร์โมน เพื่อเป็นอาหารเสริมราก เสริมใบ ดอก และยาอะไรต่อมิอะไรก็เกิดขึ้นมาอีกมากมาย
ผลที่ใช้สารเคมียังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในกิ่งอำเภอโพธิ์ศรีสุสวรรณเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นฝนแล้ง ไม่ตกต้องตามฤดูกาล ถึงแม้ฝนตกมาก็เกิดน้ำท้วมเพราะขาดต้นไม้ดูดซับ หรือแม้แต่สภาพดินที่แข็งจนไม่สามารถอุ้มน้ำได้ ส่วนบ่อน้ำที่ชาวบ้านเคยบริโภคกลับเป็นที่กักขังของสารเคมี อาหารธรรมชาติที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตกลับร่อยหรอลงไปทุกวัน
นอกจากนี้ ศตรูตัวร้ายก็คือ“บ้านเรากลายเป็นที่ตักตวงผลประโยชน์ วันดีคืนดีคนมีกระตังค์ก็ถางป่าอันอุดมสมบูรณ์ เพื่อปลูกปอแก้ว พอปอแก้วซบเซาก็ปลูกมันสำปะหลัง เป็นป่ายูคา จนธรรมชาติหมดสิ้นดินอยู่ในสภาพป่วยหนัก” พี่สมัยเล่าต่อ
เมื่อเป็นเช่นนี้ช่วงปี 2544 ชาวบ้านจึงช่วยกันฟื้นวิถีชีวิตการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อต้องการที่จะลดต้นทุนการผลิตและรักษาระบบนิเวศ สุขภาพ ฟื้นอาหารธรรมชาติ โดยใช้หลักธรรมชาติเข้ามาหนุนเสริม แต่ก็ทำกันในลักษณะต่างคนต่างทำจึงไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควร
จึงมีการจัดตั้งกลุ่มกันขึ้นมามีสมาชิกเริ่มแรก 44 คนช่วยกันหาวิธีในการแก้ไขปัญหา โดยเริ่มจากการไปศึกษาดูงานตามที่ต่างๆ ที่ชาวบ้านทำแล้วประสบผลสำเร็จไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดสุรินทร์และยโสธร โดยมีหน่วยงานเกษตร ส.ว.พ.4 จังหวัดอุบลราชธานีให้การสนับสนุน แล้วกลับมาแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น และพร้อมกับมีการระดมหุ้นกันในกลุ่มสมาชิกคนละ 100 บาท ถ้าบางคนไม่มีเงินก็จะให้นำมูลสัตว์มาเป็นหุ้น โดยคิดเป็นกิโลกรัม ได้เงินมาประมาณ 3,000 บาท และมูลสัตว์กว่าครึ่งตัน ช่วยกันนำมาหมักกับน้ำอีเอ็มและซากพืชซากสัตว์ต่างๆที่หามาได้จากชุมชน ทิ้งไว้ประมาณหนึ่งอาทิตย์ทดลองนำไปเทลงนาหรือแปลงเกษตรอินทรีย์แล้วไถกลบทิ้งไว้ 3 วันแล้วคราด นำต้นกล้าปลูกลงไป เมื่อต้นกล้าเริ่มติดให้หว่านลงไปอีกครั้งทำอย่างนี้อย่างน้อยประมาณ4 สี่ครั้งจนเก็บเกี่ยว
เมื่อสังเกตดูจะพบการเปลี่ยนแปลงแต่ไม่มากเท่าไหร่ บางคนถึงกับขอถอนตัวเพราะไม่มั่นใจ แต่ตนสู้ต่อกับสมาชิกที่เหลืออยู่ เพราะอย่างน้อยมันยังเห็นความเปลี่ยนแปลง จนในที่สุดกว่า 3-4 ปีที่ผ่านมาความอดทนก็สำริดผลขึ้น
ในช่วง 1-2 ปีสมาชิกที่ทำเกษตรอินทรีย์ต้องเหนื่อยเพราะต้องออกแรงมาก แต่ก็ต้องอดทนและยอมเสี่ยง เพื่อต้องการปรับสภาพดิน ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินให้กลับมามีชีวิตที่อุดมไปด้วยสารจุรินทรีย์ อีกอย่างเป็นการฟื้นระบบนิเวศ โดยมีหลักว่าหากพืชหรือข้าวที่เราปลูกลงไปเมื่อมีการเจริญเติบโตขึ้นจากดินที่มีชีวิต พืชก็จะแข็งแรงและเจริญเติบโตสิ่งเหล่านี้สามารถต่อสู้กับโรคและแมลงได้อย่างสบาย
ปีที่ 3 นั่งกินสบาย แถมหนี้สินที่มีอยู่กว่า 200,000 บาท ตอนนี้เริ่มจ่ายคืนให้เจ้าหนี้ไปแสนกว่าบาทคาดว่าปีหน้าคงหมดแน่นอนมันเป็นการลดหนี้แก้จนได้เป็นอย่างดี นายสมัยกล่าว
ด้านนายอุดม มีศรี สมาชิกเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ บ้านหนองแคน กิ่งอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ เล่าว่า หลังจากที่ตนได้ปลูกพืชแบบอินทรีย์สามารถต้นทุนได้มากกว่าครึ่งแล้วยังทำให้สุขภาพมีความแข็งแรง แม้บางคนจะบอกว่ามันเป็นเรื่องที่ยุงยากเมื่อเทียบกับการทำเกษตรแบบเคมี แต่ตนคิดว่ามันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มเพราะเราสามารถลดต้นทุนการผลิต เช่นการให้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และน้ำหมักจุรินทรีย์ เพื่อสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ อันจะนำไปสู่วิถีชีวิตที่ดี
ผลที่ได้จากการทำเกษตรอินทรีย์พบว่ากบ เขียด หรือแม้แต่ปลา ที่เคยหายไปก็กลับมาใหม่เป็นอาหารของเรา โดยไม่ต้องเลี้ยงให้เสียเวลามันเปรียบเสมือนกับห่วงโซ่อาหารดั่งในอดีต ที่สิ่งมีชีวิตสามารถขึ้นมาวางไข่เพื่อขยายพันธุ์ จนทำให้ทุกวันนี้ตนได้มีอาหารธรรมชาติกลับคืนมา เวลาไปไร่นาก็ไม่จำเป็นต้องมีกับข้าวไปด้วย
อย่างไรก็ตามปัจจุบันนี้ตนได้พยายามที่จะปรับสภาพผืนดินบางส่วนให้เป็นป่าหัวไร่ปลายนา ให้กลับคืนมาเหมือนดั่งอดีต เพื่อเป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ ดั่งเช่นพืชที่ไม่ชอบแสงแดดจะเกิดในร่มเพื่อเป็นการอาศัยไม้ใหญ่ให้ร่มเงา และสิ่งต่างๆที่พืชและสัตว์ที่ร่วงหล่นล้มตายกลายเป็นซากพืชซากสัตว์ จุรินทรีย์ก็จะเป็นตัวย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย ซึ่งเป็นวงเวียนของชีวิตที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันตามธรรมชาติ ที่สำคัญเมื่อฝนตกยังช่วยพัดพาเอาตะกอน หรือปุ๋ยธรรมชาติลงมาสู่ไร่นา
ทุกวันนี้เกษตรกรในกิ่งอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ มีการขยายเครือข่ายออกไปยังอำเภอต่างๆทั่วทั้งจังหวัดศรีสะเกษ มีการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างต่อเนื่องใครมีของดีก็นำมาแลกเปลี่ยนกันจนเกิดเป็นเกษตรอินทรีย์วิถีศรีสะเกษขึ้น
ดาบวิชัย สุริยุทธ ตำรวจนักพัฒนา จากอำเภอปรางค์กู่ บอกว่า ทุกวันนี้ที่อำเภอปรางค์กู่ ก็มีการทำเกษตรอินทรีย์อย่างกว้างขวางจนกลายเป็นจนกลายเป็นคำขวัญประจำอำเภอ นายทุนหลายคนที่เคยร่ำรวยจากการขายสารเคมีก็เลิกขาย หันมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ขาย เขาบอกว่าเขาได้ทำบาปเอาไว้มากทำให้แม่ธรณีร้องไห้ ทำลายปู ปลาในไร่นาที่เคยเป็นอาหารของผู้คนจึงขอไถ่บาปโดยการสนับสนุนเกษตรอินทรีย์
จากศรีสะเกษดินแดนที่เคยบอบช้ำ จนคนเขาลือล้ำว่าเป็นเอธิโอเปียเมืองอีสาน แต่เดี๋ยวนี้ผลผลิตธัญญาหารกลับฟื้นคืนชีพสู่ดินแดนแห่งนี้ ด้วยน้ำมือของพวกเราเอง





