playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

15 ธันวาคม  2548 (วิระยุทธ  นิยมชาติ)

ที่บ้านสบเมย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน คณะนักวิจัยไทบ้านสาละวิน และเครือข่ายแม่น้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมกันจัดงาน “ยาแอะโคลโหล่โกล..ฉันรักสาละวิน” เพื่อแถลงผลการวิจัยไทบ้าน “วิถีแม่น้ำ วิถีป่า ของปกากญอ”  งานนี้เริ่มคึกคักขึ้นเมื่อคณะเดินทางจากที่ต่างๆมารวมกันที่ท่าเรือบ้านแม่สามแลบ เพื่อนั่งเรือเข้าไปยังบ้าน สบเมยอีกประมาณ ๔๐ นาที  บ้านสบเมยนั้นเป็นหมู่บ้านสุดท้ายของประเทศไทยที่ติดกับแม่น้ำสาละวิน และยังเป็นบริเวณที่แม่น้ำเมยไหลมาบรรจบกับแม่น้ำสาละวินก่อนจะไหลเข้าไปในเขตประเทศพม่า

พ่อหลวงธวัชชัย อมรใฝ่ชนแดน แห่งบ้านโพซอ กล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ว่า “หลังจากที่คณะวิจัยได้ทำการศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับความหลากหลายของระบบนิเวศ วิถีชุมชน และการรักษาทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นเวลาประมาณ ๓ ปี จึงอยากจะนำเสนอข้อเท็จจริงแก่สังคม และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นในกระบวนการตัดสินใจโครงการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นในลุ่มน้ำแห่งนี้”

ส่วนนางสาวเพียรพร ดีเทศน์ ผู้ช่วยนักวิจัยจากเครือข่ายแม่น้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เพิ่มเติมจากพ่อหลวงธวัชชัยว่า “หวังจะให้สังคมได้รับรู้ว่าในป่าสาละวินและแม่น้ำสาละวิน มีผู้คนที่อาศัยอยู่กินและยังได้ช่วยกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติได้เป็นอย่างดี”

สำหรับงานวิจัยชิ้นนี้จัดทำขึ้นโดยชาวบ้านปกากญอ ซึ่งเป็นกะเหรี่ยงอีกเชื้อสายหนึ่งที่อาศัยอยู่บริเวณพรมแดนทั้งฝั่งไทยและฝั่งพม่า ได้ทำการสำรวจข้อมูลและองค์ความรู้ท้องถิ่นจาก ๕๐ หย่อมบ้านริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน จำนวน ๗ ประเด็น ประกอบด้วย ๑.ระบบนิเวศแม่น้ำสาละวินและลำห้วยสาขา ๒.สายพันธุ์ปลา สายพันธุ์ชีวิตในลุ่มน้ำสาละวิน ๓.เครื่องมือหาปลา ภูมิปัญญาแห่งลุ่มน้ำ ๔.เกษตรปกากญอ วิถีริมแม่น้ำแห่งดอยและหุบห้วย ๕.พรรณพืชอาหารและสมุนไพรจากป่าสาละวิน ๖.สัตว์ป่า โป่ง และการอนุรักษ์ทรัพยากรโดยชุมชน ส่วนเรื่องสังคมวัฒนธรรม ประเพณีความเชื่อของชุมชนได้สอดแทรกอยู่ในทุกประเด็นที่ทำการศึกษาวิจัย

ทีเซ นักวิจัยจากหมู่บ้านจอสิท่า พูดเป็นภาษาปกากญอได้ความว่า เขาขับเรือในแม่น้ำสาละวินมา ๒๐ กว่าปี และรู้จักแม่น้ำสายนี้เป็นอย่างดี รู้ว่ามันเป็นสายเลือดเส้นหลักของพวกเขาและพี่น้องเขาที่อยู่บนพรมแดนไทยกับพม่า
แม่น้ำสาละวินนี้มีแก่งที่อันตรายมากคนขับเรือต้องระมัดระวัง ในหน้าฝนน้ำจะไหลเชี่ยวแรงมาก กระแสน้ำนั้นได้พัดพาเอาตะกอนทรายละเอียดมาไว้ริมฝั่งแม่น้ำ ทำให้ชาวบ้านได้ใช้พื้นที่บริเวณนี้ปลูกผักในช่วงน้ำลด

“พอถึงฤดูหนาวระดับน้ำลดลง พวกเราก็เตรียมเมล็ดพันธุ์ที่จะนำไปปลูกแถบหาดทราย ริมฝั่งน้ำ”  นอกจากนี้นักวิจัยยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการทำไร่หมุนเวียนว่า ครอบครัวหนึ่งจะมีพื้นที่สำหรับทำไร่หมุนเวียนอยู่ ๔ แปลง มีการหมุนเวียนคราวละ ๕-๘ ปี ซึ่งการหาพื้นที่ทำไร่จะต้องขออนุญาตผีเจ้าป่าก่อนลงมือทำไร่ หากไม่เช่นนั้นจะเกิดเรื่องไม่ดีกับครอบครัว
ในแม่น้ำสาละวินนั้นพบระบบนิเวศถึง ๑๘ ชนิด และระบบนิเวศย่อยอื่นอีก ๑๕ ชนิด ช่วงพรมแดนไทย-พม่าที่มีแม่น้ำสาละวินเป็นเส้นแบ่งความยาวประมาณ ๑๑๘ กิโลเมตร นั้นมีลำห้วยสาขาเฉพาะฝั่งประเทศไทยมากกว่า ๒๐๐ ลำห้วย
นายประสิทธิ์ ทองหล่อ ผู้ช่วยนักวิจัยเรื่องพันธุ์ปลา แปลข้อมูลจากภาษาปกากญอให้ฟังว่า ในแม่น้ำสาละวิน
บริเวณนี้พบปลาที่ชาวบ้านจับมาทำอาหารถึง ๗๐ ชนิด แยกเป็น ปลาหนังถึง ๒๒ ชนิด และปลาเกล็ดอีก ๔๘ ชนิด

ส่วนนักวิจัยประเด็นเครื่องมือหาปลา เล่าว่า “ที่นี่จะมีการหาปลาตลอดทั้งปี เครื่องมือหาปลาจะต้องสัมพันธ์กับระบบนิเวศในแต่ละฤดูกาล ซึ่งอาศัยความรู้ดั้งเดิมรู้ว่าช่วงเวลาไหนปลาจะเข้าไปอยู่บริเวณใด ก็เอาเครื่องมือไปวาง”

จากข้อมูลการสำรวจของนักวิจัยพบเครื่องมือหาปลาพื้นบ้านจำนวน  ๑๙ ชนิด บางชนิดมีไว้สำหรับผู้หญิงใช้อย่างเดียว
พ่อหลวงจากบ้านห้วยแห้ง เล่าถึง ความผูกพันธ์ของชาวปกาญอกับแม่น้ำและผืนป่าสาละวินที่ได้ใช้ประโยชน์ พวกเขายังร่วมกันจัดตั้งเขตป่าอนุรักษ์ โดยห้ามตัดไม้ ห้ามเผาป่า ถ้าใครฝ่าฝืนจะมีการลงโทษ เขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา โดยมีกฏเกณฑ์ห้ามช๊อตปลา ห้ามเบื่อปลาในบริเวณนั้น เนื่องจากมีคนหาปลาจากนอกชุมชนเริ่มเข้ามาใช้วิธีการหาปลาเช่นนั้นแล้ว

พ่อหลวงสิริพอ จตุพรเวียงสกุล นักวิจัยจากบ้านอูหลู่ บอกว่า ในป่าสาละวินมีพรรณพืชมากมายที่ชาวบ้านใช้เป็นอาหารและยาสมุนไพร

“ชาวปกากญอได้ใช้สมุนไพรในป่าแห่งนี้ รักษาโรคเวลาเจ็บป่วยมาตั้งแต่บรรพบุรุษ” พ่อหลวงสิริพอ กล่าว
ความสมบูรณ์เช่นนี้เองที่ชาวปกากญอแห่งลุ่มน้ำสาละวินขนาดนามแม่น้ำสายนี้ว่าเป็นแม่น้ำแห่งชีวิตของพวกเขา ลูกหลาน และพี่น้องอีกหลายคน
ดร.ชวลิต วิทยานนท์ จากกองทุนสัตว์ป่าโลก ประเทศไทย อธิบายว่า แม่น้ำสาละวินมีต้นเกิดจากที่ราบสูงทิเบต ซึ่งเต็มไปด้วยหิมะ จึงทำให้น้ำสาละวินในฤดูแล้งใสและเย็นกว่าที่อื่นในเมืองไทย

“เกาะแก่งเหมาะเป็นแหล่งสะสมอาหารของปลา ปลามักอพยพเข้าไปอาศัยและวางไข่ตามแก่ง จากการสำรวจจำนวนพันธุ์ปลาในแม่น้ำสาละวินบริเวณประเทศพม่าและไทยพบประมาณ ๕๐๐ ชนิด ซึ่งยังไม่ได้นับในเขตประเทศจีนและที่ราบสูงทิเบต” ดร.ชวลิต กล่าว

นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ ครูตี๋ จากกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า การกำหนดมาตรฐานกับงานวิจัยชาวบ้านนั้นไม่สามารถทำได้ เนื่องจากงานวิจัยชาวบ้านทำมาจากของจริง เอาของจริงมาว่ากัน และที่แม่น้ำโขง ช่วง อ.เชียงของ จ.เชียงราย เราก็ทำงานวิจัยไทบ้านเหมือนกัน
“เราน่าจะเริ่มทำวิจัยอย่างนี้เมื่อ ๒๐ ปีก่อนแล้ว ความรุนแรงด้านทรัพยากรคงไม่เกิดขึ้นกับชุมชนแน่นอน” ครูตี๋กล่าวด้วยความเสียดาย
ส่วนนายสุริยา โคตะมี จากเครือข่ายนักวิจัยไทบ้านลุ่มน้ำสงคราม กล่าวว่า หลังจากการทำงานวิจัยไทบ้านมาแล้วนั้น เราได้ประโยชน์จากตรงนี้มาก ชุมชนสามารถนำข้อมูลและองค์ความรู้นี้มาใช้เป็นฐานในการวางแผนการจัดการทรัพยากรของชุมชน
การสนทนาครั้งนี้ได้จบลงพร้อมกับแสงอาทิตย์เริ่มเลือนลางจากปลายขอบฟ้า เสียงดนตรีของชาวปกากญอเริ่มดังขึ้นมาขับกล่อมผู้คนและสายน้ำแห่งลุ่มน้ำสาละวินให้คงความอุดมสมบูรณ์ไว้คู่กับชาวปกากญอ

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter