playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

21 เมษายน 2549 (ประพันธ์  สีดำ)

“มีประโยคหนึ่งที่พ่อกำนันพูดเอาไว้อย่างกินใจว่า ในช่วงหน้าฝนหรือน้ำหลากปลาเยอะมาก มีทั้งปลาดุก ปลาช่อน และปลาหมอ และปลาหมอนี่แหละที่พ่อกำนัลชอบนักชอบหนา พ่อจะเอาผ้าเขียว หรือลอบไปดักได้เป็นพันๆตัว แล้วเก็บเอาไว้กินในช่วงหน้าแล้ง โดยใช้วิธีนำมาปล่อยลงบ่อที่ขุดเอาไว้”

 กาฬสินธุ์ได้ชื่อว่าดินแดน “ดินดำ” บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินในอดีตได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับ ต.สายนาวัง อ.นาคู ที่การดำเนินชีวิตของผู้คนอยู่อย่างสุขสบายด้วยการพึ่งพาธรรมชาติ

 นายบำรุง คะโยธา อบต. ตำบลสายนาวัง กิ่งอำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ เล่าว่า การทำมาหากินของชาวบ้านในชนบทเป็นไปอย่างง่ายๆไม่มีอะไรซับซ้อน เช้ามาก็จูงควายออกไปไถนา คราดนา พอสายหน่อยก็ปลดแอก ควายก็ไปหากินหญ้า คนก็ไปกินข้าวกินปลา ซึ่งข้าวที่กินก็เป็นข้าวปลอดสารอาหารธรรมชาติที่ชาวบ้านปลูกอยู่ทั่วไป เป็นระบบการพึ่งพาอาศัยกันอย่างกลมกลืน คนอีสานจะเรียกว่า “เกษตรคือชีวิต”

 ปัจจุบันนี้คนมีมากขึ้น ความเจริญมีส่วนสำคัญที่ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปในหลายๆด้าน คนจึงเกิดความเคยชินและต้องการความสุขสบาย เพราะได้ยึดติดกับอำนาจเงินตราไปแล้ว เห็นได้จากการใช้แรงงานคนหรือสัตว์ก็หันมาใช้เครื่องยนต์ เสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น การเองแรงกันก็หันมาเป็นรับจ้าง ดิน น้ำ จึงถูกทำนุบำรุงโดยสารเคมี เพื่อให้ผลผลิตที่เพิ่มพูนมากขึ้น ส่วนต้นไม้ที่ให้ความชื้นแก่พื้นดินก็ถูกตัดทอนลงไปเยอะ ส่งผลกระทบตามมามากมาย

 เห็นได้จากปี 2525 อีสานเกิดภัยแล้งอย่างหนัก นาไร่ไม่ได้ทำ ชาวบ้านต้องไปเอาข้าวจากนายทุนมากินก่อน “ตอนนั้นชาวบ้านยืมข้าวมา 10 ถัง แต่พอเอาข้าวไปคืนต้องคืน 20 ถัง เดือดร้อนกันมาก หลายๆครอบครัวต้องแบกรับภาระหนี้สิน”

 ชาวบ้านตำบลสายนาวังจึงได้มารวมกลุ่มกันคิด พูดคุย เพื่อหาทางออกให้กับตนเองที่บ้านนากระเดา จำนวน 8 คน โดยได้ตั้งชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มผู้ขาดแคลนข้าว” ตั้งธนาคารข้าวขึ้นมา แต่การดำเนินการก็ไม่ค่อยราบรื่นเท่าที่ควร เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ประสบกับปัญหาฝนแล้ง ที่นาน้อย และการเอาข้าวมากินก่อนแล้วจ่ายคืนภายหลังแบบเท่าตัวนั้นมันรุนแรงและบีบชาวบ้านจนเกินไป

 แต่ปัญหากลับแก้ไขให้กับชาวบ้านไม่ถูกจุด เมื่อรัฐมีนโยบายให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชเพื่อส่งออก สารเคมีจึงเข้ามาเป็นตัวการสำคัญเพื่อต้องการให้ได้ผลผลิตที่มากขึ้น แต่ราคากลับตกต่ำ เมื่อเป็นอย่างนี้เกษตรกรจึงลืมตาอ้าปากได้ยาก ผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์ดำนากินข้าวทำไมต้องเอาสารพิษ เอาปุ๋ยเคมีมาละเลงจนพระแม่ธรณีอ่อนแรงที่จะต่อสู้เพื่อชาวนาอีกต่อไป รูปแบบการทำเกษตรจึงต้องมาถึงทางตัน ลงทุนไปมากแต่ได้ผลผลิตน้อย

 เราจะทำอย่างไรให้แม่ธรณีมีความแข็งแกร่งขึ้นมาใหม่ ดังนั้นอินทรียวัตถุจึงเข้ามาเป็นตัวเลือกและชาวบ้าน โดยรณรงค์ไม่มีการเผาตอซังข้าว นำวัวควายเข้ามาเลี้ยง ต้นไม้คือส่วนหนึ่งที่จะทำให้ดินเกิดความชื้น ได้ประโยชน์ที่ปกคลุมดิน หากเรามีต้นไม้ก็จะทำให้ดินเริ่มกลับสภาพคืนมา สิ่งเหล่านี้สามารถเอามาใช้ประโยชน์ได้ และสามารถอยู่ในรูปแบบเกื้อกูลกัน พืชสดๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ดินดี สามารรถเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน สามารถพื้นดินให้มีสภาพที่สมบูรณ์มีความเจริญเติบโต

 ในที่สุดจึงรู้ว่า “เกษตรยั่งยืน” เป็นอย่างไร จึงรวมกลุ่มคนขาดแคลนข้าวและกลุ่มสหกรณ์ผู้เลี้ยงหมูในอดีตขึ้นมาอีกครั้ง โดยครั้งนี้มีชาวบ้านให้ความสนใจเข้ามาเป็นสมาชิกประมาณ 400 คน แล้วออกไปศึกษาดูงานจากพื้นที่รูปธรรมที่ได้ผล เช่น จังหวัดมหาสารคาม ร้อยเอ็ด และการได้รู้ได้ไปเห็นที่เขาทำ น่าจะนำมาปรับใช้กับพื้นที่ของตำบลเราได้

 จากนั้นจึงกลับมาพูดคุยกับกลุ่มกันอีกครั้ง แล้วมาปรับพื้นที่นาใหม่ให้สามารถปลูกต้นไม้ยืนต้นได้ และปลูกผักในคันนา แต่พอทำไปทำมาทำได้ยากมาก จึงเข้าไปดูงานอีกครั้งที่วังน้ำเขียว ในเรื่องการทำน้ำหมักชีวภาพ จนเกิดความกระตือรือร้นกันอีกครั้งว่าสิ่งที่ทำนี้ได้ผลจริง แต่ก็ยังติดที่ขั้นตอนการทำเหมือนเดิม เพราะต้องกลับปุ๋ยหมักชีวภาพทุกๆอาทิตย์ ซึ่งเป็นงานที่หนักมากเพราะยังใหม่และต้องทำกันคนละหลายตัน เพื่อต้องการฟื้นฟูสภาพดิน

 ในช่วงนี้เองจึงนำแนวคิดที่ได้ไปศึกษาจากพื้นที่ต่างๆ มาปรับประยุกต์ใช้ในกลุ่ม โดยให้สมาชิกเลี้ยงหมูหลุมชีวภาพขึ้น โดยการขุดหลุมเป็นคอกแล้วนำแกลบใส่ลงไปในหลุม ราดด้วยน้ำหมักจุรินทรีย์แล้วให้หมูกลับปุ๋ยหมักให้เกษตรกรเอง จึงสามารถผ่อนแรงลงไปได้เยอะ

 หลังจากนั้นจึงมาเริ่มขุดบ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด โดยเน้นปลูกของกินก่อน ไม่เน้นขายขอให้มีแหล่งอาหารเป็นพอ แรกๆคนก็บอกว่าเสียพื้นที่ไปเปล่าๆ แต่เราก็ไม่สนใจคำตำนิก้มหน้าทำอย่างเดียว ทำได้ 2-3 ปีกว่า ต้นไม้เริ่มโตขึ้นให้เก็บกินได้

 ด้านกำนันอำนาจ วิลาศรี ต้นแบบเกษตรกรบ้านกุดตาใกล้ เป็นอีกคนหนึ่งที่ให้ความสนใจการทำเกษตรยั่งยืน หลังจากเข้ากลุ่มแล้วก็ได้อาสาไปดูงานกับคณะด้วย แล้วมาปรับปรุงที่ดินให้มีความเหมาะสมกับการทำเกษตรยั่งยืน

 พ่อกำนันพาเราไปดูแปลงที่ปลูกไว้ ซึ่งกวาดสายตาดูแล้วไม่น่าเกิน 5 ไร่ ก็เป็นดั่งคำเล่าลือจริงๆ สวนพ่อกำนัลเป็นแหล่งอาหารอย่างยั่งยืนจริงๆ รอบๆ สวนจะเป็นผักธรรมชาติที่มีทั้งกระโดนน้ำ ผักหนาม ตำลึง ผักเม็ก สมเสี่ยว (ภาษาไทยไมรู้ว่าชื่ออะไร) นำมาใส่ต้มต่างๆ รสชาติอร่อยมาก จากนั้นพ่อกำนัลก็พาเดินเข้านาที่ปรับเป็นไร่นาสวนผสม ในคันนามีทั้งข่า กล้วย มะม่วง ขนุน ลิ้นฟ้า มะพร้าว ฯลฯ และผักสวนครัวอีกหลายชนิด ไม่ต่ำกว่า 70 ชนิด ทั้งผักชี หอม กระเทียม มะละกอ ผักกาด มะเขือ ผักแพรว ฯลฯ เรียกว่ามีทุกอย่างที่อยากจะกิน และกินได้ เป็นแหล่งอาหารที่พึ่งตนเองสูง ไม่ได้ซื้อก็ว่าได้ และมีกินตลอดทั้งปี

 เราทำด้วยใจรักไม่คิดถึงรายได้มากนัก ส่วนใหญ่แล้วจะแจกเพื่อนบ้านหรือญาติพี่น้อง ได้ความสุขทางใจไปอีกอย่าง และตั้งแต่กลับมาทำเกษตรยั่งยืนสุขภาพของเราก็ดี ตอนเช้าแม่บ้านจะต้มฟ้าทลายโจรมาให้กิน และไม่ต้องกังวลเพราะเชื่อมั่นว่าทุกวันนี้ไม่ได้กินสารพิษเข้าไปแล้ว อีกทั้งยังเป็นการลดรายจ่ายในแต่ละวันไปในตัว ส่วนที่พ่อกำนันไม่อยากขายก็เพราะอยากให้เขามีจิตสำนึก ละอายและหันมาทำแบบเพื่อนๆสมาชิก

 ตั้งแต่หันมาทำเกษตรยั่งยืน ดินมีความอุดมสมบูรณ์มาก ปีนี้ต้องพักใส่ปุ๋ยหมัก เพราะงามมาก ใส่มากก็ไม่ดีข้าวล้มเกี่ยวยาก เดี๋ยวเกี่ยวไม่ทันจะยุ่งกันไปใหญ่ ด้านผักก็มีเยอะมากกินเท่าไหร่ก็ไม่หมดต้องแจกชาวบ้านทุกวัน ส่วนหน่อข่าของพ่อ แม้ช่วงหน้าแล้งยังไม่วายแตกหน่อขึ้นมาสะหลอนมันถูกปุ๋ยหมักทั้งนั้น

 “มีประโยคหนึ่งที่พ่อกำนันพูดเอาไว้อย่างกินใจว่า ในช่วงหน้าฝนหรือน้ำหลากปลาเยอะมาก มีทั้งปลาดุก ปลาช่อน และปลาหมอ และปลาหมอนี่แหละที่พ่อกำนัลชอบนักชอบหนา พ่อจะเอาผ้าเขียว หรือลอบไปดักได้เป็นพันๆตัว แล้วเก็บเอาไว้กินในช่วงหน้าแล้ง โดยใช้วิธีนำมาปล่อยลงบ่อที่ขุดเอาไว้”

 ทุกวันนี้ เกษตรกรที่ตำบลสายนาวังถึงบางอ้อแล้ว การทำปุ๋ยหมักใช้เองเป็น การพื้นดินโดยไม่ต้องใช้สารพิษ เกษตรกรรมยั่งยืนเท่านั้นจึงจะสามารถนำพาครอบครัวไปสู่ทางรอดได้ 

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter