ป่าชายเลนเป็นตัวสร้างความสมดุลของธรรมชาติที่มหัศจรรย์ เป็นทั้งกันชนคลื่นลม เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน เป็นที่อยู่ของสัตว์เศรษฐกิจ เป็นที่ทำมาหากินของชาวประมงพื้นบ้าน
ลุงน้อย ใจตั้ง ชาวบ้านตากวน มาบตาพุด จังหวัดระยอง บอกให้ทราบถึงประโยชน์ของป่าชายเลนที่นี่ว่า เนื่องจากมาบตาพุดเป็นเขตพัฒนานิคมอุตสาหกรรม การวางแผนผังนิคมที่ไม่มีแนวกันชนระหว่างชุมชนกับอุตสาหกรรม ป่าชายเลนจึงมีความสำคัญมาก เพราะมันจะไปซับสารมลพิษก่อนที่จะมาถึงชุมชน ปัจจุบันปัญหาที่เกิดขึ้นคือมีนายทุนเข้าไปบุกรุกป่าชายเลน โดยการกว้านซื้อที่ดินของชาวบ้านโดยให้ราคาแพงๆ คนละ 3-4 ไร่ รวมทั้งบุกรุกป่าชายเลนโดยการถมที่สาธารณะออกไปเพื่อเลี้ยงกุ้ง ป่าชายเลนจึงหมดไป ทำให้ปากอ่าวแคบลงอาหารการกินจึงหายากขึ้น เป็นการซ้ำเติมพี่น้องที่อยู่บริเวณรอบข้างมาบตาพุด
ชาวบ้านเป็นห่วงอนาคตลูกหลาน ว่าในวันข้างหน้าจะไม่มีป่าชายเลน ถ้าเราไม่ช่วยกันฟื้นฟูอนุรักษ์เอาไว้ อยากให้ทั้งหน่วยงานรัฐและชาวบ้านช่วยกันดูแลรักษา วันนี้ชาวบ้านจึงได้ช่วยกันบวชป่าชายเลนเพื่อแก้ไขปัญหาการลุกล้ำเขตป่า อีกทั้งยังเป็นแนวป้องกันการกัดเซาะของชายฝั่ง ตลอดจนลดมลพิษทางอากาศที่มีมากขึ้นทุกวัน
นางแก้ว แว่วเสียง ประธานผู้สูงอายุ ตำบลเนินพระ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง บอกว่า เมื่อก่อนพื้นที่ป่าชายเลนบริเวณนี้เป็นป่าโกงกาง แสม ที่อุดมสมบูรณ์มาก มีกุ้ง ปู ปลา หากินง่ายมาก แต่เดียวนี้ทั้งพื้นที่ป่า และอาหารที่เคยมีแทบหมดไป
“ที่ดินของฉันมีเนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน ตอนเจ้าหน้าที่เข้ามาถ่ายพื้นที่ทางอากาศ พบว่ามีเพียงที่ดินตน 4 ไร่ เท่านั้นมีโฉนดและมีที่ดินอีก 100 ไร่ เป็นที่ของนายทุนแถมมีโฉนดที่ดินอีกด้วย ส่วนพื้นที่ 3 ไร่ 3 งาน ของตนกลับกลายเป็นพื้นที่สาธารณะแทน มันเป็นไปได้อย่างไร
เคยร้องเรียนไปยังหน่วยงานรัฐเพื่อขอทราบข้อเท็จจริงแต่เรื่องนี้ก็เงียบไป มันไม่มีความเป็นธรรมต่อประชาชน ชุมชนจึงมาคิดกันว่าจะนำทรัพยากรธรรมชาติกลับคืนมา จึงได้ตั้งเป็นกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติขึ้น เพื่อศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้น จึงได้ร่วมกันบวชป่า ปลูกต้นไม้เสริม เพราะชุมชนได้ตระหนักว่า เราต้องสร้างความเข้มแข็งภายในกันเอง อย่างน้อยๆก็สามารถยับยั้งอำนาจจากนายทุนนอกพื้นที่ได้
เรื่องนี้สามารำแก้ปัญหาได้ โดยไม่ต้องให้ใครคนใดมาชี้เขตแดน เพียงแค่ไปขอหลักฐานจากกรมที่ดินจังหวัดมากางดูว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นที่สาธารณะหรือที่ส่วนบุคคลก็สามารถชี้จุดได้แล้ว แต่ไม่มีหน่วยงานใดสนใจที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ดังนั้นชุมชนต้องมีหลักฐานมายืนยันพูดอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อ เนื่องจากคนรุ่นเก่าได้เสียชีวิตกันไปหมดแล้ว
การบวชป่า จึงเป็นการรวบรวมพลังในชุมชนให้เข้ามาร่วมมือกันรักษาความอุดมสมบูรณ์ของป่าธรรมชาติไว้ให้กับลูกหลาน และเป็นจุดเริ่มต้นที่บ่งบอกถึงการไม่ยอมจำนนต่ออำนาจที่ไม่เป็นธรรม และเป็นการเรียกร้องสิทธิ์ของชุมชนในการดูแลรักษาป่า





