1 มิถุนายน 2549 (อักขณิช ศรีดารัตน์)
“ตั้งแต่มีการจัดตั้งกลุ่มเกษตรชีวภาพขึ้นมา ก็ช่วยทำให้สมาชิกสามารถลดรายจ่ายเกี่ยวกับอาหารการกินลงได้เยอะเลยทีเดียว แถมยังทำให้มีรายได้เสริม สามารถนำไปซื้อกับข้าวให้ลูกๆ กิน และยังทำให้สมาชิกได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ รู้จักทำงานร่วมกัน ได้ทำงานอยู่กับบ้าน และช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างดีด้วย ซึ่งเราจะไม่หยุดยั้งอยู่แค่นี้ แต่จะร่วมกันคิดโครงการใหม่ๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อช่วยกันพัฒนาหมู่บ้านให้หลุดพ้นจากความยากจนและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ”
บ้านเจ๊ะหลี หมู่ที่ 3 ต.เกาะลันตาใหญ่ อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ราบที่เหมาะต่อการเพาะปลูก ในอดีตชาวชุมชนเคยร่วมกันทำนา และปลูกผักจำนวนมาก จนที่แห่งนี้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำใช้เลี้ยงคนทั้งเกาะลันตาใหญ่ แต่ปัจจุบันผืนนาถูกทิ้งร้าง และบางส่วนได้ขายให้กับบุคคลภายนอก
ช่วงเกิดเหตุการณ์สึนามิ ชาวบ้านประสบปัญหาเรื่องการทำมาหากินอย่างหนัก เนื่องจากเรือพัง เครื่องมือประมงเสียหาย ทำให้ชาวบ้านที่เป็นผู้ชายหรือพ่อบ้านไม่สามารถออกอวนจับปลาได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ฝ่ายสตรีหรือแม่บ้านจึงเริ่มช่วยกันคิดหาวิธีในการลดรายจ่ายและสร้างรายได้ให้กับครอบครัว โดยใช้วิธีปลูกผักตามหน้าบ้านและหลังบ้านเพื่อใช้กินและลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว จากจุดเล็กๆ ก็ได้รขยายใหญ่ขึ้นจนมีการรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มเกษตรชีวภาพบ้านเจ๊ะหลีขึ้น โดยการสนับสนุนของโครงการฟื้นฟูวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนและการจัดการระบบนิเวศที่ยั่งยืนของเกาะลันตา ซึ่งดำเนินการโดยมูลนิธิชุมชนไท ภายใต้การสนับสนุนขององค์การพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNDP
นางอาภรณ์ รายาศาสตร์ หรือ “จะม๊ะ” แกนนำกลุ่มเกษตรชีวภาพของบ้านเจ๊ะหลี เล่าว่าที่ผ่านมาชาวบ้านได้รับผลกระทบจากสารเคมีอย่างหนัก ทำให้สุขภาพย่ำแย่ พอตั้งกลุ่มขึ้นมาก็เลยตั้งข้อบังคับเอาไว้เลยว่าสมาชิกต้องไม่ใช้สารเคมีในการทำเกษตรกรรม แต่ให้ใช้ปุ๋ยชีวภาพแทน จากนั้นกลุ่มก็เริ่มดำเนินการมาเรื่อยๆ ตั้งแต่การปลูกผักตามหน้าบ้านและหลังบ้าน สร้างโรงเพาะเห็ดของกลุ่มขึ้น จากนั้นก็เปิดร้านขายผักรับซื้อและจำหน่ายผลผลิตของสมาชิก ทำปุ๋ยหมักชีวภาพ และทำสบู่ เป็นต้น
ปัจจุบันกลุ่มเกษตรชีวภาพบ้านเจ๊ะหลีมีสมาชิกประมาณ 20 คน ซึ่งล้วนแต่เป็นแม่บ้านทั้งสิ้น ตอนนี้มีเงินทุนหมุนเวียนประมาณ 10,000 บาท โดยการปลูกพืชผักนั้น ต่างคนต่างปลูก หากเหลือก็จะเอามารวมกันเพื่อขาย ซึ่งสมาชิกจะมีการผลัดเวรกันขายวันละ 1 คน ขายได้เท่าไหร่ ก็จะหักให้คนขายวันละ 100 บาท ที่เหลือก็เก็บเข้ากลุ่ม สำหรับหมุนเวียนซื้อของจากสมาชิกมาจำหน่ายต่อไป
จะม๊ะบอกว่า นอกจากการปลูกผักตามหน้าบ้านหรือหลังบ้านแล้ว ต่อมาทางกลุ่มยังได้มีแนวคิดที่จะทำการปลูกผักในแปลงรวม โดยการยกร่องแปลงดินในผืนนาขึ้นใหม่ แล้วแบ่งให้กับสมาชิกดูแลคนละ 1 แปลง มีพื้นที่ความกว้าง 4 เมตร ยาว 50 เมตร รวมพื้นที่ทั้งหมด 2 ไร่ครึ่ง ซึ่งที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นตนเอง จำนวน 1 ไร่ครึ่ง และของนางเม๊ะจา เกื้อชาติ จำนวน 1 ไร่ รวมทั้งที่ดินของสมาชิกที่ถูกทิ้งร้างไว้ โดยมีข้อตกลงในการปลูกพืชหลักๆ คือขอบแปลงปลูกกล้วยน้ำว้า ซึ่งใช้ประโยชน์ได้มากทั้งต้น ใบ หัวปลีและลูก เว้นช่วงห่าง 6 เมตรตลอดแนวร่องน้ำสลับกับข่าเหลืองและตะไคร้ ในร่องน้ำจะปล่อยปลาและเลี้ยงหอยขม ส่วนพื้นที่ที่เหลือให้สมาชิกเลือกพันธุ์พืชตามความถนัดและความชอบของตนเอง โดยทางกลุ่มมีแนวคิดที่จะจัดสร้างแท้งค์น้ำขนาดใหญ่จัดเก็บน้ำ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้ง ทำให้ชาวบ้านมีน้ำกินน้ำใช้ และสามารถปลูกพืชได้ตลอดปี
“ตั้งแต่มีการจัดตั้งกลุ่มเกษตรชีวภาพขึ้นมา ก็ช่วยทำให้สมาชิกสามารถลดรายจ่ายเกี่ยวกับอาหารการกินลงได้เยอะเลยทีเดียว แถมยังทำให้มีรายได้เสริม สามารถนำไปซื้อกับข้าวให้ลูกๆ กิน และยังทำให้สมาชิกได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ รู้จักทำงานร่วมกัน ได้ทำงานอยู่กับบ้าน และช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างดีด้วย ซึ่งเราจะไม่หยุดยั้งอยู่แค่นี้ แต่จะร่วมกันคิดโครงการใหม่ๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อช่วยกันพัฒนาหมู่บ้านให้หลุดพ้นจากความยากจนและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ” จะม๊ะ บอก





