playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

เกษตรกรไทยในอดีตจะนิยมเก็บเมล็ดพันธุ์พืชไว้เพาะปลูกในครัวเรือน เมื่อใกล้ถึงฤดูกาลเพาะปลูกจึงจะนำมาแลกเปลี่ยนกัน เพื่อต้องการให้มีความหลากหลายของพันธุ์พืชใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งในแต่ละปีชาวบ้านจะคัดเลือกเอาเมล็ดพันธุ์ที่โตและสมบูรณ์เต็มที่มาเก็บไว้เพราะปลูกในปีถัดไป

ยายสุขศรี คะโยธา อายุ 75 ปี คนเฒ่าคนแก่บ้านกุดตาใกล้ อ.สายนาวัง จ.กาฬสินธุ บอกว่า การเก็บเมล็ดพันธุ์พืชเป็นการลดต้นทุนการผลิตของชาวบ้าน ส่วนการเก็บเมล็ดพันธุ์ชาวบ้านไม่นิยมเก็บไว้ข้ามปี เพราะทำให้เมล็ดพันธุ์ถูกแมลงรบกวนงอกไม่ดี เมล็ดฟ่อ บางบ้านจะแขวนเมล็ดพันธุ์เอาไว้ในครัวเรือนเพราะตอนติดไฟทำอาหาร จะทำให้ควันไฟลอยขึ้นมารมย์เมล็ดพันธุ์ ทำให้แมลงและศตรูไม่กล้าเข้าใกล้ เป็นการเก็บเมล็ดพันธุ์ด้วยวิธีง่ายๆแต่ได้ผล

เมื่อก่อนยายจะเก็บเมล็ดพันธุ์พืชทุกอย่างที่มี เช่น ข้าว ข้าวโพด พริก งา ฯลฯ หากต้องการอยากบริโภคปีหน้าก็จะได้ปลูกกิน เมล็ดพันธุ์พืชอย่างอื่นที่ไม่มีก็จะเอาเมล็ดพันธุ์ที่เรามีไปแลกกับเพื่อนบ้าน และปลูกเอาเมล็ดพันธุ์เก็บไว้ เพื่อขยายพันธุ์ในปีถัดไป มันเป็นภูมิปัญญาของปู่ ย่า ตา ยาย ของเราที่มักจะสอนลูกหลานอยู่เสมอ ซึ่งรวมไปถึงองค์ความรู้ในการทำเกษตรและองค์ความรู้ในเรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์กรรมพื้นบ้าน”

ปัจจุบันเกษตรกรเปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะไม่มีการเก็บเมล็ดพันธุ์พืชไว้ปลูกเอง แต่ไปซื้อเมล็ดพันธุ์จากตลาดซึ่งเป็นรายจ่ายที่ไม่น่าจะเสีย เพราะเมล็ดพันธุ์ที่เก็บไว้ปลูกเองหรือซื้อจากตลาดเมล็ดพันธุ์ก็มีคุณค่าเท่ากัน เมื่อเทียบดูแล้วในแต่ละปีต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ถึงอัตราร้อยละ 15 ของต้นทุนการเพาะปลูกด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงมาก หากมีการเก็บเมล็ดพันธุ์พืชไว้ปลูกเอง จะทำให้ลดต้นทุนและมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

อีกอย่างการทำเกษตรเป็นเรื่องการต่อสู้ขนาดหนัก เพราะมีบริษัทชาวต่างชาติพยายามเข้ามาครอบงำเมล็ดพันธุ์ ครอบงำปัจจัยการผลิต แล้วจดลิขสิทธิ์ไปเป็นของชาวต่างชาติเกษตรกรจะลำบากมาก หากยังปล่อยให้เกษตรกรต่อสู้อยู่อย่างลำพังกับปัญหานี้ ความมั่นคงทางด้านพันธุ์กรรมพื้นบ้านก็คงจะลดลงเรื่อยๆ

หลายปีที่ผ่านมาแม้จะมีเกษตรกรบางคนเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เพาะปลูกเอง แต่ยังไม่มีการลักเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดีพอ จึงทำให้ผลผลิตที่ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย อย่างเช่น พันธุ์ข้าวที่ปลูกในแต่ละปีจะมีพันธุ์ข้าวอื่นๆผสมอยู่หลายสายพันธุ์ ยังไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงทำให้การเพาะปลูกในแต่ละปีมีคุณภาพน้อยไม่ตรงกับความต้องการ

ดังนั้นในอดีต เราจะเห็นเกษตรกรนิยมแยกพื้นที่เพราะปลูกพืชทำพันธุ์ไว้ต่างหาก เพื่อป้องกันการผสมของพันธุ์พืชที่ไม่ต้องการ และเป็นวิธีที่ได้ผลมาก

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ชาวอีสานได้เล็งเห็นความสำคัญที่จะเก็บหรือแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุกรรมพื้นบ้านมากขึ้น โดยจะเห็นได้จากการเข้ามาเป็นเครือข่ายเกษตรกรทั้ง 19 จังหวัด และเมื่อใกล้ถึงฤดูกาลเพาะปลูกในแต่ละปี จึงมีการจัดงานวันแลกเปลี่ยนพันธุ์กรรมขึ้น เพื่อจะได้นำเมล็ดพันธุ์ที่เก็บไว้มาแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่แลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์พืชเท่านั้น การมาพบปะกันในแต่ละครั้งจะมีการแลกเปลี่ยนแนวคิด เรื่องการเพาะปลูก การใช้สารอินทรีย์แทนสารเคมี การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ รวมไปถึงการดูความเหมาะสมของพื้นที่เพาะปลูกของตนเองด้วย ว่าจะใช้เมล็ดพันธุ์ชนิดไหนให้เหมาะสมกับที่ดินหรือภูมินิเวศน์นั้นๆ

ว่าแล้วยายสุขศรีก็พาไปดูตัวอย่างของพันธุ์ข้าวที่ชาวบ้านนำมาแลกเปลี่ยนกัน แล้วอธิบายให้ฟังพร้อมกับยกตัวอย่างพันธุ์ข้าวให้ฟังว่า ตัวนี้เป็นพันธุ์ข้าวเหนียวมะลิหอม เป็นพันธุ์ที่เหมาะแก่การปลูกในที่ลุ่มมีน้ำเพียงพอ ลักษณะของลำต้นจะใหญ่สูงประมาณเมตรกว่าๆ แตกกอปานกลางใบเรียวยาว รสชาติหอมนุ่มคนอีสานนิยมกินและปลูกกันมาก ส่วนข้าวเหนียวแดง ชาวบ้านนิยมปลูกเอาไว้ทำบุญ เพราะทำข้าวต้มจะหอมและสุกง่าย ลำต้นจะเล็ก สูงประมาณเมตร รวงยาวเมล็ดเล็ก ด้านข้าวเหนียวก่ำ เป็นพันธุ์ข้าวหนักมีอายุการเก็บเกี่ยวที่ยาวนาน ลำต้นแข็งแรง สูง ใบและลำต้นมีสีม่วง รวงใหญ่ยาว เมล็ดนิ่ม น่ารับประทาน นอกนั้นยังมีข้าวจ้าวแดง ข้าวเหนียวมะลิแดง ข้าวจ้าวเหลืองสิบเอ็ด ต้นสูงแตกกอดีมาก เมล็ดสั้นน้ำหนักดีปลูกได้ดีในที่ลุ่ม นิ่มเหมาะมาทำขนมจีน นี่เป็นแค่ตัวอย่างพันธุ์ข้าวเล็กๆน้อยๆเท่านั้น เพราะในภาคอีสานมีพันธุ์ข้าวกว่า 100 ชนิด

การเก็บเมล็ดพันธุ์พืชยังเป็นวัฒนธรรมของชาวอีสาน ซึ่งคนจะมองว่าทำไมคนอีสานจึงมียุ้งข้าวทุกหลังคาเรือน เป็นเพราะชาวบ้านต้องเก็บข้าวไว้กินให้คุ้มปีและต้องเก็บไว้เผื่อแจกให้กับคนจนด้วย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมแบบนี้มาช้านาน หรือไม่ก็เก็บไว้ให้คนนาแล้งกินด้วย เมื่อข้าวเหลือตอนสิ้นปีจะยังไม่ขายแต่จะเก็บไว้ในปีหน้า เพราะหากฟ้าฝนแล้งไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือปีไหนน้ำท่วมก็จะได้มีข้าวกิน

ยายสุขศรี ยังบอกอีกว่า การทำนาแต่ละปีจะทำเผื่อเอาไว้ทำบุญต่างๆด้วย อย่างเช่น งานบุญข้าวจี่ งานบุญเข้าพรรษา ออกพรรษา ฯลฯ ก็จะนิยมห่อข้าวต้มกันคนละหลายสอบกิโลเพื่อนำไปทำบุญที่วัดและแจกจ่ายให้กับญาติหรือเพื่อนบ้านเวลามาเยี่ยมเยียน ทั้งนี้ยังทำเผื่อไว้ในงานพิธีต่างๆ เช่น การบายศรีสู่ขวัญ การเรียกขวัญข้าว เพราะเชื่อว่าข้าวก็มีขวัญเหมือนกับคน และต้องการให้ขวัญข้าวกลับมาอยู่ยุ้ง หรือในการทำพิธีการขอขมาลาโทษพระแม่ธรณีที่เราได้ล่วงเกินไป ช่วยมาดูแลรักษาข้าวปลาอาหารที่ชาวบ้านปลูกไว้ อีกทั้งยังเป็นการเลี้ยงขอบคุณควายที่เป็นพาหนะของชาวนาที่ได้ช่วยไถนา ทำงานช่วยชาวนาอย่างแข็งขันจนมีข้าวให้กิน

ทุกวันนี้การแลกเปลี่ยนพันธุกรรมพื้นบ้านภาคอีสานได้กลายวัฒนธรรมประเพณีไปแล้ว อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างเกษตรกรด้วยกันเอง

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter