“ลุ่มน้ำประแสร์เริ่มเปลี่ยนตั้งแต่ประมาณปี 2535 ที่มีการบุกรุกป่าชายเลนเพื่อทำนากุ้ง แล้วมีการปล่อยของเสียจากนากุ้งลงสู่แม่น้ำ ทำให้น้ำเริ่มเน่าเสีย ต่อมาก็มีโรงงานห้องเย็นเข้ามาตั้งในพื้นที่ ก็ปล่อยของเสียลงแม่น้ำอีก ลุ่มน้ำประแสร์ที่เคยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำนานชนิดก็เปลี่ยนแปลงไปนับแต่นั้นมา”
แม่น้ำประแสร์เป็นสายน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงผู้คนในพื้นที่ภาคตะวันออกมาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ลุ่มน้ำประแสร์ในเขตพื้นที่ อ.แกลง จ.ระยอง เป็นพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะทรัพยากรป่าชายเลน สัตว์น้ำชายฝั่ง ทั้งกุ้งหอย ปู ปลา ซึ่งเป็นเสมือนหม้อข้าวของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แถบนี้ ได้หาอยู่หากิน เป็นวิถีแบบพอเพียง อยู่เย็นเป็นสุข อย่างยั่งยืนมายาวนาน
แต่พลันที่สังคมไทยต้องเผชิญกับกระแสการพัฒนา ที่ใช้ดัชนีมวลรวมการผลิตและการบริโภค ของประชาชาติตามแบบจักรวรรดิทุนนิยมเป็นตัวตั้ง ลุ่มน้ำประแสร์ก็ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ทั้งนี้ก็เพียงเพื่อตอบสนองต่อการพัฒนา แต่ละเลยวิถีวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของเจ้าของพื้นที่ซึ่งใช้ผืนแผ่นดินและสายน้ำเพื่อการดำรงอยู่
“ลุ่มน้ำประแสร์เริ่มเปลี่ยนตั้งแต่ประมาณปี 2535 ที่มีการบุกรุกป่าชายเลนเพื่อทำนากุ้ง แล้วมีการปล่อยของเสียจากนากุ้งลงสู่แม่น้ำ ทำให้น้ำเริ่มเน่าเสีย ต่อมาก็มีโรงงานห้องเย็นเข้ามาตั้งในพื้นที่ ก็ปล่อยของเสียลงแม่น้ำอีก ลุ่มน้ำประแสร์ที่เคยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำนานชนิดก็เปลี่ยนแปลงไปนับแต่นั้นมา” พ่อสอิ้ง ประสงค์ศิลป์ ผู้ประสานงานเครือข่ายลุ่มน้ำประแสร์ อ.แกลง จ.ระยอง เล่าให้ฟัง
สถานการณ์การบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลน ลุ่มน้ำประแสร์ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ชาวบ้านก็ยังตั้งตัวไม่ติด ยังไม่รับรู้ถึงผลกระทบที่กำลังเกิดตามมา จวบจนถึงวันที่สัตว์น้ำที่พวกเขาเคยหากินหาได้เริ่มลดน้อยถอยลง น้ำที่เคยใสสะอาดกลับเปลี่ยนสีเป็นขุ่นข้น บางช่วงบางตอนของลำน้ำหนักหนาถึงขนาดปราศจากสิ่งมีชีวิต ขณะที่ป่าชายเลนอันเป็นที่ฟูมฟัก หลบภัยของสัตว์น้ำแรกเกิดก็ลดพื้นที่ลง ส่งผลกระทบอย่างเป็นระบบต่อวงจรชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำ
“พวกเรามารู้สึกตัวอีกทีก็ประมาณ ปี 2544 เมื่อเห็นว่า ทรัพยากรชายฝั่ง พวกสัตว์น้ำทั้งหลายเริ่มลดจำนวนลง ทั้งเพราะป่าชายเลนถูกทำลาย และน้ำในแม่น้ำที่ไม่เหมือนเดิม จึงได้มาคิดว่า จะปล่อยให้สภาพแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ที่เป็นแหล่งทำกินของเราอยู่ในสภาพเช่นนี้ไม่ได้แล้ว จึงร่วมกันปลูกป่าชายเลน แรกๆ ก็ทำกันเอง ปลูกกันเอง พื้นที่ที่ปลูกก็ใช้ปลูกในที่ว่างหรือที่งอก ปลูกพวกแสม โกงกาง การปลุกป่าชายเลนไม่ใช่ว่าจะปลูกไม้อะไรก็ได้ แต่ต้องปลูกเป็นชั้นๆ เรียกว่าชั้นของป่า ยกตัวอย่างต้นโกงกาง ถ้าเป็นโกงกางใบใหญ่ต้องปลูกไว้ข้างนอก โกงกางใบเล็กก็ปลูกไว้ชั้นใน เพราะโกงกางใบใหญ่นั้น พวกเพรียงชอบมาเกาะกินราก ทำให้อายุไม่ยืนยาว แต่โกงกางใบเล็กที่ปลูกไว้ชั้นในอายุจะยาวเพราะเป็นไม้ที่เพียงไม่ชอบเกาะกิน” พ่อสอิ้ง อธิบายเรื่องการปลูกป่าชายเลนในลุ่มน้ำประแสร์ให้ฟัง และบอกอีกว่า
หลังจากที่เริ่มหันกลับมาดูแลเรื่องทรัพยากรป่าชายเลนแล้วระยะหนึ่ง ปรากฏว่าเกิดความตื่นตัวขึ้นในหมู่ชาวบ้าน ความคิดเรื่องการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นลุ่มน้ำประแสร์ก็เกิดขึ้นตามมา จนเกิดมีการรวมตัวกันของชาวชุมชนในปี 2547 ในนาม “เครือข่ายลุ่มน้ำประแสร์” แรกๆ สมาชิกของเครือข่ายก็มาจากเฉพาะ ต.ปากน้ำประแสร์ แต่เมื่อทำงานไประยะหนึ่งก็มีการขยายไปยังตำบลอื่นๆ ซึ่งจนถึงวันนี้ เครือข่ายลุ่มน้ำประแสร์ ก็มีสมาชิกจาก 5 ตำบล ใน อ.แกลง คือ ต.ปากน้ำประแสร์ ทางเกวียน เนินฆ้อ ทุ่งควายกิน และ ต.คลองปูน
“ทุกวันนี้พวกเราตั้งใจว่าจะร่วมกันฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นของเราให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรสัตว์น้ำ ทรัพยากรชายฝั่งดังเดิม โดยสิ่งที่เราทำกันอยู่ก็คือการปลูกป่าชายเลนที่ปลูกกันมาตั้งแต่ปี 2544 มีพื้นที่ตรงไหนว่างเราก็ปลูก หรือมีที่งอกเพิ่มขึ้นมาก็ไปปลูก วันนี้เรายังมีการบำบัดน้ำเสียโดยใช้น้ำหมักชีวภาพเทลงแม่น้ำประแสร์ในจุดที่กำหนด มีระบบการเฝ้าระวังการเททิ้งของเสียจากโรงงานและฟาร์มเลี้ยงกุ้งของเอกชนลงลำน้ำ รวมทั้งยังมีโครงการเยาวชนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่เป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ในการสืบทอดดูแลลุ่มน้ำประแสร์ในอนาคตอีกด้วย” พ่อสอิ้ง กล่าว
ด้าน พ่อเฉลิมชัย หลิมประเสริฐ กรรมการเครือข่ายลุ่มน้ำประแสร์ ต.ปากน้ำประแสร์ เล่าว่า เรื่องการบำบัดน้ำเสียของลุ่มน้ำประแสร์นั้น มีการแบ่งหน้าที่กันดูแลในแต่ละพื้นที่ แต่ละตำบล มีการช่วยกันทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อนำไปเทใส่ลงในแม่น้ำ โดยร่วมกันกำหนดจุดเทเป็นจุดๆ กระจายไปทั่วลำน้ำทุกตำบลทั่วทั้งเครือข่ายฯ
“พวกเราชาวบ้านในเขตลุ่มน้ำประแสร์ มีวิถีชีวิตที่ผูกพันอยู่กับแม่น้ำกับทะเลอยู่แล้ว ดังนั้นการทำงานจึงไม่ใช่เรื่องยาก เราใช้วิธีประสานงานกันเองภายในเครือข่ายฯ ถ้าหากพื้นที่ใดมีปัญหา ก็จะมีการแจ้งข่าวให้ทราบโดยทั่วกัน เพื่อให้ทั้งเครือข่ายฯได้เข้าไปช่วยกันแก้ไข ล่าสุดก็เกิดปัญหาโรงงานห้องเย็นปล่อยของเสียลงลำน้ำ เมื่อพวกเราไปพบเห็นก็มีการแจ้งข่าวให้ทราบ ชาวบ้านในเครือข่ายฯ ก็รวมตัวกันไปเจรจาไปกดดันกับทางโรงงานจนโรงงานต้องยอมดูดของเสียที่ปล่อยลงลำน้ำกลับคืนไป”
“วันนี้การเฝ้าระวังไม่ให้ใครมาปล่อยของเสียลงแม่น้ำประแสร์ เป็นเสมือนการเฝ้าระวังหม้อข้าวของชาวบ้านเอง เพราะถ้าหากน้ำเสีย การทำมาหากินก็ได้ไม่ดี เพราะฉะนั้นเรื่องการเฝ้าระวังจะเป็นไปโดยธรรมชาติ” พ่อเฉลิมชัย บอก
นอกจากกิจกรรมที่กล่าวมาเพื่อให้เกิดการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นของชาวลุ่มน้ำประแสร์แล้ว ปัจจุบันยังมีกิจกรรมเพื่อต่อยอดในการอนุรักษ์และฟื้นฟูลุ่มน้ำแห่งนี้ อย่างน่าสนใจ อาทิ การนำน้ำหมักชีวภาพไปใช้ในนากุ้งทดแทนสารเคมี โดยผ่านทางขบวนชาวบ้านที่มีอาชีพทำนากุ้ง ในนามกลุ่ม กุ้งปลอดสาร การก่อตั้งกลุ่มเพาะเชื้อหอยนางรมที่ได้รับความเชื่อถือว่า เป็นแหล่งเพาะเชื้อหอยนางรมที่ดีที่สุดในประเทศ เพราะอยู่ในแหล่งน้ำที่ดีที่สุดนั่นเอง ฯลฯ
“หลังจากที่พวกเรามาทำงานตรงนี้ร่วมกัน เพื่อช่วยกันฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นของเรา ผลที่เกิดก็คือ วิถีชีวิตในแบบอดีตของเรากลับคืนมา ความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลน ของลำน้ำกลับคืนมากุ้ง หอย ปู ปลา ก็กลับคืนมา อาชีพประมงชายฝั่งก็ดีขึ้น ชีวิตของเราคนลุ่มน้ำประแสร์ก็ดีขึ้น เรียกว่าอยู่เย็นเป็นสุขเหมือนสมัยก่อนที่บรรพบุรุษของพวกเราเคยอยู่กันมา” พ่อสอิ้ง กล่าว





