“เราต้องถามตัวเราก่อนว่า แค่ไหนเราพอเพียง รู้ว่าแค่นี้พอ จากนั้นเราก็มาลงมือทำ การทำเกษตรไม่ต้องไปทำมากเพราะจะทำให้ดูแลไม่ทั่วถึง วันนี้เกษตรกรเราทำอะไรก็จ้างเขาหมด แทบไม่ได้ทำเองไม่ให้เป็นหนี้ได้อย่างไร หันกลับมาทำแบบพอเพียงดีกว่า รับรองว่าไม่อดตายแน่นอน จึงพลิกพื้นแผ่นดิน 2 ไร่ ทำเป็นบ้านสวนรวมทั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ตั้งแต่นั้นมา” พี่ทิวาพร ศรีวรกุล หญิงแกร่งแห่งผืนป่าตะวันตก บอกถึงความอยู่รอดตามวิถีแบบพอเพียงของเกษตรกรยุคใหม่ให้ฟัง
พี่ทิวาพร บอกอีกว่า ที่นี่ยึดหลักการปลูกพืช 4 ชั้น เป็นการปลูกพืชที่คิดถึงหลักของระบบนิเวศให้มีความสมดุลกัน ชั้นแรกปลูกพืชคลุมดิน จำพวก กระชาย ดอกไม้ ไม้เลื้อย
ขยับไปก็จะเป็นสวนผักปลูกไว้ในการบริโภคในประจำวัน ไม่ต้องซื้อ ผักที่นี่รดด้วยสารอินทรีย์ล้วนๆ ปลูกง่ายๆไม่ถากหญ้าเพื่อต้องการให้มีหญ้าคลุมดิน เพราะดินที่นี่เป็นดินทรายและในแปลงผักเราจะมีการปลูกหญ้าแฝกด้วย เรามีปัญหาเรื่องดินพอฝนตกดินจะยุบลงไปและแน่นมาก เมื่อดินแน่นจะทำให้ดินอับจึงแก้ด้วยเอาหญ้าแฝกมาปลูกตามขอบแปรง รากหญ้าแฝกช่วยระบายน้ำและทำให้ดินร่วนได้ดีน้ำซึมลงดินได้ง่าย ดินก็ไม่ยุบส่วนใบหญ้าแฝกสามารถตัดคลุมเป็นปุ๋ย เป็นหลักการพึ่งพากันของระบบธรรมชาติ
พี่ทิวาพรชี้ให้ดูแปลงที่ปลูกผักกุ่ยฉ่าย และมีผักโหมจีนเกิดขึ้นเองแซมมาด้วย ส่วนนี่แปรงถัวฝักยาว อีกฝั่งเป็นผักหวานบ้าน ส่วนผักหวานป่าอยู่อีกแปรง เหตุที่ต้องปลูกผักหวานปริมาณมากเพราะไม่ต้องรื้อแปลงบ่อยๆผักหวานสามารถอยู่ได้หลายปี ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มากแต่ให้มีกินทุกอย่างที่ครอบครัวอยากกิน
ที่นี่มีการเก็บเมล็ดพันธุ์พืชเอาไว้ปลูกเองด้วย สมาชิกจะคัดเลือกเอาฝักที่งามๆไว้ เก็บเมล็ดพันธุ์ทุกอย่างที่ปลูกไม่ต้องเสียเงินซื้อ เพราะเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อในตลาดก็เก็บแบบเราไม่ต่างกัน
ในศูนย์เกษตรกรรมไร้สารทำปุ๋ยอินทรีย์และสารไล่แมลงใช้เองด้วย ตรงนี้เป็นสวนสมุนไพรปลูกเอาไว้ทำเป็นส่วนผสมเพื่อไล่แมลง มีตั้งแต่บอระเพชร กาวเครือ ตะไคร่หอม รวมๆแล้วกว่า 20 ชนิด
ชั้นสุดท้ายเป็นไม้ผลที่มีอายุยืนมีตั้งแต่มะม่วง มะขาม สะเดา ฯลฯนอกจากจะเป็นอาหารแล้วยังใช้ประโยชน์อีกมากมายรวมทั้งใช้กิ่งไปเผาถ่านเป็นน้ำส้มควันไม้
การทำน้ำส้มควันไม้ ได้เอากิ่งต้นไม้ที่ตกแต่งมาใช้ประโยชน์ เพราะไม่อยากให้กิ่งต้นไม้ที่ตัดแต่งกิ่งไร้คุณค่าไป จึงนำมาเผาถ่านทำเป็นน้ำส้มควันไม้ ในเตาเผามีตั้งแต่กิ่งมะม่วง มะขาม กระท้อน สะเดา หลายๆอย่างรวมกัน เมื่อเผาแล้วได้ถ่านเบามากเมื่อจับดูแล้วถ่านจะไม่ติดมือ เราสามารถเอาไปใส่ในตู้เย็นสามารถดูดเอากลิ่นเหม็นคาวออกได้ ส่วนน้ำส้มควันไม้เอาไปเป็นส่วนผสมฉีดเป็นสารไล่แมลง
พี่ทิวาพร อธิบายอีกว่า ในศูนย์ทำก๊าชชีวภาพใช้เองในครัวเรือน ทำขึ้นมาเป็นเชื้อเพลิงแทนก๊าซตามท้องตลาดได้ไม่ยาก เพียงนำถัง 200 ลิตร มาใส่มูลหมูแล้วใส่น้ำตามพอประมาณ ส่วนด้านบนก็นำผลไม้สุกแล้วหั่นบางๆใส่ลงไปปิดผาให้แน่นเพียง 6-7 วันก็เกิดก๊าซ ทุกๆวันต้องเติมข้าวสุกลงวันละไม่มาก ปากถังเจาะเป็นรูเพื่อใส่สายยางให้ก๊าซไหลมาพักไว้อีกถัง เป็นถังน้ำ 20 ลิตร หล่อด้วยน้ำข้างล่าง เมื่อมีก๊าซไหลมาเราสังเกตง่ายๆถังจะลอย แล้วต่อสายส่งก๊าซจากถัง 20 ลิตรมาที่หัวแก๊สตามธรรมดา ก็สามารถใช้หุงต้มภายในครอบครัวลดต้นทุนได้สบาย ทำง่ายมันเป็นแก๊สเฉื่อยมองไม่เห็นแก๊สมันใสมากๆ
ถัดไปอีก 100 เมตรเป็นที่พักน้ำไม่ให้น้ำไหลทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ เกษตรกรบางรายเปิดน้ำทิ้งทั้งที่พืชไม่ต้องการน้ำ และไม่รู้ว่าจริงๆแล้วพืชต้องการน้ำเท่าไหร่ต่อวัน จึงมาทำท่อพักแล้วค่อยปล่อยน้ำลงสู่แปรง โดยใช้วิธีสังเกต เช่น หากพืชที่มีรากตื้นๆก็ให้ขุดดูว่ารากถึงไหน เวลารดน้ำเพียงเอาแก้วน้ำวางไว้ในแปรงทำเครื่องหมายไว้ให้เท่ากับรากพืช เมื่อน้ำถึงเครื่องหมายที่ทำไว้หยุดให้น้ำทันทีเพราะพืชได้น้ำเพียงพอแล้ว
ข้างๆสวนเป็นการทำปุ๋ยหมักชีวภาพและหัวเชื้อน้ำหมัก วัสดุหาได้จากศูนย์แทบทั้งสิ้น ปุ๋ยชีวภาพที่ทำมีส่วนผสมของแกลบเผา แกลบดิบ มูลสัตว์ รำข้าว กากน้ำตาลและเศษผักในสวน มีน้ำหมักชีวภาพเป็นหัวเชื้อ คลุกเคล้าให้เข้ากันทิ้งไว้ให้ปุ๋ยเย็นแล้วเชื้อจุรินทรีย์มันจะเดินไปทั่ว ปุ๋ยที่ทำใช้เองไม่จำเป็นต้องเอาไปอัดเม็ด เสียเวลาเปล่าๆเก็บไว้ในที่ร่มก็พอนำผ้ามาคลุมไว้ ทำง่ายไม่ต้องไปซื้อปุ๋ยให้เสียเงินเสียทองเสียดายเงิน
ในศูนย์การเรียนรู้ยังมีการทำน้ำยาล้างจานใช้เอง โดยเอาวัตถุดิบที่เหลือใช้ในสวนมาทำ เช่น มะนาว มะกรูด ผักเหลือกินต่างๆสับให้ละเอียดแล้วหมักไว้แล้วนำส่วนผสมของ M 70 มาเป็นหัวเชื้อหมักไว้หนึ่งอาทิตย์ก็เป็นน้ำยาล้างจานใช้ได้แล้ว
นี่ทำเพียงแค่ในบริเวณบ้าน พอมีคนเห็นศูนย์เราทำได้จึงเริ่มมีคนสนใจและขอเข้ามาดูงานแล้วมาขอเข้ามาเป็นสมาชิกและเป็นเครือข่าย ถึงวันนี้ในศูนย์มีสมาชิก 10 กว่าคน มีเครือข่ายเป็นร้อยๆ หากมีคนมาดูงานเราให้สมาชิกในศูนย์มาเป็นวิทยากรฝึกอบรมให้ วันไหนไม่มีการฝึกอบรมทางสมาชิกก็กลับไปทำอยู่ที่บ้านตนเอง ที่ศูนย์มีสมาชิก 2-3 คนให้มาทำงานประจำที่ศูนย์และให้เป็นค่าตอบแทน ส่วนผักผลไม้สามารถเก็บไปกินได้ตลอด
เราต้องการให้เครือข่ายชุมชนที่สนใจหันมาปรับเปลี่ยนเป็นการทำเกษตรแบบพอเพียงพึ่งตนเองได้ ทำอย่างจริงจังให้เขาเชื่อว่าทำได้จนเกิดศรัทธาแล้วกลับไปปรับเปลี่ยนตนเองจนสร้างเป็นเครือข่ายต่อๆ กันไป
หากทุกคนรู้ว่าความพอเพียงของตนเองแค่ไหน แล้วทำให้ได้ตามที่ตั้งไว้ เมื่อถึงวันนั้นความสุขจะเกิดขึ้นในครอบครัว





