playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

ตลอดความยาวกว่า 200 กิโลเมตรของชายฝั่งทะเลจังหวัดปัตตานีและนราธิวาส มีชุมชนชาวประมงตั้งหลักปักฐานอมศัยอยู่ประมาณ 81 หมู่บ้าน ประชากรที่เป็นชาวประมงพื้นบ้านจำนวน 23,324 ครัวเรือน  1.6 แสนคน

นายสะมาแอ  เจะมูดอ แกนนำประมงพื้นบ้าน จ.ปัตตานี กล่าวว่า ชาวประมงพื้นบ้านนับว่าเป็นกลุ่มคนจนที่จนที่สุดในสามจังหวัด ทุกวันนี้หากินลำบากมากขึ้น สัตว์น้ำลดลง เพราะทรัพยากรชายฝั่งทั้งป่าชายเลนถูกทำลาย และเรือขนาดใหญ่เข้ามาจับปลาในเขตชายฝั่ง ดังนั้นการออกเรือหาปลาแต่ละครั้งจึงไม่คุ้มทุน อีกทั้งค่าน้ำมันก็แพง ทำให้เป็นหนี้เป็นสิน

สะมาแอ  พูดอีกว่า  ชาวประมงพื้นบ้านออกทะเลได้เพียงปีละ 6 เดือนเท่านั้น อีก 6 เดือนเป็นหน้ามรสุมว่างงาน จึงต้องเข้ามาหางานทำในเมือง บ้างก็ไปหางานทำในประเทศมาเลเซีย ทั้งๆ ที่ผิดกฎหมาย บ้างก็ถูกโกงค่าแรง เป็นเหตุให้ครอบครัวขาดความอบอุ่น เกิดปัญหาครอบครัวตามมา

ด้านแกนนำประมงพื้นบ้านจากบ้านทอน จ.นราธิวาส บอกว่า ชาวประมงพื้นบ้านทุกคนรักและภูมิใจในอาชีพนี้ แม้จะหากินยากลำบากมากขึ้นก็ตาม จึงอยากให้รัฐเข้ามาหนุนเสริมในเรื่องต่างๆ เช่น การจัดตั้งกองทุนน้ำมันเพื่อแก้ปัญหาน้ำมันแพง จัดตั้งกองทุนหมุนเวียนเพื่อให้ชาวประมงนำไปเป็นทุนในการสร้างอาชีพเสริมยามที่ออกเรือไม่ได้ รัฐควรสนับสนุนการทำประการังเทียมโดยจ้างแรงงานในหมู่บ้าน ซึ่งจะทำให้ชาวประมงมีงานทำตลอดจนรักและหวงแหนประการังที่ได้ทำไป และที่สำคัญก็คือ รัฐควรเข้ามาสนับสนุนเรื่องศูนย์พัฒนาเด็กและตั้งกองทุนการศึกษาให้กับลูกหลานของชาวประมง เพราะทุกวันนี้อย่าว่าแต่จะส่งลูกเรียนหนังสือเลย แม้ข้าวจะกินในแต่ละวันยังขัดสน

อาจารย์นุกูล  รัตนดากูล  ซึ่งคลุกคลีกับประมงพื้นบ้านมาเป็นเวาลานานให้ความเห็นว่า ความไม่เป็นธรรมในการกระจายทรัพยากรธรรมชาติเกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มานาน ประกอบกับการปฏิบัติต่อคนใน 3 จังหวัดแบบไม่เคารพและไม่เข้าใจในความเป็นท้องถิ่น ชุมชนขาดการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชีวิตและชุมชนของตนเอง นำมาซึ่งปัญหาความรุนแรงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ดังนั้นรัฐจะต้องทำให้ชุมชนเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรม และแก้ปัญหาทั้งหมดบนความเคารพ และความแตกต่าง ทั้งทางภาษา วัฒนธรรมความเป็นท้องถิ่น

อย่างปัญหาที่ชาวประมงพื้นบ้านถูกเอาเปรียบจากเรือประมงขนาดใหญ่มานาน จนมีชีวิตอยู่อย่างลำบาก แม้แต่เยาวชนลูกหลานชาวประมงเองก็ไม่รู้สึกภูมิใจในอาชีพของพ่อแม่ เพราะมีปัญหามากมาย เยาวชนจึงต้องเข้าเมืองเพื่อหางานทำ กลายเป็นความอ่อนแอของชุมชนชาวประมง

ในขณะที่บรรจง  นะแส นักพัฒนาเอกชนที่ทำงานร่วมกับชาวประมงพื้นบ้านมาช้านาน บอกว่า ปัญหาความยากจนของชาวประมงพื้นบ้านต้องแก้หลายเรื่อง การแก้ปัญหาเรือปั่นไฟ ซึ่งตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา ได้มีการแก้กฎกระทรวง (เกษตรฯ) ให้ใช้เรือปั่นไฟได้ นั่นก็แสดงว่าเรือปั่นไฟสามารถจับปลากะตักได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ปลาบริเวณชายฝั่งก็หมดไป เรื่องนี้ขอให้รัฐบาลแก้กฎกระทรวง ซึ่งทำได้ไม่ยาก

อีกประการหนึ่งก็คือ รัฐจะต้องตรวจตราให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เช่น การห้ามเรือใหญ่เข้ามาจับปลาในเขต 3 พันเมตร ซึ่งความเป็นจริงทุกวันนี้เรือใหญ่เข้ามาถึงชายฝั่ง เข้ามาถึงเสาบ้านของชาวบ้าน จึงทำให้ปลาเล็กปลาน้อยหมดไป เมื่อก่อนเพียงใช้เบ็กตกปลาก็เลี้ยงครอบครัวได้ แต่ทุกวันนี้ออกทะเลทั้งวันก็ไม่พอกิน

สมสุข  บุญญะบัญชา   ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. ให้ความเห็นว่า การต่อสู้กับระบบต่างๆ ที่ไม่เป็นธรรม ต้องทำควบคู่ไปกับการสร้างระบบชุมชนประมงพื้นบ้านที่เข้มแข็ง เพราะเป็นเรื่องที่ชุมชนสามารถทำได้อย่างไม่มีข้อจำกัด โดยชุมชนจะต้องมาร่วมมือกัน ร่วมคิดร่วมทำว่า ถ้าเราจะมีกองทุนหมุนเวียน เราจะจัดการกันอย่างไร ที่ดินที่เราอาศัยอยู่ยังเป็นที่ดินของรัฐ หรือที่สาธารณะ เราจะจัดการกับปัญหาที่ดินอย่างไร ในช่วงที่ออกทะเลไม่ได้เราจะทำอะไรเป็นอาชีพเสริม และทำกันแบบไหน เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้ พวกเราสามารถร่วมคิดร่วมทำกันได้เต็มที่ โดย พอช. มีความพร้อมที่จะเข้าไปสนับสนุนให้พี่น้องชาวประมงได้ร่วมกลุ่มช่วยกันคิดช่วยกันทำ เช่น ถ้าจะจัดการกับปัญหาที่ดิน สร้างระบบชุมชนใหม่อย่างที่พี่น้องต้องการ ก็มีโครงการบ้านมั่นคงพร้อมที่จะให้การสนับสนุน เป็นต้น ดังนั้นปัญหาของชาวประมงจึงคิดว่าปัญหาส่วนใหญ่สามารถแก้ได้โดยชาวประมงเอง ส่วนปัญหาเรื่องเรือปั่นไฟก็ดี ปัญหาทางกฎหมายก็ดี ก็เป็นเรื่องที่จะต้องร่วมกัน โดยรัฐบาลจะต้องเข้ามาแก้เรื่องตัวบทกฎหมายและกฎกระทรวงที่เป็นอุปสรรค

ด้านอาจารย์ไพบูลย์  วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวกับแกนนำชาวประมงพื้นบ้านประมาณ 100 คน ที่เข้ามานำเสนอปัญหา ณ โรงแรม ซี เอส ปัตตานี เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2550 ว่าการส่งเสริมให้ชุมชนชาวประมงเข้มแข็ง สามารถจัดการกับปัญหาของตนเองได้ ถือเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด ผมในฐานะภาครัฐซึ่งดูแลเรื่องนโยบาย ก็จะเอื้ออำนวยช่วยแก้ปัญหาด้านกฎหมายที่เกี่ยงข้องกับการประมง และเรื่องที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่จะต้องสนับสนุนให้เกิดขึ้น คือ การทำให้เกิดกลไกร่วมจากหลายฝ่ายทั้งภาคชุมชน องค์กรเอกชน รัฐท้องถิ่น รัฐภูมิภาคและรัฐส่วนกลาง ได้เข้ามาทำงานร่วมกัน โดยผมเห็นว่า ศอ.บต. น่าจะเป็นผู้ประสานงานในเรื่องนี้ได้ อาจจะเป็นคณะกรรมการร่วมของแต่ละประเด็น หรือเป็นคณะกรรมการร่วมของทุกปัญหา แล้วจับมือทำงานร่วมกันอย่างเข้าอกเข้าใจและต่อเนื่อง

นี่เป็นข้อสรุปของแนวทางการแก้ปัญหาประมงพื้นบ้านใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขณะนี้ได้เกิดกลไกหรือคณะกรรมการแก้ปัญหาภาคประชาชนแล้ว โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ได้ทำหน้าที่ประสานงานและสนับสนุนงบประมาณ เพื่อการทำงานของคณะกรรมการและเพื่อการพัฒนาความเข้มแข็งระดับชุมชน และอยู่ในช่วงของการทำงานให้เกิดกลไกร่วมของหลายฝ่าย ซึ่งแนวทางเช่นนี้เป็นสัญญาณที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่า งานนี้เข้ามาแล้วก็ผ่านไปเหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่

แต่ที่แน่ๆ ครั้งนี้ชาวบ้านเขาตั้งความหวังไว้ค่อนข้างมากทีเดียว

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter