มาถึงชั่วโมงนี้แล้วหากไม่สร้างจิตสำนึกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ในอนาคตบอกได้เลยว่าต้องเกิดภาวะโลกร้อนมากขึ้นกว่านี้แน่นอน การที่มนุษย์ไม่ใส่ใจจะรักษาสภาพแวดล้อม แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า มหันต์ภัยต่างๆ ได้เกิดความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม จนได้ย้อนกลับมาทำลายมนุษย์แล้ว เช่า น้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่มทางภาคเหนือ รวมไปถึงการเกิดคลื่นยักษ์สินามิ หรือการเกิดพายุแคทริน่า ทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ล้วนสะกิดมนุษย์ให้รู้ว่ามหันต์ภัยกำลังคืบคลานเข้ามาแล้ว
นายเกรียงศักดิ์ ฤกษ์งาม อาจารย์ระดับ 7 โรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ กล่าวว่า จากสภาพภูมิอากาศของโลกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยกระบวนการทางธรรมชาติ เพื่อเติมเต็มสภาพภูมิอากาศในส่วนที่ขาดหายลงไป แต่ในปัจจุบันสภาพภูมิอากาสมีแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ จนทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ซึ่งปัญหานี้เราเรียกว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก”
จะสาเหตุใดๆ ก็ตาม การใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือยของคนทั้งโลก ได้เกิดก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีปริมาณสูงขึ้นตามปริมาณการใช้ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาจนทำให้เกิดภาวะโลกร้อน สิ่งหนึ่งเป็นผลมาจาก การเร่งพัฒนาทั้งทางด้านอุตสาหกรรมหรือเกษตรกรรม ฯลฯ เพียงเพื่อเพิ่มผลผลิตให้ทันตามต้องการของตลาดโดยขาดจิตสำนึก การใช้สารเคมีและเทคโนโลยีที่ปล่อยมลพิษออกไปสู่สภาพแวดล้อม สิ่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำลายล้างระบบนิเวศน์โดยตรง อีกทั้งมนุษย์โหมใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย โดยไม่ระมัดระวังถึงผลกระทบที่จะตามมา สิ่งนี้เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ทรัพยากรทำธรรมชาติถูกทำลายลงไปอย่างรวดเร็ว จนทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม สะท้อนให้เห็นว่าการกระทำเช่นนี้ สวนทางกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
เกรียงศักดิ์ บอกอีกว่า จากสภาพความรุนแรงของอากาศจนเกิดความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศน์และวิถีชีวิตของชุมชน อย่างเช่น ที่เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ กว่า 20 ปีที่แล้วบางขุนเทียนได้เกิดพายุเกย์ จนคลื่นสูงกว่าหลังคาเรือน หลายครอบครัวต้องอพยพหนีตาย ภัยพิบัติครั้งนั้นน้ำทะเลได้กัดเซาะตลิ่งชายฝั่งทางทะเลไปทีละนิดที่ละน้อยทุกๆ ปี จนปัจจุบันนี้น้ำทะเลได้ลุกล้ำกินเนื้อที่ของชาวบ้านไปกว่า 1 กิโลเมตร โดยจะเห็นได้จากหลักกิโลเมตรที่ 28 ของเขตกรุงเทพฯ การกัดเซาะตลิ่งทำให้หลักกิโลเมตรที่เคยฝังอยู่บนพื้นดิน วันนี้หลักกิโลเมตร 28 อยู่ห่างจากชาวฝั่งกว่า 1 กิโลเมตร หากไม่มีการแก้ไข ผืนดินทั้งผืนต้องกลายเป็นทะเลแน่นอน
มันเกิดอะไรขึ้นกับชุมชนของเรา กว่า 6 ชุมชนที่เกิดผลกระทบจากการกัดเซาะตลิ่งของน้ำทะเล แม้ที่ผ่านมาจะมีโครงการปลูกป่าเสริมตามชายขอบทะเล โดยการนำไม้ไปปักเพื่อป้องกันแรงน้ำ และนำยางรถยนต์เก่าที่ใช้แล้ววางเป็นแนว แล้วปลูกป่าชายเลนตามเขตแนวของผืนดิน เพราะเชื่อว่าหากป่าชายเลนขยายออกไปยังแนวเขตมากเท่าไหร่ก็จะเป็นเกาะป้องกันได้มาก แต่ก็ไม่สามารถต้านทานกระแสน้ำได้ เพราะแนวเขตไม่แข็งแรงพอ
ชุมชนชายฝั่งเขตบางเขตบางขุนเทียนถูกทอดทิ้งมานาน และเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้ นายเสกใส จินดาโสม ชาวชุมชนเสาธง เขตบางขุนเทียน กล่าวว่า เมื่อก่อนชาวบางขุนเทียนอยู่กันอย่างเกื้อกูลกับธรรมชาติมาก หา ปู ปลา กินตามลำคลองและท้องทะเลไม่อดอยาก แต่พอมีนากุ้ง จึงมีการปล่อยน้ำเสียกันมาก ประกอบกับการปล่อยน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรม แถวเขตพระราม 2 น้ำเสียที่ไหลลงสู่คลองสนามชัยลงสู่ทะเล ทำให้อาหารที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตจึงลดน้อยลงไป
อย่างไรก็ตามชาวชุมชนบางขุนเทียนประสบปัญหามากที่สุดคือ การกัดเซาะตลิ่ง จนทำให้บ้านเรือนของชาวบ้านถูกกลืนหายไปกับทะเล ต้องอพยพครอบครัวขึ้นไปเรื่อยๆ จนไม่มีที่ดินอาศัย บางคนต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตไปเป็นแรงงานในโรงงาน ดังนั้นการจะต่อสู้กับภัยพิบัติธรรมชาติอย่างเพียงลำพังของชุมชนจึงเป็นไปได้ยาก
มีวิธีเดียวที่จะทำให้การกัดเซาะชายฝั่งน้อยลง คือ การนำภูมิปัญญากับการนำความรู้ของนักวิชาการมาผนวกเข้าด้วยกัน ทำเป็นแผนการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จึงจะทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน ซึ่งความเห็นของชาวบ้าน คิดว่า การนำเสาไฟฟ้าไปปักแทนเสาไม้จะเกิดความคงทนมากกว่า แล้วปลูกป่าชายเลนตามแนวเขต เมื่อป่าขยายพื้นที่มากขึ้นก็จะเป็นเขื่อนเขียว และจะได้ผืนดินกลับคืนมา
ด้านนางสมร เข่งสมุทร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 9 บ้านนาเกลือ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ กล่าวว่า ชุมชนขุนสมุทรจีน เคยเป็นหมู่บ้านที่ติดชายทะเลมีชาวบ้านอาศัยอยู่กว่า 200 หลังคาเรือน ซึ่งการอยู่ร่วมกันครั้งนั้นอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข
สมัยก่อนจะเป็นป่าทั้งนั้นเลยและจะมีคลองเวลาเขาออกทะเลเขาก็จะออกตามคลองเข็นเรือไปตามคลอง กล่าจะถึงชายตลิ่งก็เข็นเรือไปอีกเป็นกิโลเมตร ตอนนั้นทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ออกไปไม่นานก็ได้กุ้ง หอย ปู ปลา เต็มลำเรือ แต่นั้นเป็นอดีตไปแล้ว
ต่อมาเมื่อเกิดการกัดเซาะของตลิ่งมากๆ ชาวบ้านก็ต้องถอยร่นบ้านขึ้นมาเรื่อยๆ มันพังมานานแล้ว อพยพหนีกันมาก็หลายครั้ง เงินทองที่เก็บไว้ต้องนำมารื้อถอน แล้วสร้างใหม่อยู่ร่ำไป เพราะน้ำทะเลได้เข้ามาท่วมบ้านของชาวบ้าน นี้เป็นผลกระทบที่เกิดจากภาวะโลกร้อนจึงทำให้การกัดเซาะชายฝั่งเป็นไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อก่อนพ่อแม่เราต้องต่อสู้เพื่อผืนแผ่นดินกับมนุษย์ด้วยกันเองจนต้องเสียเลือดเนื้อ ฉันก็อยากเป็นเหมือนบรรพบุรุษที่ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อรักษาแผ่นดินเอาไว้ ให้ลูกหลาน แต่เป็นการต่อสู้กับภัยธรรมชาติ เพราะผืนแผ่นดินที่เคยนอนต้องถูกน้ำทะเลลุกล้ำเข้ามาทุกวัน ซึ่งหลายสิบปีที่ผ่านมาผืนดินได้หายไปกว่า 2-3 กิโลเมตรแล้ว และอีกไม่นานหากยังไม่มีเกาะป้องกันต้องถูกน้ำกลืนหายจนหมดไปในเร็วๆนี้
ชาวบ้านเองจึงเกิดการรวมตัวพูดคุยกันระหว่างคนในชุมชนด้วยกันเอง เพื่อคิดหาทางออกให้กับตนเอง โดยได้จัดทำแผนของชาวบ้านไปเสนอต่อหน่อยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาดูแล จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหา ทางหน่วยงานจึงได้นำเสาไฟฟ้าไปวางเป็นแนวทางยาว แล้วปลูกป่าชายเลนเสริมในเขตแนว เมื่อน้ำพัดเอาเลนก็จะมาตกอยู่ตามเขตแนวทำให้ทะเลตื้น จนได้ที่ดินกลับคืนมาบางส่วนแล้ว และที่นี่น่าจะเป็นต้นแบบให้กับหลายๆพื้นที่ได้เข้าไปศึกษาต่อไปในอนาคต
นายสุระชัย นุกิจ เครือข่ายสิ่งแวดล้อมเขตหลักสี่ กรุงเทพฯ กล่าวว่า ชุมชนเขตหลักสี่มีวิธีแก้ปัญหาโลกร้อนด้วยการนำขยะที่ใช้แล้วนำมารีไซเคิล ซึ่งชุมชนหลักสี่ได้เริ่มจากการรวมกลุ่มกันจากจุดเล็กๆ ในชุมชนเพื่อลดปริมาณขยะผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่มาจากขยะ
จากจุดเล็กๆที่ร่วมมือกันทำมาวันนี้มีหลายชุมชนในเขตหลักสี่และชุมชนใกล้เคียงเข้ามาเป็นเครือข่าย โดยการเน้นกระบวนการมีส่วนร่วม การสร้างจิตสำนึกในชุมชน จนทำให้เกิดกิจกรรมมากมายและต่อเนื่อง โดยเริ่มจากฐานที่ตั้งกันขึ้นมาก่อนหน้านี้เป็นตัวขับเคลื่อน และขยายไปสู่กิจกรรมอื่นๆ เช่น การจัดต้องกลุ่มอาชีพ กลุ่มออมทรัพย์ กิจกรรมการสาธิตการจัดการขยะในชุมชนแบบครบวงจร ทั้งการคัดแยกขยะ การตั้งธนาคารขยะ สิ่งเหล่านี้เป็นการลดขยะลดสภาวะสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ที่สำคัญยังลดภาวะโลกร้อนได้อีกทาง
การได้เห็นกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพื่อหยุดภาวะโลกร้อน ลดการใช้พลังงาน โดยตระหนักถึงการสร้างจิตสำนึกร่วมกันเสียแต่วันนี้ ไม่อย่างนั้นจะสายเกินแก้





