playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

17 มีนาคม 2549 (ณัฎฐพล  จิระสกุลไทย)

บ้านแม่หมีใน ชุมชนปะกาเกอะญอ ตั้งเป็นชุมชนมากว่า 100 ปี  ตั้งอยู่หมู่ 6 ต.หัวเมือง อ.เมืองปาน จ.ลำปาง ทิศเหนือ ติดต่อกับ จ.เชียงราย ทิศตะวันตก ติดกับ จ.เชียงใหม่ ทิศตะวันออก ติดกับ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง ส่วนทิศใต้ติดกับหมู่บ้านพื้นราบ ต.หัวเมือง อ.เมืองปาน จ.ลำปาง ซึ่งบริเวณนี้เป็นป่าต้นน้ำของลำห้วยที่สำคัญสามสาย คือ ลำห้วยก้อม ลำห้วยแม่หมี  ลำห้วยแม่ต๋อมไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำวัง 

การเดินทางไปยังหมู่บ้านแห่งนี้เป็นการท้าทาย เพราะต้องใช้ถนนในหมู่บ้านที่เป็นดินแดงขรุขระตัดผ่านลำห้วยและภูเขาหลายลูก”

พี่ประสิทธิ์ อนุรักษ์ป่า ชาวบ้านแม่หมีในเล่าให้ฟังว่า ชาวบ้านได้อาศัยคู่กับป่ามานับร้อย ๆ ปี แต่มาในระยะหลัง ได้รับผลกระทบจากการถูกประกาศเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เขตอุทยานแห่งชาติ และ เขตป่าอนุรักษ์ต้นน้ำทับซ้อน ทำให้ชุมชนที่อาศัยอยู่เดิมกลายเป็นผู้ผิดกฎหมาย จะเข้าไปใช้ประโยชน์จากป่าก็ไม่ได้

ในปี 2535 แนวคิดเรื่องป่าชุมชนได้แพร่ขยายเข้ามายังหมู่บ้านแม่หมีใน ทำให้แกนนำและชาวบ้านเห็นว่าน่าจะเป็นทางออกของชุมชน  จะทำให้เกิดการยอมรับจากภายนอก โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งๆ ที่ชาวแม่หมีในก็รักษาป่าอยู่แล้ว ผ่านความเชื่อและประเพณีของชาวบ้าน 

ต่อมาได้ตั้งคณะกรรมการชุมชนขึ้น เพื่อเข้ามาดูแลและสร้างกฎเกณฑ์ร่วมกัน  โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ประเภท คือ พื้นที่อยู่อาศัย จำนวน10 ไร่   พื้นที่ทางการเกษตร แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ พื้นที่ทำกินและที่นา จำนวน 111 ไร่ พื้นที่ไร่และสวน จำนวน 286 ไร่ และประเภทสุดท้าย คือ พื้นที่ป่าชุมชน จำนวน 3,118 ไร่ แบ่งเป็น 2 อย่าง เช่นกัน คือ ป่าชุมชนใช้สอย 2,618 ไร่ และป่าชุมชนอนุรักษ์ 500 ไร่

พี่ประสิทธิ์ เล่าอีกว่า พวกเราซึ่งเป็นชนเผ่าปะกาเกอะญอมีความเชื่อที่แฝงไปด้วยกุศโลบายเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ป่า ทำให้ป่ามีความสัมพันธ์กับวิธีชีวิตและวัฒนธรรมอย่างลงตัว ในหลายรูปแบบด้วยกัน อาทิ
 ป่าเดปอ นำสะดือเด็กเกิดใหม่ไปแขวนไว้ที่ต้นไม้ชาวบ้านจะไม่ตัดต้นไม้ ถ้าผู้ใดไปตัดต้นไม้ถ้าผู้ใดไปตัดจะต้องถูกปรับไหมเป็นไก่ 1 คู่และจะถูกคนเฒ่าคนแก่ด่า
 ตะวีโดะ เมื่อเด็กแรกเกิดได้ 4-5 วัน เสียชีวิตลงชาวบ้านจะนำไปฝังไว้ เชื่อว่าป่าผืนนี้จะดุมาก หากคนท้องเข้าไปในป่าแห่งนี้จะแท้งลูก คนที่สามารถเข้าไปได้คือหมอผีของหมู่บ้านเพื่อเข้าไปทำพิธีกรรมต่าง ๆ มีประมาณ 2-3 คน
 ตะชัวะไข่ (ป่าช้า) เป็นที่ฝังศพและเผาศพ ห้ามไม่ให้ตัดไม้หรือเก็บหาของป่าจากบริเวณนี้
 เดหมื่อเบอ เป็นพื้นที่ข้าง ๆ ลำห้วย มีลักษณะเป็นกิ่วซึ่งคนเฒ่าคนแก่จะเป็นผู้กำหนด บริเวณนี้ชาวบ้านจะไม่เข้าไปทำไร่ห้ามตัดไม้ แต่สามารถเก็บหาของป่า
 ตะเดโดะ เป็นกิ่วดอยเชื่อมว่าเป็นทางเดินของผีจึงห้าทำไร่ ห้ามสร้างบ้าน ถ้าฝ่าฝืนอาจเจ็บไข้ถึงตายได้
 ดูตะเอ่อ เป็นป่าใหญ่ เป็นต้นน้ำของหมู่บ้าน บริเวณนี้ห้ามทำไร่ ห้ามตัดไม้ ถ้าฝ่าฝืนจะทำให้เจ็บไข้

นอกจากนี้ปะกาเกอะญอยังมีความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับต้นไม้แต่ละชนิด  ซึ่งล้วนแต่มีคุณค่าที่นำไปสู่การอนุรักษ์ทั้งสิ้นเช่น ต้นไทร จะไม่นำมาสร้างบ้าน ปล่อยไว้ให้นกกินผลเชื่อว่าหมื่อคาเคล่อจะอาศัยอยู่กับต้นไทร  ต้นเส่ยาแหม่ (ไม้สองนาง) ไม่นำมาสร้างบ้าน ถ้านำมาสร้างบ้านจะทำให้เจ็บป่วย อาจถึงตายได้  เส่กิบิ (ต้นไม้ที่เครือพันอยู่) จะไม่ตัดไม้มาสร้างบ้าน เชื่อว่าถ้านำมางูจะตามเข้าบ้าน แมทอเลอเบอะโค เป็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่บนจอมปลวกห้ามตัดไม้มาสร้างบ้านเพราะจะทำให้เจ็บป่วย  เบอโท่ดิโอะเลออะโร  ไม้ที่มีจอมปลวกทำรัง ห้ามตัดมาสร้างบ้านจะทำให้ติดหนี้สิน ทำให้เจ็บป่วย เส่เคาะดึ (ไม้ใหญ่) ไม่ตัดมาสร้างบ้าน ใช้สำหรับแบกศพหนุ่มสาวที่ฆ่าตัวตาย และเส่หมื่อแชะเท๊าะต๊า  เป็นต้นไม้ที่แตกเป็นสองกิ่งแล้วมองทะลุผ่านเห็นตะวัน จะไม่ตัดมาสร้างบ้านถ้าฝ่าฝืนจะทำให้อยู่ไม่สุขสบาย ชีวิตจะร้อน

พี่ประสิทธิ์ บอกอีกว่า หมู่บ้านแห่งนี้มีวัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกันเป็นชุมชนกว่า 100 ปี เป็นหมู่บ้านที่ไม่มีไฟฟ้า แต่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าเซล) โดยชาวบ้านมีอาชีพทำนา ทำไร่ หมุนเวียนกันครั้งละ 3-5 ปี ซึ่งนอกจากการปลูกพืชหมุนเวียนแล้ว ชาวปะกาเกอญอยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการทำไร่ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เช่น การตั้ง ตะลือแม๊ะ ไว้ในไร่ สำหรับขอขมาไฟ เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ไร่ มือถื่อชอ มีไว้สำหรับดูแลไร่ และตะลือเม ให้ช่วยดูแลรักษาไร่ให้งอกงาม เป็นต้น

ส่วนพี่บุญสม   เกษมสัตต์ศักดิ์ อดีตเคยเข้าไปทำงานในเมืองทดลองเป็นมนุษย์เงินเดือน แต่หันหลังให้แสงสี เข้ามาใช้ชีวิตที่บ้านแม่หมีในบ้านเกิด ประกอบอาชีพทำไร่ ทำนา เล่าให้ฟังว่า ที่ดินในหมู่บ้านไม่มีเอกสารสิทธิ์ เพราะอยู่ในเขตอุทยาน แต่ชาวบ้านมีกฎกติกาในการดูแลรักษาป่า ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน เช่น การช่วยกันสร้างบ้านการตัดไม้ต้องผ่านคณะกรรมการหมู่บ้านเป็นผู้พิจารณา ทำให้ป่ายังคงเป็นป่าที่สมบูรณ์อย่างเช่นทุกวันนี้

พี่บุญสม เล่าอีกว่า คนในชุมชนได้มีส่วนในการกำหนดพื้นที่ ที่จะใช้ทำประโยชน์และพื้นที่ป่า เพื่อการบริหารจัดการป่าชุมชนร่วมกัน ทำให้มีอยู่มีกินส่งผลทำให้ชาวบ้านอพยพออกจากชุมชนน้อยลง เพราะสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์จากป่ามาเลี้ยงดูชีวิตได้ โดยไม่ต้องใช้เงิน ชาวบ้านก็ไม่ต้องเข้าไปทำงานในเมือง และยังทำให้ชาวบ้านรู้จักการบริหารจัดการ และได้รับการยอมรับจากภายนอกมากขึ้น  นอกจากนั้นยังมี อบต. หัวเมืองเข้ามามีส่วน และ เปิดโอกาสให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร ซึ่งอยู่ในระหว่างการร่าง ระเบียบในการจัดการทรัพยากรร่วมกัน 

“จากการบริหารจัดการป่าที่ผสมผสานกับความเชื่อ วัฒนธรรม ตั้งแต่บรรพบุรุษ เพื่อให้คนกับป่า สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน ตลอดจนการปลูกพืชหมุนเวียนที่เป็นภูมิปัญญาอย่างของชาวปะกาเกอญอ ทำให้ที่ดินได้บำบัดและฟื้นตัวเอง เมื่อครบระยะเวลาที่ต้องกลับมาทำที่เดิม ที่ดินตรงนั้นก็จะสมบูรณ์ โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี”

พี่บุญสม กล่าวก่อนที่จะจากกันราวกับเป็นข้อสรุปให้เห็นว่า คนบ้านแม่หมีในอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างเอื้ออาทร และพึ่งพาต่อกันบนพื้นฐานของทรัพยากร  ประเพณีความเชื่อ  ที่มีอยู่คู่ชุมชน

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter