playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

“สวนเมี่ยงที่ธรรมชาติให้มานี้ ตราบใดที่คนต้นน้ำแม้ลาวอย่างพวกเราๆยังพึ่งพาอาศัยอยู่ในป่านี้ เราจะต้องช่วยกันดูแลรักษาป่าสืบไป เพราะหากไม่มีป่า ไม่มีต้นเมี่ยงที่เป็นแหล่งอาหาร พวกเราก็อยู่ลำบาก แหล่งน้ำอันอุดมสมบูรณ์ก็จะเหือดแห้ง และจากไปโดยไม่มีวันหวนกลับคืนมา”

“สวนเมี่ยง เป็นต้นไม้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เมี่ยงไม่ขยายพันธ์เอง แม้จะมีเมล็ดสุกหล่นลงตามพื้นดินก็ตาม จึงแปลกมาก แต่ถ้าเอาเมล็ดมาเพาะจะเกิดแต่เกิดไม่ค่อยดี เมี่ยงจึงไม่ขยายพันธุ์ เมี่ยงจะเกิดอยู่แต่ในที่ที่มันเกิดเท่านั้น”

นี่คือ คำบอกเล่าของเหมย เขตสามวง ชาวบ้านแม่โถ ตำบลแม่เจดีย์ใหญ่  อำเภอเวียงป่าเป้า  จังหวัดเชียงราย ซึ่งคลุกคลีกับ “เมี่ยง” มาตั้งแต่เล็กจนโต และเล่าต่อถึงลีลาของชาวบ้านยามต้องการเก็บเมี่ยงไปขาย “ชาวบ้านจะแผ้วถางกอหญ้า ดึงเถาวัลย์ออกจากโคนต้นเมี่ยง ที่เกิดเองตามสันเขาและตัดต้นไม้บางส่วนออกเพื่อให้แสงอาทิตย์ได้สาดส่องให้ต้นเมี่ยงได้เจริญเติบโต ผลิใบให้ผลผลิตได้ดี แล้วจึงเก็บขายนำเงินไปซื้อข้าวมากิน การที่ได้อาศัยพืชพรรณธรรมชาตินี้ ชาวบ้านไม่ได้ทำมาก แต่ทำพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง การทำสวนเมี่ยง จึงถือเป็นอาชีพหลักของพวกเรา” 

 

“ที่ผ่านมาเรา ถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ทำลายป่า ทำลายแหล่งต้นน้ำลำธาร ซึ่งความจริงแล้วไม่มีเหตุผลอะไร ที่จะไปทำลายป่า เพราะทุกวันนี้เราก็ได้อาศัยผืนป่าหากิน”

ป่าต้นน้ำแม่ลาว ที่หมู่บ้านเราตั้งอยู่อุดมไปด้วยสวนเมี่ยงที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ป่าก็ยังเป็นป่าอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่เราขอพื้นที่ทำสวนเมี่ยง เราทำกันคนละไม่มาก เราไม่สามารถทำข้าวไร่ได้ เนื่องจากพื้นที่ไม่เอื้ออำนวย เป็นเหวและหุบเขา จึงต้องอาศัยเก็บเมี่ยงเลี้ยงชีวิตและถึงแม้เมี่ยงจะปลูกยาก แต่ที่ผ่านมาชาวบ้านจะพยายามปลูกเสริมแต่ก็ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ไหร่ ชาวบ้านจึงมีแต่ปลูกเสริมในส่วนที่ตายลงไปเท่านั้น

สวนเมี่ยงจะวิเศษอยู่อย่างหนึ่ง คือ ไม่ว่าฝนจะตกหรือไม่ หากเมื่อถึงเวลาเมี่ยงจะผลัดใบออกมาเอง เมี่ยงจะมี 4 ระยะ คือ ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ชาวบ้านจะเรียกว่า เมี่ยงหัวปี เป็นช่วงที่ใบเมี่ยงออกไม่มากและแก่เร็ว แต่ชาวบ้านจะเก็บมานึ่งและหมักไว้ ส่วนระยะที่สอง ช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม จะเรียกว่าเมี่ยงกลาง ผลผลิตจะออกได้ดีกว่าระยะแรกๆ แต่ก็ไม่มากนักชาวบ้านจะเก็บได้ประมาณวันละ 10 กิโลกรัม ระยะที่สามเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม ชาวบ้านเรียกช่วงนี้ว่า เมี่ยงสร้อย เป็นช่วงที่ชาวบ้านต้องเร็งเก็บเพราะเป็นช่วงที่ใบเมี่ยงออกหนามาก ต้นหนึ่งๆสามารถเก็บได้ 10-12 กิโลกรัม ชาวบ้านจะได้ผลผลิตในช่วงนี้และเป็นช่วงระยะเวลาที่สั้น ส่วนระยะสุดท้ายเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม ชาวบ้านเรียกว่า เมี่ยงเมย เป็นระยะสุดท้ายที่ชาวบ้านเก็บกัน หลังจากนั้นชาวบ้านจะปล่อยให้ต้นเมี่ยงได้พักฟื้นหลังจากที่ผลิใบให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์มานาน    

ใบเมี่ยงเมื่อเก็บออกจากต้นแล้วต้องนำมานึ่งให้สุกก่อนอย่างน้อย 2 วัน อย่าปล่อยไว้หลายวัน เพราะจะทำให้ใบเมี่ยงดำ จากนั้นจึงนำไปหมักไว้ในภาชนะใส่น้ำให้ท่วมใบเมี่ยง เพื่อไม่ให้เมี่ยงบูดและมี สีสันสวยงาม ทำให้ขายได้ราคาดี มาระยะหลังได้มีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อถึงบ้าน แต่ได้ราคาต่ำกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งเมื่อก่อนเราขายกิโลละ 10-12 บาท แต่เดียวนี้ได้ประมาณ 5 บาท เมื่อเทียบกับค่าขนส่งกับที่เราขนไปขายในเมืองก็ไม่ต่างกันมากนักเป็นการประหยัดเวลาไปในตัว

ในแต่ละวัน เราจะเก็บเมี่ยงขายได้ประมาณวันละ 200 บาท ปี่หนึ่งๆจะขายประมาณ 3-4 ครั้งหากคิดดูเป็นปีก็ตกประมาณ 45,000 บาทต่อครอบครัว “สวนเมี่ยงที่ธรรมชาติให้มานี้ ตราบใดที่คนต้นน้ำแม้ลาวอย่างพวกเราๆยังพึ่งพาอาศัยอยู่ในป่านี้ เราจะต้องช่วยกันดูแลรักษาป่าสืบไป เพราะหากไม่มีป่า ไม่มีต้นเมี่ยงที่เป็นแหล่งอาหาร พวกเราก็อยู่ลำบาก แหล่งน้ำอันอุดมสมบูรณ์ก็จะเหือดแห้ง และจากไปโดยไม่มีวันหวนกลับคืนมา”

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter