playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

“ผมต่อสู้เรื่องป่าชายเลนผืนนี้มาเกือบ 20 ปีแล้ว ฝ่าฟันอุปสรรคมามากมาย ผ่านพ้นเรื่องการอนุรักษ์ป่าชายเลนจนกลับมาอุดมสมบูรณ์ ไม่คิดว่าวันหนึ่งเรื่องไม่เป็นเรื่องโดยฝีมือของหน่วยงานรัฐจะหวนกลับมาหลอกหลอนพวกเราอีก

 เปร็ดใน...ชื่อนี้ฟังแล้วหลายคนคงจะคุ้นหูหรือเคยผ่านตา!

เปร็ดใน...เป็นชื่อผืนป่าชายเลนผืนใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์เป็นลำดับ 2 ของประเทศไทย และเป็นผืนป่าชายเลนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่า อุดมสมบูรณ์เป็นลำดับที่ 20 ต้นๆ !

 เปร็ดใน...เป็นผืนป่าชายเลนขนาดเนื้อที่กว่า 12,000 ไร่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ ม.2 ต.ห้วงน้ำขาว อ.เมือง จ.ตราด

 “เราดูแลป่าชายเลนผืนนี้มานาน และเริ่มดูแลอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี 2541 ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจทุกสิ่งอย่าง เพื่อให้ป่าชายเลนผืนนี้คงอยู่คู่กับชาวบ้านเปร็ดใน แม้ว่าอาชีพหลักของพวกเราส่วนใหญ่จะเป็นการทำสวนผลไม้ไม่ใช่การทำประมง แต่ป่าแห่งนี้ก็เป็นมรดก เป็นหม้อข้าวอีกหม้อหนึ่งของพวกเรา ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของพวกเราที่ต้องดูแลรักษาไม่ให้มีใครเข้ามาบุกรุกหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบกับป่าชายเลนของเรา” คุณวินัย ห้วงน้ำ กรรมการกลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนบ้านเปร็ดใน เปิดฉากสนทนา

คุณวินัย เล่าให้ฟังต่ออีกว่า ชาวชุมชน ร่วมด้วยช่วยกันดูแลป่าชายเลนแห่งนี้มานับสิบปี ทำกันในนามกลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนบ้านเปร็ดใน กิจกรรมของกลุ่มฯ ที่ทำมีทั้งการปลูกป่า ดูแล และรักษา ไม่ให้ป่าเกิดความเสียหาย เพื่อให้ป่าชายเลนบ้านเปร็ดในอุดมสมบูรณ์ เป็นระบบนิเวศน์ชายฝั่งที่มีความหลากหลาย เป็นทั้งแหล่งอภิบาลและสถานหลบภัยของสัตว์น้ำนานาชนิด จนผืนป่าชายเลนแห่งนี้ได้รับการยอมรับว่ามีความอุดมสมบูรณ์ในลำดับที่สองของประเทศ และกลายเป็นพื้นที่นำร่องด้านการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น เป็นแหล่งศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของขบวนภาคประชาชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมากมาย

 แต่กระนั้นก็ดูเหมือนว่าสิ่งที่ชาวชุมชนบ้านเปร็ดใน ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจเพื่อพลิกฟื้นผืนป่าชายเลนกว่า 12,000 ไร่ ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์จนเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปนั้น ในสายตาของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องบางหน่วยงานกลับมองไม่เห็นค่า และดูเสมือนว่าการทำงานเพื่อฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นของขบวนองค์กรชุมชนกลับไปขัดหูขัดตา ไม่เข้าท่า จึงกลายเป็นที่มาของความขัดแย้ง และขยายวงของผลกระทบออกไปจนกลายเป็นที่มาของ...ขบถป่าชายเลน!

 “พวกเราชาวเปร็ดในรักผืนป่าแห่งนี้จนน้ำตาไหล แต่พวกคุณรักป่าแห่งนี้จนน้ำลายไหล”

 “ผมต่อสู้เรื่องป่าชายเลนผืนนี้มาเกือบ 20 ปีแล้ว ฝ่าฟันอุปสรรคมามากมาย ผ่านพ้นเรื่องการอนุรักษ์ป่าชายเลนจนกลับมาอุดมสมบูรณ์ ไม่คิดว่าวันหนึ่งเรื่องไม่เป็นเรื่องโดยฝีมือของหน่วยงานรัฐจะหวนกลับมาหลอกหลอนพวกเราอีก” คุณวินัย เปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงเจืออารมณ์และความรู้สึกภายใน

เมื่อถามว่า “เรื่องไม่เป็นเรื่อง” ที่ว่าคืออะไร คำตอบก็พรั่งพรูจากปากของนักสู้แห่งบ้านเปร็ดใน เหมือนกับจะระบายความในใจที่อัดอั้นมาแสนนาน“ประมาณ 2 ปีที่แล้ว มีโครงการของหน่วยงานภาครัฐหน่วยงานหนึ่ง ใช้ชื่อว่า โครงการฟื้นฟูทรัพยากรป่าชายเลน มาลงที่ป่าชายเลนบ้านเปร็ดในของเรา รวมถึงพื้นที่ป่าชายเลนในจังหวัดตราด ซึ่งรวมกันแล้วกินพื้นที่กว่า 50,000 ไร่ ประเด็นที่โครงการฯที่ว่า ต้องการจะดำเนินการมีอยู่ 2 อย่าง คือ ถางป่าที่สมบูรณ์อยู่แล้วเพื่อปลูกป่าใหม่ และการสางป่า”

 “ช่วงนั้นพวกเรายังตั้งตัวไม่ติด เพราะข้อมูลข่าวสารที่ได้รับไม่มีความชัดเจน มีการอ้างเรื่องป่าเฉลิมพระเกียรติฯ เรื่องของเบื้องสูง ซึ่งทำให้พวกเราไม่กล้าขัด แต่พอผ่านพ้นไประยะหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการที่ว่า ทำให้พวกเราทนไม่ไหว จึงรวมตัวกันเข้าไปเจรจาต่อรองกับหน่วยงานเจ้าของโครงการ แต่ไม่เป็นผล จึงต้องใช้วิธีปิดป่าห้ามไม่ให้ใครเข้ามาในผืนป่าก่อนเจรจาต่อรอง” คุณวินัย อธิบายให้ฟังเป็นฉากๆ

การต่อสู้ของชาวชุมชนเปร็ดใน เพื่อปกป้องผืนป่าชายเลนอันเป็นที่รักและหวงแหน ถือเป็นสิทธิโดยชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ แต่กระบวนการต่อสู้ก็ไม่ได้ใช้ความรุนแรงเป็นแนวทางหลัก เพราะชาวชุมชนมองว่า เรื่องไม่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้น เป็นการมองในคนละมุม กล่าวคือ ภาครัฐโดยหน่วยงานเจ้าของโครงการฯ มองว่า เหตุที่ต้องถางป่าที่สมบูรณ์อยู่แล้วเพื่อปลูกป่าผืนใหม่ทดแทนนั้น เป็นเพราะป่าเปร็ดในที่เป็นอยู่ ไม่มั่นคงถาวร ไม่มีไม้ใหญ่เพียงพอ ดังนั้นจึงต้องถางป่า เผ่าป่า เพื่อให้ไม้บางชนิดลดจำนวนลงแล้วปลูกไม้ชนิดอื่นๆ เสริมลงไป

ขณะที่ชาวบ้านเปร็ดใน กลับมองเห็นว่า โครงการฯ นี้เป็นการทุบหม้อข้าวของชาวเปร็ดใน เป็นการทำลายแหล่งทำกินของชาวบ้าน และชั้นป่าที่เป็นอยู่ก็เป็นความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ เป็นความหลากหลายของระบบนิเวศน์ที่ธรรมชาติสร้างมา ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องถางป่าที่สมบูรณ์อยู่แล้วเพื่อปลูกป่าขึ้นมาใหม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ชาวชุมชนจึงขอให้มีการวิจัยผลกระทบของโครงการฯ ด้วยกระบวนการทางวิชาการวิจัยอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งในขณะทำการวิจัย ขอให้ยุติหรือชะลอการดำเนินโครงการฯ ออกไป

“ในเรื่องการถางป่าเพื่อปลูกป่านี้ อย่างที่บอกไปแต่แรก พวกเราชาวบ้านเปร็ดในไม่เข้าไปขัดขวางตั้งแต่แรกด้วยเหตุผลดั่งที่กล่าวข้างต้น แต่เมื่อเราได้เห็นการถางป่า การเผาป่า เพื่อปลูกป่าแล้ว ความรู้สึกที่ว่า พวกเราช่วยกันดูแลป่าแห่งนี้มานานนับสิบปี มันทำให้ทนไม่ได้ จึงต้องรวมตัวกันต่อสู้ สู้โดยการเจรจาอย่างสันติ เมื่อไม่เป็นผลก็ต้องปิดป่าไปด้วยเจรจาไปด้วย พร้อมกับยื่นข้อเสนอเรื่องการวิจัย แม้ในที่สุดเมื่อผ่านการเจรจาในหลายระดับ หลายรอบ จะมีข้อยุติที่ให้หยุดการดำเนินโครงการในพื้นที่ป่าชายเลนบ้านเปร็ดใน โดยไม่รับข้อเสนอเรื่องการวิจัย แต่สิ่งที่สูญเสียไปคือพื้นที่ป่าที่สมบูรณ์ที่สุดเป็นอันดับ 2  ของประเทศ ต้องสังเวยให้กับโครงการฯ ไปแล้วกว่า 1,000 ไร่” คุณวินัย บอก

ส่วนประเด็นเรื่องการสางป่านั้น ป่าชายเลนบ้านเปร็ดใน ยังไม่มีการดำเนินการ เพราะเมื่อชาวบ้านไม่ยอมรับเรื่องการถางป่าเพื่อปลูกป่า ก็เท่ากับปฏิเสธเรื่องการสางป่าไปด้วยในตัว และก็เช่นเดียวกันที่มุมมองของหน่วยงานเจ้าของโครงการฯ มองในเรื่องการสางป่าไปคนละทางกับชาวบ้าน กล่าวคือ หน่วยงานเจ้าของโครงการฯ ให้เหตุผลกับชาวบ้านเปร็ดใน ถึงความจำเป็นที่ต้องสางป่าด้วยการลิดกิ่ง ลิดราก ตัดถางเถาวัลย์พันธุ์ไม้เลื้อย ก็เพราะว่า เพื่อให้ป่าที่รกทึบมีความโปร่ง ทำให้แสงแดดส่องถึงพื้นดิน และเมื่อป่าโปร่งโล่งก็สามารถมองเห็นได้ว่า มีใครเข้ามาบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลน

ขณะที่ชาวบ้านเปร็ดใน กลับมองว่า ความรกทึบของป่าชายเลนเป็นเรื่องตามธรรมชาติ เพราะป่าชายเลนตามธรรมชาตินั้นจะมีหลายชั้นป่า และความหลากหลายของพรรณพืชก็คือระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติ ที่จะเป็นที่หลบภัยจากทั้งธรรมชาติและน้ำมือมนุษย์ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของสัตว์น้ำหลายหลากชนิด พืชหรือพันธุ์ไม้ที่มีอยู่ไม่ใช่วัชพืชหรือส่วนเกิน แต่เป็นส่วนประกอบสำคัญของป่าชายเลน ดังนั้นควรปล่อยให้ธรรมชาติดูแลความสมดุลโดยระบบของธรรมชาติเอง ไม่ควรไปสางให้เกิดความสวยงามอย่างที่หน่วยงานเจ้าของโครงการฯ ต้องการ

“รู้หรือไม่ว่าชาวเปร็ดใน สามารถเก็บน้ำผึ้งในป่าชายเลน 12,000 ไร่ ผืนนี้ ในช่วงเดือน 4-5 ได้ปีละกว่า 2,000 ขวดกลม และมาวันนี้พี่น้องจากบ้านอื่น ต้องเข้ามาจับปูแสมในป่าของเรา เพราะป่าผืนอื่นที่ถูกสางไปไม่มีให้จับแล้ว สรุปคือ ป่าโปร่งเมื่อใดทรัพยากรก็หมดไปเมื่อนั้น” คุณวินัย บอกให้ฟัง และว่า

“วันนี้ป่าชายเลนในจังหวัดตราดกว่า 50,000 ไร่ ถูกสางป่า ถูกถางป่าเพื่อปลูกป่าไปหมดแล้ว เหลือแต่ป่าชายเลนบ้านเปร็ดในเท่านั้น ซึ่งพวกเราชาวบ้านเปร็ดในมีมติร่วมกันว่า จะไม่ให้มีการเดินหน้าโครงการฯ ในพื้นที่ป่าเปร็ดในเป็นอันขาด เวลานี้แม้จะมีการยุติโครงการฯ แต่พวกเราก็ไม่ได้วางใจ เราจัดระบบเวรยามดูแลผืนป่าของเราอย่างเข้มงวด ด้วยการล่องเรือรอบพื้นที่ป่าทั้ง 12,000 ไร่ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือหากได้รับแจ้งจากชาวบ้านที่เข้ามาหากินว่ามีการบุกรุก ก็จะมีทีมเคลื่อนที่เร็วเข้าไปดูแลจัดการในทันที พวกเราชาวเปร็ดในยืนยันว่า เราจะต่อสู้ เราจะไม่ยอมให้ใครก็ตามเข้ามาทำลายพื้นที่ป่าชายเลนของเราไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม” คุณวินัย ย้ำด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter