9 กุมภาพันธ์ 2549 (อักขิช ศรีดารัตน์)
“แม่น้ำกวง” เป็นลำน้ำที่มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาในเขตอำเภอดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ไหลผ่านอำเภอบ้านธิ และอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ก่อนจะไปบรรจบกับแม่น้ำปิงและลำน้ำแม่ทาที่บ้านสบทา อ.ป่าซาง จ.ลำพูน โดยมีความยาวทั้งสิ้น 110 กิโลเมตร เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวเมืองลำพูนมาอย่างต่อเนืองยาวนาน และเป็นลำน้ำที่ก่อเกิดแหล่งอารยธรรมหริภุญชัยและล้านนาอันยิ่งใหญ่
ในอดีตแม่น้ำกวงเป็นสายน้ำที่มีความใสสะอาด ชุกชุมด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด ทั้ง ปลา กุ้ง หอย ปู เต่า ตะพาบน้ำ และกบ ชาวลำพูนได้อาศัยน้ำแม่กวงในการดื่มกิน การใช้สอย และการทำเกษตรกรรมต่างๆ จนทำให้วิถีชีวิตของชาวลำพูนมีความผูกพันกับลำน้ำสายนี้อยู่ตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม ภาพความสดใสงดงามและอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำกวงตามที่กล่าวมาข้างต้น กำลังเป็นเพียงภาพแห่งความทรงจำดีๆ ในอดีตเท่านั้น เนื่องจากปัจจุบันนี้แม่น้ำกวงกำลังตกอยู่ในวิกฤตจากผลพวงของการพัฒนาสมัยใหม่ ที่มุ่งเน้นเรื่องผลประโยชน์ โดยขาดการคำนึงถึงผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นตามมา
จากคำแถลงของกรมควบคุมมลพิษ(คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2548 ระบุว่า แม่น้ำกวงเป็นหนึ่งในแม่น้ำสายหลักที่พบว่าอยู่ในระดับเสื่อมโทรมอย่างหนัก เช่นเดียวกับ กว๊านพะเยา แม่น้ำระยอง พังราด บางปะกง จันทบุรี ประแสร์ ลำชี ชุมพร สายบุรี และทะเลสาบสงขลา โดยมีสาเหตุจากปัญหาเดิมๆ คือ การระบายน้ำทิ้งจากชุมชนบ้านเรือน โรงแรม และโรงงานอุตสาหกรรมโดยไม่ผ่านการบำบัด
จากภาวะวิกฤตดังกล่าว ทำให้ชาวลำพูนอันประกอบด้วย เครือข่ายองค์กรชุมชน สถาบันการศึกษา พระสงฆ์ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง มีความห่วงใยและวิตกกังวลในปัญหาที่เกิดขึ้น จนทำให้เกิดการรวมตัวกันจัดตั้งเครือข่ายฟื้นฟูแม่น้ำกวงขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การรณรงค์ให้ชาวบ้านตระหนักในการดูแลรักษาลำน้ำกวง เกิดแนวร่วมในการดูแลจัดการลำน้ำ การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างชาวบ้านและหน่วยงาน และการจัดกิจกรรมฟื้นฟูลำน้ำในรูปแบบต่างๆ ให้มีความยั่งยืน
นางจิรภา สินธุลี ครูโรงเรียนบ้านศรีบุญยืน-วังทอง ต.เหมืองง่า อ.เมือง จ.ลำพูน เล่าว่า ตนเองอยู่กับน้ำกวงมาตั้งแต่เกิด เห็นน้ำกวงใสสะอาด มีปลาอุดมสมบูรณ์ หาดทรายขาว ชาวบ้านใช้ประโยชน์ทั้งการกิน การอาบ การซักผ้า การเกษตร การสัญจร การทำอาชีพหาปลา และการขนทรายเข้าวัดในวันสงกรานต์ แต่นับตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา น้ำกวงเกิดเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง เพราะน้ำกวงกลายเป็นที่ระบายน้ำเสียจากแหล่งชุมชนในเขตเทศบาลเมืองลำพูน โรงงานนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดลำพูน สารเคมีจากการเกษตร รวมทั้งบรรดาร้านอาหารหลายสิบร้านที่ตั้งเรียงรายตลอดริมน้ำ ประกอบกับการสร้างฝายกั้นน้ำที่บริเวณบ้านยู้ ทำให้มีน้ำขังตลอดเวลา แม้จะเป็นฤดูแล้ง จึงทำให้วิถีชีวิตริมน้ำกวงหายไป ในลำน้ำมีสารพิษเต็มไปหมด จนน้ำไม่สามารถดื่มได้ ปลา หรือสัตว์น้ำอื่นๆ ก็หายาก และไม่สามารถนำมาเป็นอาหารได้เหมือนสมัยก่อน
ด้าน พ่อหนานเจริญ คณะทำงานเครือข่ายอีกคน บอกว่า ที่ผ่านมามีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาศึกษาวิจัยหลายครั้ง มาขอความร่วมมือจากชาวบ้าน บอกชาวบ้านว่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้น้ำดีขึ้น แต่พอทำงานวิจัยเสร็จก็หายไป ไม่กลับมาช่วยแก้ไขปัญหาอะไรให้ดีขึ้นตามที่บอกไว้ ต่างคนต่างมา พอได้ข้อมูลทางวิชาการแล้วก็ไป จนทำให้ชาวบ้านเกิดความเบื่อหน่าย ไม่อยากให้ความร่วมมือด้วย
“ในอดีตเราหวังพึ่งการแก้ไขปัญหาจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว ทำให้ปัญหารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงภาวะวิกฤต แต่ตอนนี้เราต้องลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง จะหวังพึ่งพาภาครัฐคงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ชาวลำพูนทุกคนต้องลุกขึ้นมาร่วมแรงร่วมใจกันแก้ไขปัญหาของตนเอง เพราะมีเพียงคนลำพูนเท่านั้น ที่จะเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นและสามารถแก้ไขปัญหาให้กับตนเองได้ การทำให้น้ำกวงกลับมาเหมือนอดีต มีหาดทรายขาว คงเป็นไปไม่ได้แล้ว ขอแค่ทำให้น้ำสะอาดขึ้น สามารถดื่มกินและใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้ แค่นี้ก็พอแล้ว ซึ่งเชื่อว่าสามารถที่จะทำได้แน่นอน ถ้าหากชาวลำพูนทุกคนหันมาช่วยกันทำอย่างจริงจัง” พ่อหนานเจริญ กล่าว
ในขณะที่ ทพ.อุทัยวรรณ กาญจนกามล นักวิชาการอิสระและเป็นชาวลำพูนโดยกำเนิด ให้ความเห็นว่า การจัดตั้งเครือข่ายฟื้นฟูแม่น้ำกวงขึ้นมาในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการ “จุดประกายในนาคร” เป็นการจุดประกายให้ชาวลำพูนเกิดการตื่นตัวและลุกขึ้นมาช่วยกันแก้ไขปัญหาที่ชาวลำพูนกำลังประสบอยู่ ทั้งนี้จะต้องมีการขยายแนวคิดเรื่องการฟื้นฟูแม่น้ำกวงออกไปให้กว้างขวางโดยภาคประชาชนเอง ต้องทำให้เป็นปัญหาร่วมของคนลำพูนทั้งหมด ไม่ใช้ปัญหาเฉพาะคนที่อยู่อาศัยริมสองฝั่งลำน้ำเท่านั้น เนื่องจากน้ำประปาที่ชาวลำพูนดื่มกินอยู่ทุกวันนั้น ล้วนผลิตจากน้ำกวงทั้งสิ้น
“จะต้องมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง ต้องมีการจัดเวทีบ่อยๆ ตามชุมชนต่างๆ เพื่อขยายแนวคิดและแสวงหาแนวร่วมในการทำงานแก้ไขปัญหาแม่น้ำกวง นอกจากนี้จะต้องมีการจัดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ เพื่อปลุกกระแสให้ทุกคนเกิดความตื่นตัวและหันมาช่วยกันดูแลฟื้นฟูลำน้ำกวงให้พ้นจากภาวะวิกฤตในครั้งนี้” ทพ.อุทัยวรรณ กล่าว
ทั้งนี้ ขณะนี้เครือข่ายฟื้นฟูแม่น้ำกวงได้มีการตั้งคณะกรรมการประสานงานหรือคณะทำงานขึ้น และได้เริ่มลงมือทำงานแล้ว โดยในช่วงแรกจะขับเคลื่อนงานผ่านการจัดเวทีขยายแนวคิดเพื่อแสวงหาแนวร่วมในการทำงาน จากนั้นก็จะเป็นการจัดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ เพื่อรณรงค์ให้ทุกคนหันมาร่วมมือกันดูแลฟื้นฟู ก่อนจะนำไปสู่การปฏิบัติจริง ทั้งในเรื่องการคัดแยกขยะ การบำบัดน้ำเสียในครัวเรือน และการผลักดันให้นำเอากฎหมายมาใช้อย่างเข้มงวด เพื่อจะได้ฟื้นฟูแม่น้ำกวงให้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง





