playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

“อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและความจริงที่เราเห็นว่าป่าชายเลนไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม พวกเราจึงได้มาพูดคุยร่วมกันและลงความเห็นว่าต้องช่วยกันทำให้ป่าชายเลนที่มีอยู่คืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง และพยายามเชื่อมร้อยกับหมู่บ้านอื่นๆจนเกิดเป็น “เครือข่ายชุมชนฟื้นฟูเกาะลันตา”

 ยามเช้าของวันนี้ (5 มิ.ย.)บริเวณป่าชายเลนของบ้านทุ่งหยีเพ็ง ต.ศาลาด่าน เกาะลันตา มีความคึกคักเป็นพิเศษ มันทำให้บรรยากาศของป่าชายเลนซึ่งเงียบเหงามานานนั้นตั้งแต่เกิดสึนามิ มีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง

 ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า เด็กนักเรียนตัวเล็กๆทั้งหญิง ชายนับร้อยคนซึ่งล้วนเป็นลูกหลานที่จะคอยสืบต่อแผ่นดินแห่งทุ่งหยีเพ็ง กำลังขมักเขม้นกับการนำต้นโกงกางปลุกลงในพื้นที่ที่ว่างเปล่า ไม่ต่างอะไรกับคนรุ่นพ่อรุ่นพี่ที่คอยชี้แนะให้คำแนะนำคนรุ่นหลังและร่วมปลูกต้นไม้ไปพร้อมกัน

เด็กๆเหล่านี้เมื่อก่อนได้แต่เคยวิ่งเล่นไม่รู้ว่าป่าชายเลนมีประโยชน์อะไรกับพวกเขา แต่เหตุการณ์สึนามิทำให้ผู้ใหญ่เข้าใจความสำคัญของผืนป่าชายเลนมากขึ้นและตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องทำให้คนรุ่นลูกตระหนักเหมือนตน

ก่อนหน้าที่การปลูกป่าจะเริ่มขึ้น ณ บริเวณแห่งนี้ชาวทุ่งหยีเพ็งรุ่นพ่อรุ่นพี่ที่เรียกตัวเองว่า “ราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ทะเลและชายฝั่ง (รสทช)”ร่วมกับเจ้าหน้าที่ หน่วยงานที่ให้การสนับสนุน และกลุ่มเด็กเยาวชนบ้านทุ่งหยีเพ็ง ได้มีสัญญาต่อกันที่จะร่วมกันอนุรักษ์ป่าชายเลนแห่งนี้เอาไว้ให้คงอยู่ต่อไปจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายมีแต่จะร่วมกันฟื้นฟูให้สมบูรณ์ยิ่งๆขึ้นไป

 อะไรคือที่มาของกลุ่มอนุรักษ์นี้ พี่หยีหมีด พยายาม โต๊ะอีหม่ามมัสยิดทุ่งหยีเพ็ง ตั้งข้อสังเกตให้ฟังว่า “เหตุการณ์สึนามิที่ผ่านมาบ้านทุ่งหยีเพ็งได้รับความเสียหายไม่มากนักเมื่อเทียบกับหมู่บ้านใกล้เคียง ทั้งนี้เพราะเรามีป่าชายเลน ที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์แม้ว่าทุกวันนี้จะไม่อุดมสมบูรณ์เท่าอดีตก็ตาม”

 “แต่ในความสมบูรณ์ที่เราเห็น มันเป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดจากการเปรียบเทียบกับหมู่บ้านใกล้เคียงแต่ในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อเทียบกับสมัยผมเป็นเด็ก”

“อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและความจริงที่เราเห็นว่าป่าชายเลนไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม พวกเราจึงได้มาพูดคุยร่วมกันและลงความเห็นว่าต้องช่วยกันทำให้ป่าชายเลนที่มีอยู่คืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง และพยายามเชื่อมร้อยกับหมู่บ้านอื่นๆจนเกิดเป็น “เครือข่ายชุมชนฟื้นฟูเกาะลันตา” ขึ้น

เราเห็นเหมือนกันว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดจากการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาในเกาะลันตา มีการสร้างรีสอร์ท โรงแรมที่พักมากมาย มีสถานบันเทิง วัฒนธรรมดั้งเดิมของพี่น้องชาวเล ชาวจีนและชาวมุสลิมถูกเบียดทำลายกลายเป็นความล้าหลังทรัพยากรธรรมชาติทั้งป่าไม้บนภูเขาที่เป็นแหล่งต้นน้ำของเกาะลันตาถูกบุกรุกทำลาย และทรัพยากรที่สำคัญคือ ป่าชายเลน ซึ่งเป็นกำแพงปกป้องชาวลันตาโดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าชายเลนของชาวทุ่งหยีเพ็งให้พ้นอันตรายจากเหตุการณ์สึนามิ และเป็นแหล่งอาหาร ที่ทำมาหากิน เป็นตลาด เป็นซุบเปอร์มาร์เก็ตของชาวบ้าน วันนี้กำลังถูกทำลายทั้งโดยธรรมชาติและน้ำมือของมนุษย์

พี่หยีหมีด  พยายาม เล่าให้ฟังอีกว่า “เมื่อก่อนไม่ต้องออกเรือหาปลาในทะเลใหญ่ซึ่งมีความเสี่ยงสูงทั้งจากภัยธรรมชาติและจากผู้ไม่หวังดี ต้นทุนก็แพง เพียงแค่หาปู หาปลาในป่าชายเลนก็สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ ไม่ว่าจะเป็นปูดำ กุ้งกุลาดำ กุ้งขาว แม้กระทั่งกุ้งเคยก็มีเพียงพอสำหรับชาวบ้านระแวกนี้ พูดได้ว่าเพียงไปหาในป่าชายเลนไม่นานก็ได้กินจนแบกกลับบ้านไม่หมด”

“ปัจจุบันป่าชายเลนที่เหลืออยู่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดนอกจากการท่องเที่ยวแล้วอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งก็ปล่อยน้ำเสียลงคลองทำให้ปู ปลา ที่เคยอุดมสมบูรณ์อยู่ไม่ได้ ตลอดจนการพัฒนาที่มีแต่การก่อสร้างเป็นหลักก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มีการตัดไม้ทำลายป่า จึงได้มีการร่วมกันปลูกป่าชายเลนขึ้นเพื่อทดแทนในส่วนที่เสียหายไปและช่วยกันอนุรัก์อย่างจริงจัง”

พี่นราธร  หงษ์ทอง แกนนำชาวบ้านบ้านทุ่งหยีเพ็งเพื่อการอนุรักษ์ป่าชายเลน เล่าว่า “หลักสำคัญของการอนุรักษ์ป่าชายเลนก็เพื่อปกป้องภัย เป็นแหล่งอาหาร ไว้ให้ลูกหลาน เพราะธรรมชาติเป็นสิ่งที่ชาวบ้านได้พึ่งพาอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อการท่องเที่ยวที่สักพักก็ผ่านไป”

พี่นราธร กล่าวอีกว่า “เริ่มจากมีการให้ความรู้กับชาวบ้านเรื่องการอนุรักษ์ป่าชายเลน มีอาสาสมัครเพื่อคอยสอดส่องดูแลเรียกว่า “ราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ทะเลและชายฝั่ง (รสทช)” มีการออกเรือ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์เพื่อดูแลป่ารอบนอก และในอนาคตก็จะจัดให้มีการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ต่อไป”

ด้านนพี่อับดุลหล๊ะ หวังผล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ต.ศาลาด่าน อ.เกาะลันตา กล่าวว่า “ปกติแล้วชาวบ้านได้มีการจัดกิจกรรมปลูกป่าชายเลนทดแทนขึ้นทุกๆวันนักขัตฤกษ์ เช่น วันพ่อแห่งชาติหรือวันแม่แห่งชาติ เป็นต้น โดยได้เน้นการปลูกฝังเยาวชนที่อยู่ในเกาะลันตา ให้มีจิตรสำนึกรักธรรมชาติรักท้องถิ่นโดยมีผู้ใหญ่เป็นกำลังหลักอย่างเช่นวันนี้ วันที่ 5 มิ.ย.ของทุกปีป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก ชาวทุ่งหยีเพ็งทุกเพศทุกวัยและชาวเกาะลันตาจึงได้จัดให้มีการปลูกป่าชายเลนทดแทนขึ้น ในพื้นที่ทั้งสิ้น 500 ไร่ สร้างจิตรสำนึกในการที่จะดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมร่วมกัน เพื่อท้องทะเลไทยได้สมบูรณ์เป็นหม้อข้าวหม้อน้ำให้อยู่คู่เกาะลันตา โดยได้รับการสนับสนุนพันธุ์ไม้จากสถานีพัฒนาทรัพยากรธรรมชาตป่าชายเลนที่ 29 (เกาะลันตา-กระบี่) ”

 ป่าชายเลนไม่เพียงแค่เป็นแหล่งอาหารเท่านั้น เปลือกแสม บูณดำที่เกิดในป่าชานเลนชาวทุ่งหยีเพ็งยังนำไปส่วนประกอบหลักในการย้อมผ้าสีธรรมชาติของกลุ่มผ้ามัดย้อมในหมู่บ้าน ให้สีที่เป็นเอกลักษณ์เลยทีเดียว

 ซึ่งแบบอย่างของการหวงแหนป่าชายเลนของชาวทุ่งหยีเพ็งนี้ ปัจจุบันได้เป็นแนวทางที่ทำให้ชาวบ้านชุมชนอื่นบนเกาะลันตาที่มีผืนป่าชายเลนหันมาร่วมกันอนุรักษ์ป่าชายเลน เช่นที่บ้านโคกยูง ตงคลองยาง อ.เกาะลันตา ที่มีเนื้อที่ของป่าชายเลนครอบคลุมไปถึง เขต อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ได้ลุกขึ้นมาหวงแหนทรัพยากรอันมีค่านี้ไว้เช่นกัน

วันนี้ ที่เกาะลันตา จากชุมชนที่อยู่อย่างกระจัดกระจายทำมาหากินแบบตัวใครตัวมันได้หันหน้าคุยกัน ร่วมมือร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียวมีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง

 เสียงอาซาลยังก้องดังทุกช่วงเวลาที่การทำละหมาดของชาวมุสลิม ประเพณีลอยเรือยังยิ่งใหญ่ในใจชาวเล และการสืบสานประเพณีสำคัญๆยังไม่ถูกลืมเลือนจากหัวใจลูกหลานชาวจีนบนเกาะลันตา นี่คือรากเหง้าที่แท้จริงเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ต้องดำรงอยู่คู่ลันตาสืบไป

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter