playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

เห็นชาวชุมชนตามสองฝั่งคลองมีความสุขกับวิถีชีวิตที่อยู่อย่างพอเพียง จึงอดปลื้มใจแทนไม่ได้  หากทุกสายน้ำมีการรวมตัวกันพัฒนารักษาคูคลอง ดูแลระบบนิเวศน์ชาวชุมชนต้องมีอาหารธรรมชาติได้หล่อเลี้ยงชีวิต มีสุขภาวะ สันติสุขของชุมชน ย่อมเป็นขบวนวิถีที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่งในการพลิกฟื้นวิถีชุมชนความสุขจึงกลับคืนมาอีกครั้ง

ลุ่มน้ำนครนายกเกิดจากการรวมตัวของลำห้วยสำคัญหลายสาย เช่น สาลิกา นางรอง ลำกระตุก ท่าด่าน และสมพุงใหญ่ มีต้นกำเนิดอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอบ้านนา อำเภอบางพลี และอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ไหลไปบรรจบกับแม่น้ำปราจีนบุรีเป็นแม่น้ำบางปะกง ที่อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา

เมื่อครั้งอดีตแม่น้ำนครนายก เป็นหัวใจสำคัญต่อการดำรงอยู่ของชาวชุมชนตามสองฝั่งคลอง  เพราะมีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก เนื่องจากมีป่าต้นน้ำในป่าดงพญาเย็นคอยเป็นผู้ดูแลกักเก็บน้ำทำให้มีน้ำตลอดทั้งปี ทุกชีวิตได้ใช้น้ำในการทำมาหากิน มีอาหารธรรมชาติ ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลาและพืชผักหลากหลาย อีกทั้งยังเป็นเส้นทางการคมนาคม ค้าขายและแลกเปลี่ยนสินค้ามายาวนาน

นายมงคล พินดวง ครูภูมิปัญญาด้านการทำเครื่องมือประมงพื้นบ้านและธนาคารปลา บอกว่า  แม่น้ำนครนายกมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของชาวบ้านสองฝั่งคลอง ในฤดูการทำนาแม้น้ำท่วมก็ไม่เป็นอุปสรรค ชาวบ้านจะใช้พันธุ์ข้าวขึ้นน้ำในการเพราะปลูก ยิ่งน้ำท่วมมากเท่าไหร่ทำให้ปลาขึ้นไปวางไข่ได้มากขึ้นเท่านั้นทำให้ปลาเพิ่มจำนวนขึ้นรวดเร็ว ส่วนพื้นที่สวนจะปลูกต้นไม้ทนน้ำโดยเฉพาะมะดันเป็นผลไม้เศรษฐ์กิจ ชาวชุมชนสองฝั่งคลองไม่เคยเดือดร้อน

แต่หลังจากนั้นเมื่อปี 2533 วิถีคนคลองเริ่มเปลี่ยนแปลง เพราะแม่น้ำนครนายกก็เริ่มเปลี่ยนสี หลังจากมีกลุ่มนายทุนเข้ามาตั้งโรงงานติดกับแม่น้ำแล้วปล่อยน้ำเสียลงสู้แม่น้ำนครนายก ทำให้ระบบนิเวศน์ถูกทำลายทั้งพืชผักหลายชนิดและสัตว์หลายประเภท เช่นกุ้ง หอย ปู ปลา ต้องมาจบชีวิตลงในสภาพตายเป็นแพเน่า ไปทั้งสายน้ำ ชาวบ้านเดือดร้อนจากการกระทำของนายทุนกลุ่มนี้มาก

จากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นยิ่งนานวัน ความเดือดร้อนยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆชาวบ้านจึงร่วมตัวกันจัดตั้งเป็น “ชมรมคนรักษ์ลุ่มน้ำนครนายก” เพื่อรณรงค์ให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญของสายน้ำ โดยมีกิจกรรม ที่ร่วมกันทำหลายอย่างด้วยกันรวมทั้งร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องที่มีโรงงานปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำด้วย

นายธีรวัจน์ นามดวง  เลขาธิการเครือข่ายชุมชนรักษ์ลุ่มน้ำนครนายก บอกว่า 10 กว่าปีในระหว่างการร้องเรียน “เครือข่ายคนรักษ์ลุ่มน้ำนครนายก”ได้ร่วมกันสร้างนักสืบสายน้ำขึ้นมา เพื่อให้การศึกษาแก่ชาวบ้านโดยการสืบสวนความเปลี่ยนแปลงของสายน้ำ นำข้อมูลจริงที่ได้มาแก้ไขปัญหา

หลังได้สายน้ำกลับคืนมาจึงเกิดเป็นกลุ่มกิจกรรมต่างๆหลายเรื่อง โดยมีบ้านบางมงคล ตำบลบางอ้อ อำเภอบ้านนาเป็นต้นแบบในการคิดค้นการอนุรักษ์วิถีชุมชน สามารถขยายผลออกสู่ชุมชนในสายน้ำเดียวกัน ตั้งแต่ชุมชนต้นน้ำวังกระโจม อำเภอเมืองไปจนถึงปลายน้ำในเขตตำบลบางลูกเสือ อำเภอองค์รักษ์ จังหวัดนครนายก ได้เข้ามาเป็นเครือข่ายอนุรักษ์ระบบนิเวศน์ตามสายน้ำร่วมกัน

นายสมบูรณ์ ต่อมตู้ ครูภูมิปัญญาด้านแพทย์แผนไทย บอกว่า นอกจากสร้างนักสืบสายน้ำแล้ว ยังมีการสร้างธนาคารปลาภูมิปัญญาของชุมชน โดยใช้วัสดุที่เป็นกิ่งไม้ในชุมชนมาสร้างเป็นที่อาศัยให้ปลา  ไปตามแนวสายน้ำ ทุกๆปีจะช่วยกันซ่อมแซมส่วนที่เสียหายจากการพัดพาของกระแสน้ำ ส่วนที่ดินริมน้ำ ก็เนรมิตเป็นแปลงเกษตรประณีตปลอดสารพิษปลูกทุกอย่างที่อยากกินและกินทุกอย่างที่ปลูก มีผักสวนครัว รั้วหลังบ้านปลูกด้วยปุ๋ยอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมีใดๆทั้งสิ้น มีสวนสมุนไพร ศูนย์เรียนรู้เครื่องมือประมงพื้นบ้าน เรือรณรงค์ เรือท่องเที่ยว โฮมสเตย์ รวมไปถึงเครื่องชุดดึงผักตบชวาขึ้นจากแม่น้ำนครนายกเป็นกิจกรรมกำจัดสิ่งกีดขวางการจราจรทางน้ำ ไปสู่การทำปุ๋ยหมักน้ำหมักชีวภาพ ใส่นาข้าวอินทรีย์ เป็นการลด ละ เลิก สารเคมีการเกษตรในลุ่มน้ำนครนายก จนนำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนของชุมชน

มีการตั้งกลุ่มเยาวชนคนรักษ์ลุ่มน้ำนครนายก เพื่อสืบทอดวิถีชุมชนจากภูมิปัญญาของคนเฒ่าคนแก่และคอยเฝ้าระวังไม่ให้ใครมาทำลายสานต่องานนักสืบสายน้ำ

นายสมบูรณ์ บอกต่อว่า กิจกรรมหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การทำหน้าบ้านน่ามองสองฝั่งคลองสวยใส เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ใช้เรือรณรงค์เป็นเรือโบราณนั่งได้ 15 คน ล่องไปตามสายน้ำนครนายกแล้วป่าวประกาศให้พี่น้องไม่ให้ทิ้งขยะมูลฝอยสิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำ ซึ่งจะมีการรณรงค์กันทุกๆเดือน ส่วนหน้าบ้านมีการเก็บกวาดและปลูกดอกไม้กันทุกหลังคาเรือนเพื่อสร้างระบบนิเวศน์ในชุมชนให้มีชีวา

แม่น้ำนครนายกในวันนี้สวยขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภาพโรงงานที่ปล่อยน้ำเสียในอดีต ทุกวันนี้เป็นเพียงความทรงจำมันเป็นผลโดยตรงจากการต่อสู้ของชาวบ้านที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับผู้ทำลาย วันนี้เราจึงเห็น ลุงวุฒิ ฉิมคล้าย เซียนหาปลาแห่งลุ่มน้ำนครนายกออกมายกยอแสดงภูมิปัญญาให้เห็นอีกครั้ง “ลุงหาปลา     ส่งหลานเรียนหนังสือมาแล้ว 5 คน รู้ว่าน้ำสีอะไรลึกและไหลแรงขนาดไหนมีปลาอะไร อย่างเช่นวันนี้ น้ำมีสีนวลๆรับรองได้ปลาไม่ต่ำกว่า 20 กิโลกรัม” ว่าแล้วลุงวุฒิจึงยกยอขึ้นอย่างเชื่อมั่นในตัวเอง สิ่งที่ได้เห็นเป็นจริงอย่างที่ว่ารอบแรกในยอมีปลาแดง ปลาแขยง ปลายี่สกและปลาอื่นๆอีกสองสามชนิดรวมแล้วประมาณ  2 กิโลกรัมในรอบแรก 

ลุงวุฒิยกยอขึ้นอีก 4-5 ครั้ง รวมกันได้ปลาประมาณ 6 กิโลกรัม หากนำไปขายก็ตกกิโลกรัมละ 20-30 บาท วันนี้ได้แล้ว 200 บาท

ลุงวุฒิบอกว่า ในช่วง 8-9 ปีที่ผ่านมาจำพวกปลาแดง ปลายี่สก ปลาเคล้า กุ้งก้ามกามน้ำจืด  ปลาลิ้นหมาน้ำจืด ปลาเขา ฯลฯ ได้สาบสูญไปแล้วตั้งแต่ที่โรงงานได้ปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำนครนายก แต่พอโรงงานปิดกิจการลงสองสามปี ปลาจำพวกนี้จึงอพยพกลับคืนมาอีกครั้ง

เห็นชาวชุมชนตามสองฝั่งคลองมีความสุขกับวิถีชีวิตที่อยู่อย่างพอเพียง จึงอดปลื้มใจแทนไม่ได้  หากทุกสายน้ำมีการรวมตัวกันพัฒนารักษาคูคลอง ดูแลระบบนิเวศน์ชาวชุมชนต้องมีอาหารธรรมชาติได้หล่อเลี้ยงชีวิต มีสุขภาวะ สันติสุขของชุมชน ย่อมเป็นขบวนวิถีที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่งในการพลิกฟื้นวิถีชุมชนความสุขจึงกลับคืนมาอีกครั้ง

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter