“อ่าวบ้านดอน” เป็นเวิ้งอ่าวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคใต้ มีลักษณะเป็นท้องกะทะ รับน้ำจากแม่น้ำลำคลองน้อยใหญ่ 11 สาย มีความยาวของแนวชายฝั่งประมาณ 120 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 6 อำเภอ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประกอบด้วย อำเภอไชยา อำเภอท่าฉาง อำเภอพุนพิน อำเภอเมือง อำเภอกาญจนดิษฐ์ และอำเภอดอนสัก อันเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์จากตะกอนปากแม่น้ำต่างๆ ที่ไหลลงสู่อ่าวบ้านดอน โดยเฉพาะแม่น้ำตาปี – พุมดวง จึงเป็นศูนย์รวมของความอุดมสมบูรณ์ และแหล่งรวมความหลากหลายในระบบนิเวศทางทะเล เช่น ป่าชายเลน หญ้าทะเล ปะการัง สัตว์น้ำนานาชนิด
ความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติทำให้เกิดการแย่งชิงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะโครงการพัฒนาฐานการผลิตอาหารทะเลของประเทศ หรือ ซีฟูดแบงก์ (Sea Food Bank) ที่เกิดขึ้นภายใต้นโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ในยุครัฐบาลทักษิณ เป็นการมุ่งเน้นแนวคิดการพัฒนาฐานการผลิตอาหารทะเลของประเทศขึ้นใหม่ เพื่อทดแทนผลผลิตจากธรรมชาติ โดยมองว่าการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตามแนวชายฝั่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการทำนากุ้ง ฟาร์มเลี้ยงหอยทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ การใช้เครื่องมือทำลายล้าง อย่างอวนลาก อวนรุน ในการทำประมงพาณิชย์ ฯลฯ ป่าชายเลนหดหายไปจากการตัดไม้ไปเผาถ่าน ความล่มสลายคุกคามทรัพยากรชายฝั่งอ่าวบ้านดอน วิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านเริ่มเปลี่ยนแปลง
นายประวีณ จุลภักดี ผู้ประสานงานโครงการป่า-ทะเลเพื่อชีวิต เล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่อ่าวบ้านดอนให้ฟังว่า ตอนนี้ปัญหาความเสื่อมโทรมของป่าชายเลนและทรัพยากรสัตว์น้ำ ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก เพราะจำนวนของทรัพยากรเหล่านี้ลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากนโยบายการพัฒาเศรษฐกิจของรัฐและเอกชน ทำให้ป่าชายเลนถูกทำลาย โดยเฉพาะการขยายพื้นที่นากุ้งลงไปในพื้นที่ป่าชายเลนทั้งถูกกฎหมายและบุกรุก และปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การใช้เครื่องมือประมงแบบทำลายล้าง เช่น เรืออวนลุน อวนลาก ลอบตาถี่ การใช้ยาเบื่อ การใช้ระเบิด เป็นต้นซึ่งยังมีการลักลอบใช้เครื่องมือเหล่านี้เป็นจำนวนมาก รวมไปถึงปัญหาการปล่อยน้ำเสียจากบ่อกุ้ง
“ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้วิถีชีวิตของพี่น้องประมงพื้นบ้านและคนที่อยู่รอบๆ อ่าวบ้านดอนเปลี่ยนแปลงไป เกิดปัญหาด้านสังคมขึ้นหลายประการ เช่น ปัญหาหนี้สิน คนออกไปทำงานนอกชุมชน วัฒนธรรมการบริโภคเปลี่ยนแปลงไป”
พัฒนาการสู่การแก้ปัญหาของภาคประชาชน
จากโครงสร้างการรวมศูนย์ของอำนาจรัฐในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและนโยบายการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน มีผลทำให้ป่าชายเลนและทรัพยกรชายฝั่งถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง จากการลักลอบตัดไม้ การบุกรุกพื้นที่ทำนากุ้ง การปล่อยน้ำเสียลงทะเลหรือป่าชายเลน ทรัพยากรชายฝั่งเสื่อมโทรม เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างกลุ่มคนที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน
นายประวีณ จุลภักดี เล่าเพิ่มเติมว่า โครงการฯ เข้าไปสนับสนุนให้ชุมชนได้มองเห็นทิศทางในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรในทุกระดับ เพราะว่าชุมชนเป็นเจ้าของทรัพยากรและอยู่ใกล้ชิดกับทรัพยากรมากที่สุด เป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน โดยใช้กิจกรรมเป็นเครื่องมือในการเพิ่มศักยภาพ เช่น การศึกษาข้อมูลชุมชน สร้างกระบวนการเรียนรู้ในเรื่องของการดูแลรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
จากการศึกษาข้อมูลและสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของเครือข่ายองค์กรชุมชนในพื้นที่อ่าวบ้านดอน ทำให้ชุมชนได้มองเห็นสภาพความเป็นจริงและเกิดการวิเคราะห์ร่วมกัน โดยใช้กิจกรรมเป็นตัวเชื่อมร้อยการวางแผนร่วมกันระหว่างชุมชนและเครือข่าย จนเกิดกลุ่มขึ้น จำนวน 8 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านปากน้ำท่าทอง , กลุ่มออมทรัพย์บ้านหาดบน,กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านเฉงอะ หมู่ที่ 4 ,กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนตำบลตะเคียนทองหมู่ที่ 5 , กลุ่มหน่อไม้(กลุ่มเยาวชน),กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์ป่าชายเลนหมู่ 6 ,กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนตำบลเขาถ่านหมู่ที่ 1,2,3 ,กลุ่มอนุรักษ์สมุนไพรป่าชายเลนหมู่ 1 ต.เขาถ่าน อ.ท่าฉาง, กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนปากคลองท่าปูน ,กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนเพื่อเพิ่มปริมาณปูเปี้ยว หมู่ที่ 1 ต.เขาถ่าน
อ.ท่าฉาง และหมู่ที่ 7 ต.เลม็ด อ.ไชยา เป็นต้น
ลุงประสิทธิ ช่วยเอี่ยม ประธานกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนเพื่อเพิ่มปริมาณปูเปรี้ยว หมู่ 7 ต.เลม็ด อ.ไชยา หนึ่งในแกนนำชุมชนประมงพื้นบ้านที่อยู่ในเขตบริเวณอ่าวบ้านดอน เล่าให้ฟังว่า ตอนเกิดปัญหาครั้งแรกๆ ลุงต่อสู้มาเพียงคนเดียว จะรอให้หน่วยงานรัฐมาทำให้ก็ไม่เป็นผล เราต้องเริ่มต้นด้วยตัวเราก่อน จนมาปี พ.ศ. 2545 ได้ตั้งกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนเพื่อเพิ่มปริมาณปูเปรี้ยวขึ้น จากการรวมตัวกันของชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกันมาศึกษาเรียนรู้กับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชน และขยายต่อไปสู่กลุ่มข้างเคียง และได้ขยายต่อรอบๆ อ่าวบ้านดอน
“ตอนนี้ขยายไปที่ อ.ไชยยา อ.ท่าฉาง อ.พุนพิน อ.กาญจนดิษฐ์ อ.เมือง ส่วน อ.ดอนสักกำลังเคลื่อนต่อระยะที่ 2 เพราะงบประมาณไม่เพียงพอ ตอนนี้ขยายไป 8 กลุ่มใกล้เคียง หลังจากที่รวมกลุ่มกันอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติก็มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นเยอะ คือ เมื่อก่อนหาปูเปรี้ยว 1 คืน 8 ชม. หาได้ 3 กิโล ตอนนี้ใช้เวลาแค่ 2 ชม. หาปูเปรี้ยวได้ 10 โล มันจะได้ปริมาณเพิ่มเป็น 10 เท่า ในระยะเวลา 2-3 ปี ที่เราดูแลและเข้าใจในการใช้ประโยชน์ เพราะเรามีการปล่อยเสริม หอยธรรมชาติ และดูแลปูเปรี้ยวในบริเวณที่เราทำโครงการอยู่ เพียงเพราะการเฝ้าระวัง มีกฎระเบียบของกลุ่ม มีการจัดการกับพื้นที่ ทำให้สัตว์น้ำที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนเพิ่มมากขึ้น”
นอกจากการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนแล้ว ชุมชนยังมีการเฝ้าระวังดูแลรักษาไม่ให้มีการเข้าไปบุกรุกทำลายป่าชายเลนและใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำแบบทำลายล้างทรัพยากร โดยมีการจัดตั้ง ทีมเฝ้าระวังในทุกพื้นที่และมีกฎระเบียบในการใช้ประโยชน์จากป่าชายเลนและทรัพยากรชายฝั่งอย่างชัดเจน
“กติกามีเพียงแค่ใช้หลักง่ายๆ คือ คนกับป่า คนกับสัตว์ อยู่กันได้อย่างสันติสุข เราไม่ทำลายป่า ถ้าใครจะตัดไม้ก็บอก และให้ปลูกเพิ่มหรือเสริมเข้าไป เราจะแบ่งพื้นที่ใช้สอย รวมไปถึงการจับสัตว์น้ำเหมือนกัน ต้องรู้ที่จะจับ ไม่จับสัตว์น้ำตัวเล็กหรือช่วงฤดูที่เขาวางไข่ เท่านี้เราก็ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างมหาศาลแล้ว” ลุงประสิทธิ พูดทิ้งท้าย





