19 ธันวาคม 2548 (อักขณิช ศรีดารัตน์)
“ป่าแม่แทนผืนนี้มีเนื้อที่ประมาณ 70,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ทิศเหนือติดต่อกับ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ทิศใต้ติดต่อกับตำบลทาปลาดุก อ.แม่ทา จ.ลำพูน ทิศตะวันตกติดต่อกับ อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง และทิศตะวันตกติดต่อกับบ้านพริก อ.แม่ทา จ.ลำพูน เป็นป่าต้นน้ำดั้งเดิมของห้วยแม่ทา ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชาวเชียงใหม่และลำพูนหลายหมื่นชีวิต ในอดีตเคยมีความสมบูรณ์มาก มีต้นไม้ใหญ่และสัตว์ป่าเยอะแยะมากมาย แต่เมื่อหลายสิบปีก่อนนายทุนได้สัมปทานป่าผืนนี้จากรัฐ ทำให้ต้นไม้ใหญ่และไม้ดีๆ ถูกตัดออกไปขายจนหมดเกลี้ยง จนทำให้ระบบนิเวศบริเวณนี้เสียหาย ทำให้เกิดภาวะฝนแล้งติดต่อกันหลายปี ชาวบ้านไม่มีน้ำทำการเกษตร แหล่งอาหารดั้งเดิมของชาวบ้านก็หมดไปด้วย”
พ่อหลวงประดิษฐ์ ต๊ะปวน ผู้ใหญ่บ้านบ้านข้อกลาง หมู่ 3 ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ เล่าเรื่องป่าแม่แทนให้ผู้เขียนและพี่น้องชาวชุมชนจากภาคอีสาน กว่า 40 ชีวิต ฟัง กลางป่าลึกห่างจากที่พักขึ้นไปราว 5 กิโลเมตร เมื่อไม่นานมานี้
“เมื่อเกิดปัญหาขึ้นอย่างนี้ ชาวบ้านก็เกิดการรวมตัวกันขึ้น มีการพูดคุยกันถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหา ซึ่งในที่สุดก็มีแนวคิดว่า ป่าผืนนี้เป็นมรดกของบรรพบุรุษ เป็นป่าต้นน้ำที่หล่อเลี้ยงเลือดเนื้อของพวกเรามา ที่ผ่านมาเราได้ประโยชน์จากป่ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ยารักษาโรค ไม้ใช้สอย น้ำสำหรับอุปโภคบริโภค อากาศที่บริสุทธิ์ รายได้จากการหาของป่า ซึ่งที่ผ่านมาบรรพบุรุษของเรา ทั้งปู่ย่า ตายาย และพ่อแม่ของเรา ได้ช่วยกันรักษาผืนป่านี้เอาไว้ ถ้าเราไม่สืบสานต่อเจตนารมณ์ของท่าน ก็ก็จะกลายเป็นคนอกตัญญู
จากนั้นก็เริ่มมีการอนุรักษ์ป่าผืนนี้ขึ้น ซึ่งเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2524 ถึงปัจจุบันก็เกือบ 25 ปีแล้ว โดยชาวบ้านได้ตั้งคณะกรรมการป่าชุมชนขึ้นมาดูแล หมู่บ้านละ 15 คน รวม 105 คน จาก 7 หมู่บ้าน โดยมีวาระครั้งละ 2 ปี ซึ่งคณะกรรมการจะมีหน้าที่ในการตรวจป่า รับการร้องเรียนจากชาวบ้าน ประชุมหารือ และตัดสินปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยมี อบต.และเครือข่ายป่าชุมชนภาคเหนือร่วมเป็นภาคีสนับสนุน” พ่อหลวงย้อนอดีตแห่งการเริ่มต้นให้ฟังอย่างภาคภูมิใจ
“หลังจากจัดตั้งคณะกรรมการป่าชุมชนขึ้นมาแล้ว ต่อมาก็มีการตั้งกฎระเบียบป่าชุมชนขึ้นมาสำหรับให้ทุกคนปฏิบัติ โดยกฎหลักๆ คือ ใครตัดไม้หนึ่งต้น ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจะปรับนิ้วละ 200 บาท โดยให้รางวัลผู้นำจับ 50% และให้ชาวบ้านเข้ามาหาของป่าได้ แต่ต้องช่วยดูแลสอดส่องผู้บุกรุกด้วย ส่วนกิจกรรมนั้น ที่ชาวบ้านร่วมกันทำมาตลอด ก็คือ การบวชป่า การตรวจป่า การทำแนวกั้นไฟ การทำแนวกันป่าเพื่อป้องกันการบุกรุกเข้าไปทำกินหรือทำลายป่า ตั้งด่านสกัดไม้เถื่อน ประชุมคณะกรรมการทุกเดือน และทำพิธีไหว้ผีขุนน้ำ ในช่วงเดือน 9 ต้นของทุกปี เพื่อให้ป่าเกิดความขลังและศักดิ์สิทธิ์ เทวดาอารักษ์และภูตผีทั้งหลายที่อยู่ในป่าจะได้ช่วยปกปักรักษาป่าอีกทางหนึ่งด้วย” พ่อหลวงบอก
“ได้ผลซิ” พ่อหลวงตอบอย่างมั่นใจ เมื่อถูกถามถึงผลที่เกิดขึ้น และว่า “ ได้ผลดีมากๆ เลย เพราะชาวบ้านที่นี่นับถือผีขุนน้ำมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ และเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของผืนป่าและผีขุนน้ำ ทำให้ไม่กล้าเข้ามาตัดไม้ทำลายป่า และปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด จนทำให้ป่าพลิกฟื้นขึ้นมามีชีวิตและมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาได้ตราบจนถึงทุกวันนี้ เชื่อไหมว่า ในปี 2535 เชียงใหม่และลำพูนเกิดความแห้งแล้งอย่างหนัก แต่ที่นี่กลับไม่แห้งแล้งเหมือนที่อื่น ซึ่งทำให้ทุกคนยิ่งมองเห็นความสำคัญของมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม และทุกคนต่างก็คิดเหมือนกันว่า ป่าคือชีวิตของเรา เราอยู่ได้ มีอยู่มีกิน มีเงินมีทองใช้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ก็เพราะผืนป่าแห่งนี้ เลยทำให้ต่างก็ช่วยกันดูแลและรักษาป่ากันอย่างสุดชีวิตเลยทีเดียว”
“ในการดูแลป่านั้น ที่นี่ได้แบ่งพื้นที่ป่าออกเป็น 3 ส่วน คือ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ พื้นที่ป่าทำกิน และพื้นที่ป่าใช้สอย ซึ่งส่วนใหญ่ 70% จะเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ส่วนพื้นที่ทำกินและใช้สอยนั้น จะมีอยู่ ประมาณ 30% โดยมีชาวบ้านผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงได้รับประโยชน์โดยตรง 1,275 ครอบครัว จำนวน 5,000 คน และคนที่ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากสายน้ำห้วยแม่แทนไหลผ่านอีกหลายพันครอบครัว” พ่อหลวงบอก
“แล้วมีการถ่ายทอดแนวคิดเรื่องการดูแลป่าไปสู่ลูกหลานอย่างไรบ้าง” คณะดูงานคนหนึ่งถาม ซึ่งพ่อหลวงตอบโดยแทบไม่ต้องเรียบเรียงถ้อยคำ ว่า“ทุกวันนี้ แกนนำก็จะเป็นวิทยากรควรให้ความรู้แก่ชาวบ้าน แนะนำชาวบ้าน มีการประชุมสังเคราะห์บทเรียนการทำงาน นำความรู้จากการเรียนรู้มาพัฒนาหมู่บ้าน และมีการถ่ายทอดปลูกฝังแนวคิดสู่ลูกหลานผ่านพ่อแม่ และครูที่โรงเรียน ซึ่งก็ได้ผลอย่างดี เพราะเดี๋ยวนี้เยาวชนได้หันมาสนใจกิจกรรมการอนุรักษ์ป่า การทำเกษตรอินทรีย์ และการพึ่งพาตนเองมากขึ้น ทำให้หนุ่มสาวที่ออกไปทำงานต่างถิ่นเริ่มกลับมาอยู่บ้าน และช่วยกันทำงานพัฒนาท้องถิ่นของตนเองอย่างมีความสุขและมีความภาคภูมิใจ ตอนนี้เลยมีความอุ่นใจว่า ต่อไปแม้รุ่นผมจะล้มหายตายจากไป แต่ก็ยังมีรุ่นใหม่เกิดขึ้นมา ที่พร้อมจะสืบทอดเจตนารมณ์นี้เอาไว้ต่อไป” พ่อหลวงบอก
วันนั้น หลังจากที่ฟังพ่อหลวงประดิษฐ์เล่าแนวคิดและความเป็นมาของการอนุรักษ์ป่าชุมชนห้วยแม่แทนให้ฟังจนอิ่มหนำแล้ว แต่ละคนก็แยกย้ายกันเดินชุมป่าตามอัธยาศัย บางคนร้อนก็ถอดเสื้อวักเอาน้ำมาชำระล้างร่างกาย บางคนก็เดินเดี่ยวขึ้นไปตามลำห้วยจนลับหายไป ขณะที่บางคนก็เลือกที่จะนั่งพักผ่อนใต้ต้นไม้เฉยๆ ส่วนผู้เขียนนั้น สนุกกับการตลุยถ่ายรูปสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่ในลำห้วย เช่น ปู ปลา กิ้งกือ ผีเสื้อ และดอกไม้ จนเกือบพลัดหลงจากคณะที่มาด้วยกัน กว่าทุกคนจะรวมตัวกันครบ ก็ต้องใช้เวลาเรียกอยู่นานทีเดียว และเมื่อทุกคนพร้อมกันแล้ว พ่อหลวงก็พาเดินทางลัดเลาะแนวป่า ภูเขา และลำห้วย กลับเข้าไปในหมู่บ้าน
“พ่อหลวงครับ! ในป่านี่มีเสือก่คับ(ในป่านี้มีเสือหรือป่าวครับ)?” ผู้เขียนเห็นสภาพป่ารกทึบและสมบูรณ์ออกอย่างนั้น เลยอดที่จะซอกแซกถามไม่ได้
“มีซิลูก! ในป่านี้มีเสืออยู่หลายตัว เสือเพิ่งกลับมาอยู่ในป่านี้เมื่อไม่นานมานี้เอง ในรอบปีนี้มีวัวของชาวบ้านถูกเสือลากไปกินแล้ว 18 ตัว รายล่าสุดเพิ่งถูกกินไปเดือนที่แล้วนิเอง” พ่อหลวงตอบแบบยิ้มๆ ทำเอาคณะดูงานเงียบกริบและเดินเกาะกลุ่มกันแจ ทันใด นั้นความหนาวสั่นจับใจก็เกิดขึ้นในใจของผู้เขียนอย่างปัจจุบันทันด่วน
“ไอ้หย่า! เกือบไปแล้วตู!”





