19 พฤษภาคม 2549 (ประพันธ์ สีดำ)
“ไปว่าจ้างรถหกล้อให้ขนของทั้ง 9 ครอบครัวกลับบ้าน ตกลงราคากันได้ 3,500 บาท แต่ในกระเป๋าไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียว ในใจก็คิดว่าอย่าให้เขาเรียกเก็บเงินล่วงหน้า และนั่งภาวนามาตลอดทางจนมาถึงบ้าน จึงกระโดดลงจากรถไปขอยืมเงินญาติมาเป็นค่าเช่ารถแต่ก็ได้รับการปฏิเสธ คิดว่าไหนๆ ก็ไหนๆ จึงเอาที่ดินไปจำนองไว้จำนวน 6 ไร่ เขาจึงให้เงินมา”
“หนีทุกข์จากการเป็นหนี้ที่บ้านเกิดแต่กลับไปเป็นหนี้ในกรุงเทพฯ ในที่สุดเขาต้องกลืนน้ำลายตัวเอง หันมาทำเกษตรอีกครั้ง จากนั้นจึงได้ไปเรียนรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรผสมผสานแล้วกลับมาพัฒนาในไร่ ศึกษาอยู่หลายเดือนจนเข้าใจในการทำเกษตรผสมผสาน จึงลงมือปลูกพืชและไม้ยืนต้น ช่วงนั้นปลูกไปตามใจชอบและอยากกิน และดูตามสภาพพื้นที่ของดินเป็นหลัก เช่น ดินตรงไหนสูงก็ปลูกพืชทนแล้ง ดินตรงไหนลุ่มก็ปลูกพืชชุ่มน้ำ”
บ้านตลุกมะไฟเป็นหมู่บ้านที่ได้รับการยอมรับให้เป็นชุมชนตัวอย่างของ กิ่งอำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ เรื่อง “ชุมชนปลดหนี้” เพราะชาวบ้านเขามีวิธีการปลดหนี้ได้อย่างน่าทึ่ง
พี่สุด ลำภา ประธานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านตลุกมะไฟ กิ่งอำเภอแม่เปิ่น จ.นครสวรรค์ บอกว่า ในอดีตตนเป็นผู้มีหนี้สินรุงรัง ชีวิตเกือบจะล้มละลายหลังจากหลงผิดคิดทำเกษตรเคมี ปลูกพืชเชิงเดี่ยวจนเกิดความล้มเหลวในชีวิต เจอมรสุมรอบด้าน ทั้งสุขภาพร่างกายและทรัพย์สินเงินทองมากว่า 20 ปี
ตอนนั้นจนปัญญา หาทางออกไม่เจอ ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะในสมองมีแต่เรื่องที่จะปลดหนี้ให้กับตัวเอง ครอบครัวแทบแตกสลาย ไม่เข้าใจกันเครียดมาก มองไปทางไหนก็มีแต่หนี้
ตอนทำเกษตรเชิงเดี่ยว โดยการปลูกข้าวโพดและมันสำปะหลังรวมกันประมาณ 25 ไร่ ซึ่งก็พอมีกำไรเห็นเป็นตัวเงิน ปีต่อมาพอเห็นว่ามีรายได้ จึงกระโดดลงมาปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างจริงจัง โดยใช้พื้นที่ที่มีทั้งหมด 55 ไร่ ปลูกข้าวโพดทั้งหมด ซื้อปุ๋ยเคมีมาใส่เพื่อเพิ่มผลผลิตเพียงหวังความร่ำรวย ปรากฏว่าปีนั้นขาดทุนเพราะผลผลิตราคาตกต่ำ
ต่อมาหนักเข้าไปใหญ่เพราะกู้เงินมาลงทุน 500,000 บาท เพื่อหวังจะปลดหนี้ แต่ความหวังต้องพังทลาย เมื่อเก็บเกี่ยวได้เงินมาแค่ 300,000 บาท ขาดทุนไป 200,000 บาท บวกกับหนี้เดิม หมดหวังหมดกำลังใจ จนปฏิญาณตนว่าจะไม่ทำเกษตรอีกต่อไป
จึงตัดสินใจจากบ้าน แล้วมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯพร้อมครอบครัวและญาติอีก 3 ครอบครัว ไปทำงาน ก่อสร้าง ทำอยู่ได้ 2 ปีมีเงินเก็บพอประมาณ คิดว่าตัวเองเดินมาถูกทาง จึงชักชวนพี่น้องมาทำด้วยอีก 6 ครอบครัว รวมทั้งหมด 9 ครอบครัว ไปเหมาช่างงานก่อสร้าง แต่พองานเสร็จแล้วส่งมอบงานผู้รับเหมากลับไม่จ่ายค่าแรง โดนโกง แต่เราทำอะไรเขาไม่ได้ ก็ต้องจำทนหาเหมางานใหม่ทำต่อไป ซึ่งก็ไม่ค่อยได้งานพากันตกงานกันทั้งหมด ช่วงที่ตกงานจึงนำเงินที่เก็บไว้นำออกมาใช้จนหมด ในที่สุดอยู่ไม่ได้จึงชักชวนกับกลับบ้าน
“ไปว่าจ้างรถหกล้อให้ขนของทั้ง 9 ครอบครัวกลับบ้าน ตกลงราคากันได้ 3,500 บาท แต่ในกระเป๋าไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียว ในใจก็คิดว่าอย่าให้เขาเรียกเก็บเงินล่วงหน้า และนั่งภาวนามาตลอดทางจนมาถึงบ้าน จึงกระโดดลงจากรถไปขอยืมเงินญาติมาเป็นค่าเช่ารถแต่ก็ได้รับการปฏิเสธ คิดว่าไหนๆก็ไหนๆ จึงเอาที่ดินไปจำนองไว้จำนวน 6 ไร่ เขาจึงให้เงินมา”
“หนีทุกข์จากการเป็นหนี้ที่บ้านเกิดแต่กลับไปเป็นหนี้ในกรุงเทพฯ ในที่สุดเขาต้องกลืนน้ำลายตัวเอง หันมาทำเกษตรอีกครั้ง จากนั้นจึงได้ไปเรียนรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรผสมผสานแล้วกลับมาพัฒนาในไร่ ศึกษาอยู่หลายเดือนจนเข้าใจในการทำเกษตรผสมผสาน จึงลงมือปลูกพืชและไม้ยืนต้น ช่วงนั้นปลูกไปตามใจชอบและอยากกิน และดูตามสภาพพื้นที่ของดินเป็นหลัก เช่น ดินตรงไหนสูงก็ปลูกพืชทนแล้ง ดินตรงไหนลุ่มก็ปลูกพืชชุ่มน้ำ”
วันนี้ในสวนของพี่สุดมีทั้งพืชล้มลุกและไม้ยืนต้มมากมาย มีกินตั้งแต่พื้นล่างจนจึงปลายยอด ทั้ง ผักบุ้ง ผักกาด ชะพลูสูงขึ้นมาหน่อยก็เป็น มะเขือ แตง ถั่ว กล้วย ส่วนพืชยืนต้นมีทั้งไผ่ มะม่วง มะขาม ชมพู่ ฯลฯและยังมีต้นไม้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติทั้งผักติ้ว ผักโหม ฯลฯ เพราะอยากกินจึงปลูก เหลือก็ขาย แล้วลงมือทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพและสารไล่แมลง เพื่อทดแทนการใช้สารเคมี ใช้เวลาไปทั้งสิ้นกว่า 6-7 ปี ในสวนร่มรื่นมีพืชผักและไม้ผลกว่า 60 ชนิด
ในที่สุดเห็นผลและเริ่มมีรายได้จึงทยอยส่งหนี้ที่กู้ยืมมาจนหมด “การไม่มีหนี้ไม่มีสิน ถือเป็นความหวังสูงสุดของเกษตรกร เพราะการเป็นหนี้ถือเป็นความทุกข์อย่างร้ายแรง บางคนต้องถึงขนาดพบกับทางตัน หาทางออกไม่เจอ ทำร้ายตัวเองก็มี”
พี่สุดในวันนี้เขาคือผู้ชนะเพราะฝ่าฟันอุปสรรคจนค้นพบตัวเอง ไม่ยอมเป็นหนี้อีกต่อไปและหันหลังให้เกษตรเคมีหมดหนี้ด้วยเกษตรปลอดสาร รายได้แต่ละปีหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วคงเหลือ 20,000 กว่าบาท ใช้เวลามา 10 กว่าปี ตอนนี้มีเงินเก็บแสนกว่าบาท
ต่อมาจึงเริ่มมองหาเพื่อนสมาชิกเข้ามาปลดหนี้ด้วยกัน แรกๆไม่มีใครเชื่อมากนักเพราะยังมีภาพลักษณ์เดิมติดมา แต่มีคนสนใจอยู่ประมาณ 7 คน จึงเริ่มมาตั้งวงคุยกันอย่างสนุกสนานและเมื่อเสร็จสิ้นการพูดคุย จนเวลาล่วงเลยเกือบค่ำมืดจึงพากันแยกย้ายกันกลับบ้าน แต่ความคิดที่อยู่ในใจคนทั้ง 7 คือ “ไม่ลองก็ไม่รู้” แม้ไม่มีใครปริปากพูดกันออกมา เมื่อรุ่งเช้าพากันเข้าเป็นสมาชิกลงหุ้นกันคนละ 50 บาท ซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่ยังทำเองไม่ได้มาทำปุ๋ยชีวภาพกันยกใหญ่ วัสดุที่ทำปุ๋ยอินทรีย์ก็มีในชุมชนหรือในป่าชุมชนแต่คนมองข้ามไป เช่น หัวเชื่อการทำปุ๋ยอินทรีย์ก็ได้จากเชื้อราใต้ต้นไผ่ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ขุมทรัพย์ใต้ต้นไผ่” เป็นหัวเชื้อชั้นดี นำมาผสมเข้ากับเศษผัก เศษอาหารที่เรากินอยู่ทุกวันแล้วหมักเป็นหัวเชื้อผสมกับการทำปุ๋ย ทุกคนเลิกปลูกพืชเชิงเดี่ยว หันมาทำเกษตรผสมผสานตามพี่สุดได้เดินนำร่องได้แล้ว ซึ่งเพียงไม่กี่ปีก็เห็นผลมีบางบ้านสนใจมากขึ้น
ทุกวันนี้มีชาวบ้านเข้ามาเป็นสมาชิก 516 ครอบครัว ปลดหนี้ได้กว่า 300 ครอบครัว คงเหลือเพียงไม่ถึง 30% เท่านั้นซึ่งก็ตั้งเป้าหมายว่าจะทำให้บ้านที่เหลือลด ละ เลิก การทำเกษตรเคมี แล้วหันมาใส่ใจทำเกษตรอินทรีย์กันทั้งหมู่บ้าน
ป้าสีเหลือง เกิดสุวรรณ ชาวบ้านผู้หนึ่งที่ร่วมโครงการ บอกว่า ตอนแรกที่ทำเกษตรเคมีเป็นหนี้ 150,000 บาท จนสามีกินเหล้าเมาทุกวันเขากลุ้มใจที่เป็นหนี้ เจ้าหนี้มาทวงทุกวันจึงจำเป็นต้องขายบ้านในราคาแค่ 70,000 บาท เพื่อใช้หนี้เขาส่วนที่เหลือก็ค่อยทยอยจ่ายไปเรื่อยๆ
เดินผ่านไร่ของพี่สุดทุกวัน ดินและที่สวนเขาเปลี่ยนไปมาก จึงมาคิดดูว่าเขาใส่อะไรดินจึงได้งามจัง พี่สุดบอกว่าใส่ปุ๋ยอินทรีย์ จากนั้นจึงได้ไต่ถามความเป็นมาจนได้ความแล้วมาสมัครเป็นสมาชิกนับตั้งแต่นั้นมา
ช่วงนั้นฉันมาทำปุ๋ยตั้งแต่เช้าจนถึง 2-3 ทุ่ม เพราะต้องกลับปุ๋ยจึงจะได้ผลดี สามีก็ถามว่าไปทำปุ๋ยอะไรดึกขนาดนั้น จนมีปากเสียงกันบ่อย เขาก็กินเหล้าหนักขึ้นเรื่อยๆ จนฉันไปบวชชีเขาก็ยังไปรบกวนถึงที่วัดทุกวันถึงขาดเผามุ้ง จนฉันต้อง ท่องพุทธโทเหลือแต่พุทธ จนฉันต้องสึกออกมา
“ผัวเกษตรเคมี เมียเกษตรชีวภาพ” เขายังไม่หยุดกินเหล้าต่างฝ่ายต่างทนไม่ไหวจนต้องแยกกันอยู่ เขาทำของเขา ฉันทำของฉัน แต่พอถึงช่วงเก็บเกี่ยวเขามาด้อมๆมองๆผลผลิตของฉัน เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จมาบวกลบดูแล้วปีนั้นเหลือเงินตั้ง 30,000 บาท จึงนำเงินไปใช้หนี้
เมื่อสามีเห็นว่าเราทำได้ หลังจากนั้นสามีก็เปลี่ยนเป็นคนละคน เขาหันมาทำเกษตรอินทรีย์เลิกอบายมุขทุกอย่างเปลี่ยนเป็นคนละคนกัน มาวันนี้ถึงแม้บ้านจะเล็กลงแต่ความสุขมากขึ้นครอบครัวกลับมาเป็นสุขอีกครั้ง
บ้านตลุกมะไฟไม่ได้ทำปุ๋ยหมักเพียงอย่างเดียว เพราะที่นี่เขามีทั้งกลุ่มออมทรัพย์ โรงสีชุมชน และป่าชุมชน ผลผลิตจากป่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้ชาวบ้านมีแหล่งทุนธรรมชาติ ช่วยลดปัญหาการซื้อกับข้าวได้มากทีเดียว และทุกคนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่า จนเห็นว่าหากเข้าไปใช้ประโยชน์อย่างเดียวป่าต้องเสื่อมโทรม จึงช่วยกันหันมา “ปลูกป่าสวนครัว หัวไร่ปลายนา” เพื่อไม่เป็นการไปเบียดเบียนธรรมชาติ ยกป่าใหญ่มาไว้ที่บ้านได้อย่างภาคภูมิใจ
ด้วยเงินเริ่มต้นจำนวน 50 บาทเท่านั้น ชาวตลุกมะไฟเกือบทั้งหมู่บ้านรวม 500 ครอบครัวก็สามารถพลิกฟื้นชีวิตจากการเป็นหนี้ได้เป็นแสน จนลืมตาอ้าปากได้ ทั้งนี้เป็นเพราะการรู้จักตนเองและเป็นตัวเราเองความสุขจึงเกิดขึ้น





