“สวนสมรม” หรือ “สวนรวมมิตร” เป็นภูมิปัญญาหนึ่งของเกษตรกรปักษ์ใต้ นั่นเพราะภูมิประเทศที่เป็นภูเขา มีฝนตกชุกเกือบตลอดปี เป็นการป้องกันการชะล้างของหน้าดิน หรือหากฤดูกาลผิดปกติ พืชในสวนก็จะสลับกันออกดอกออกผลทดแทนกัน ทำให้ชาวสวนมีผลไม้กินตลอดปี
ที่ชุมชนเทือกเขาอำเภอพะโต๊ะ จ.ชุมพร รอยต่อระหว่างจังหวัดระนอง สุราษฎร์ธานี และ อ.หลังสวน จ.ชุมพร เป็นแหล่งผลิตผลไม้ที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคใต้ ระยะหลังสภาพสวนที่เต็มไปด้วยพืชพันธุ์นานาชนิด กลายเป็นสวนกาแฟ สวนปาล์ม และสวนยาง แต่เมื่อใดที่ราคาผลผลิตทางการเกษตรเหล่านี้ตกต่ำลง เกษตรกรกลับเป็นหนี้ท่วมหัว เป็นวัฎจักรอยู่อย่างนี้มาตลอด
“เทือกเขาพะโต๊ะ ผ่านยุคสมัยของความเปลี่ยนแปลงมา 3 ยุคแล้ว เริ่มตั้งแต่ยุคเหมืองแร่ดีบุกเฟื่องฟู ก้าวเข้าสู่ยุคการทำไม้ และยุคการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ยุคสุดท้ายนี้ทำให้ชุมชนพึ่งปัจจัยการผลิตจากภายนอกมาก พึ่งตลาดต่างประเทศ ที่สำคัญชาวบ้านสูญเสียการจัดการตนเอง เป็นหนี้ สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม”
นายจินดา บุญจันทร์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้ และแกนนำชุมชน เล่าถึงปัญหาสำคัญของเกษตรกรบริเวณเทือกเขาพะโต๊ะ ซึ่งเป็นต้นน้ำสำคัญของแม่น้ำหลังสวนให้ฟัง และว่า ต่อมาชาวต.พะโต๊ะ จึงร่วมกันหาที่มาของปัญหาชุมชน โดยการสำรวจข้อมูลครัวเรือน พบว่า ทรัพยากรชุมชนลดลงอย่างมาก ทั้งที่ชาวบ้านมีภูมิปัญญา นั่นเพราะเราใช้ระบบเกษตรกรรมที่ผิดพลาด จึงหันมาสู่การปรับระบบการผลิตแบบยั่งยืน ภายใต้พื้นฐานวิถีคิดเดิม คือ “กิน ใช้อะไร ต้องปลูกพืชชนิดนั้น”
“การนำแนวคิดเกษตรกรรมยั่งยืนมาชักชวนชาวบ้านที่ทำเกษตรเชิงเดี่ยวนั้น ต้องใช้ข้อมูลมาพูดคุยกับชาวบ้านให้เขาเห็นรูปธรรม และการทำเกษตรกรรมแบบนี้จะทำแบบปัจเจกไม่ได้ ต้องทำกันเป็นกลุ่ม เพราะการทำเกษตรบนพื้นที่ลาดชันของภูเขานั้น ระบบนิเวศน์จะมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก เช่น เวลาที่เกษตรกรใช้ยาฆ่าหญ้า สารพิษก็จะไหลลงสู่สวนที่อยู่ที่ลาดต่ำกว่า มันต้องทำกันเป็นกลุ่ม” จินดา บุญจันทร์ กล่าวและว่า
เราใช้กลุ่มออมทรัพย์เป็นเครื่องมือโยงคนกันเข้าหากัน เมื่อคนมารวมกันก็มีการให้การศึกษา สำรวจข้อมูล ทดลองทำงานวิจัยควบคู่ไปด้วย เริ่มมาตั้งแต่ปี 2540 ปัจจุบันแต่ละหมู่บ้านในตำบลพะโต๊ะมีกลุ่มออมทรัพย์เป็นของตนเอง และรวมกันเป็นเครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์กลางลุ่มน้ำหลังสวน มีเงินทุนกว่า 10 ล้านบาท มีสมาชิกกว่าพันคน มีการจัดอบรมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ศึกษาชุมชน การอนุรักษ์พันธุกรรม เช่น การสร้างสวนสมุนไพรพื้นบ้าน การอนุรักษ์สัตว์น้ำจืด เป็นต้นมีการจัดการทรัพยากรน้ำ การปลูกป่า
นายสุชาติ บัวสุวรรณ คณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์หมู่ 2 กล่าวว่า การเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์ทำให้กลุ่มที่เข้มแข็งเข้ามาช่วยเหลือกลุ่มที่อ่อนแอ และขยายไปสู่การทำเรื่องอื่นด้วย คือ การดูแลทรัพยากรที่นับวันเหลือน้อยลง ซึ่งเป็นเครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์เดียวที่คิดเรื่องการลดการใช้สารเคมี เพราะเราอยู่ต้นน้ำ จึงเท่ากับเป็นการผลิตน้ำดื่มที่สะอาดให้กับคนเมือง
การเกิดขึ้นของกลุ่มออมทรัพย์ทำให้หนี้สินครัวเรือนลดลง เช่นตนเองเป็นหนี้ ธกส. 2 แสนกว่าบาท แต่จากการเข้ามาร่วมกิจกรรมการออมทรัพย์มีหนี้ลดลงเหลือแสนกว่าบาท เพราะเราทำเกษตรไม่ใช้สารเคมี เช่น ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า แต่หันมาใช้เครื่องตัดหญ้า ผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพแทนการใช้ปุ๋ยเคมี เป็นต้น
นางอุทัย บ่อฉิมพลี อายุ 45 ปี ชาวอำเภอปักธงชัย จ.นครราชสีมา ที่อพยพมาเป็นเกษตรกรที่พะโต๊ะเมื่อ 20 ปีก่อน กล่าวว่า ชุมชนแห่งนี้มีผู้อพยพมาจากภาคอีสานจำนวนมาก แต่อยู่ร่วมกันกับพี่น้องคนใต้อย่างดี ตนนั้นอพยพตามญาติพี่น้อง เข้ามาบุกเบิกพื้นที่ลาดเชิงเขาทำสวนกาแฟ ซึ่งเมื่อก่อนมีราคาแพงถึงกิโลกรัมละ 100 บาท ต่อมาราคาตกต่ำเหลือกิโลกรัมละ 10 กว่า มีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น
ต่อมาได้มารู้จักกับเครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์กลางลุ่มน้ำหลังสวน แกนนำมาชักชวนให้เปลี่ยนวิถีการเกษตรเชิงเดี่ยวเป็นเกษตรกรรมแบบยั่งยืน จึงเริ่มทดลงดูเมื่อ 7-8 ปีก่อน โดยเริ่มเปลี่ยนสวนกาแฟเป็นสวนสมรมสมัยใหม่ จำนวน 10 ไร่ จากที่ดินทั้งหมด 35 ไร่
“จากสวนที่มีแต่กาแฟ ตอนนี้เปลี่ยนเป็นพืชหลายชนิด เช่น มังคุด กะท้อน ทุเรียน เงาะ สะตอ ไม่ใช้สารเคมี เพราะใช้น้ำหมักชีวภาพทำเองแทนการใช้ปุ๋ยเคมี กลุ่มยังกำหนดให้สมาชิกปลูกผักเหรียงครอบครัวละ 200 ต้น จากเดิมต้องซื้อกินทุกอย่าง ตอนนี้มีผัก สมุนไพร ไก่ ปลากิน ซื้อแต่น้ำมัน ข้าวสาร กะปิ น้ำปลา ลดค่าใช้จ่ายได้มาก” นางอุทัย กล่าว
ด้าน นางนวลอนงค์ มากบุญ ประธานกลุ่มออมทรัพย์สัจจะชุมชนบ้านในออก หมู่ 10 กล่าวถึงการทำวิจัยพืชสมุนไพรว่า จากการที่ชาวบ้านปลูกพืชเชิงเดี่ยว มีการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ทำให้สมุนไพรที่ขึ้นในสวนตายไปด้วย ซึ่งสมุนไพรพวกนี้เป็นทั้งยารักษาและป้องกันโรค เป็นอาหารของชาวบ้าน จึงเห็นร่วมกันว่าเราน่าจะมีการทำวิจัยเพื่ออนุรักษ์สมุนไพรที่เป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษเอาไว้
ต่อมาเราเริ่มรวบรวมสมุนไพรต่างๆ เก็บตัวอย่างพืช พร้อมสืบค้นสรรพคุณของสมุนไพรแต่ละชนิด รวบรวมเป็นเล่มเพื่อเผยแพร่สู่ชุมชน มีการขยายพันธุ์สมุนไพร พืชชนิดไหนไม่มีก็หามาปลูก ปัจจุบันเราสร้างสวนสมุนไพรในเนื้อที่ 20 ไร่ ในหมู่ 7 เพื่อรวบรวมพันธุ์สมุนไพร พบว่า มีถึง 2,000 ชนิด
“แต่ก่อนเราซื้อผักจากตลาดมากิน แต่ตอนนี้ชาวบ้านรู้จักผักสมุนไพรพื้นบ้านมากขึ้น ทำให้ไม่ต้องซื้อ แต่กลับนำผักสมุนไพรไปขายในตลาดเป็นการเผยแพร่ และให้ชาวบ้านคนอื่นได้กินผักปลอดสารพิษ มันเป็นการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และสร้างความมั่นคงทางอาหารแก่ชุมชน” นางนวลอนงค์ กล่าว





