playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

“ความเดือดร้อนอันเนื่องจากหากุ้ง หอย ปู ปลาได้ยากขึ้น เพราะทรัพยากรชายฝั่งถูกทำลาย” คือ อารมณ์และความรูสึกร่วมที่ทำให้พี่น้องชาวประมงบริเวณอ่าวบ้านดอน สุราษฎร์ธานี ตั้งแต่คันบุรีถึงดอนสักความยาว 123 กิโลเมตร ร้อยดวงใจมาร่วมกันคิดค้นหาหนทางฟื้นฟูอ่าวบ้านดอนให้กลับสมบูรณ์เหมือนอดีตที่ผ่านมา

ประมวล  นัยนา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ต.ตะเคียนทอง อ.กาญจนดิษฐ์ อายุ 56 ปี เล่าว่า สมัยผมเด็กๆ หากินง่ายมาก เพราะป่าชายเลนยังสมบูรณ์ กุ้ง หอย ปู ปลาอยู่ถึงหัวกะใดบ้าน แต่ทุกวันนี้หากินลำบาก ปลาบางชนิดก็สูญพันธุ์ไป อย่างปลาเหรา (กุเรา) เดี๋ยวนี้หากินไม่ได้แล้ว

ในขณะที่บังเซฟ  ลูกน้ำเค็มจากแหลมโพธิ ต.พุมเรียง อ.ไชยา แกนนำชาวบ้าน กลุ่มเลี้ยงหอยแครงบอกว่า ตอนนี้ทรัพยากรถูกทำลาย มีการตัดต้นไม้ทำลายป่าชายเลน อันเป็นบ้านของสัตว์น้ำไปจนเกือบหมด พวกประมงรายใหญ่ก็มีการจับสัตว์น้ำแบบทำลายล้าง ทำให้ชาวบ้าน ซึ่งมีอาชีพประมงพื้นบ้านอยู่ไม่ได้

ด้านประวีณ จุลภักดี นักพัฒนาเอกชนจากกลุ่ม “ป่า-ทะเล เพื่อชีวิต” ซึ่งคลุกคลีอยู่กับพี่น้ององค์กรชุมชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี มาร่วม 10 ปี สรุปให้เห็นชัดๆ ถึงสาเหตุที่อ่าวบ้านดอน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแหล่งหอยใหญ่ และอร่อยที่สุดในประเทศ ต้องเสื่อมโทรมว่า มี 4 ประการด้วยกัน

ประการแรก ในเขตป่าเขามีการตัดไม้ทำลายป่ากันมากและทำกันมานานแล้ว ตั้งแต่ครั้งมีสัมปทานป่าไม้ พอหมดอายุสัมปทานชาวบ้านก็เข้าไปบุกรุกหักร้าง ถางพง ทำไร่ทำสวน ทำให้ป่าหมดไป

ประการที่ 2 ก็คือผลกระทบที่เกิดจากนโยบายของรัฐ เช่น การส่งเสริมการทำนากุ้ง ซึ่งต้องทำลายป่าชายเลน จำนวนมาก เพื่อเอาพื้นที่ไปทำนากุ้ง อีกทั้งในการเลี้ยงกุ้งล้วนแต่ใช้สารเคมี ซึ่งต้องปล่อยน้ำทิ้งลงสู่ทะเล ทำให้สัตว์เล็ก สัตว์น้อยอยู่ไม่ได้

ประการที่ 3 คือการทำเกษตรของเกษตรกรต้นน้ำและกลางน้ำ ทั้งรายเล็กและรายใหญ่ ล้วนแต่ใช้สารเคมีทั้งสิ้น พอฝนตกก็ชะล้างนำเอาสารเคมีเหล่านั้นลงสู่ทะเล

“แม่น้ำที่สำคัญที่สุดที่ไหลลงอ่าวบ้านดอนคือ แม่น้ำตาปี ซึ่งเป็นที่รวมของลำน้ำสำคัญถึง 11 สาย เช่น คลองยัน คลองท่าทอง คลองฉวาง ฯลฯ อีกทั้งลำคลองเหล่านี้แต่ละสาย ก็เป็นที่รวมของลำคลองเล็กๆ อีกจำนวนมาก สานกันเหมือนตาข่ายทั่วทั้งจังหวัดสุราษฎร์ธานี ดังนั้นทุกพื้นที่ที่ใช้สารเคมีในการทำเกษตรก็เท่ากับว่า สารเคมีทั้งหมดไหลลงสู่แม่น้ำตาปี และไหลลงอ่าวบ้านดอนในที่สุด ซึ่งเป็นอันตรายทั้งต่อสัตว์และพืชในอ่าวบ้านดอน” ประวีณกล่าว

ประการสุดท้าย คือ การทำประมงแบบล้างผลาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประมงรายใหญ่ที่ใช้เครื่องมือจับปลาที่ไม่ถูกต้องได้ทำลายล้างสัตว์เล็ก สัตว์น้อย ในแต่ละปีไปเป็นจำนวนมาก

ประวีณ จุลภักดี ให้ความเห็นอีกว่า ปัญหาทั้ง 4 ประการ ได้รุมเร้าอ่าวบ้านดอนมาเป็นเวลานาน จนอ่าวบ้านดอนในวันนี้ป่วยหนัก ต้องได้รับการเยียวยาโดยคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างเร่งด่วน ไม่จำเพาะแต่คนที่อาศัยอยู่ บริเวณชายฝั่งเท่านั้น 

“เราตั้งเครือข่ายร้อยดวงใจรักษ์อ่าวบ้านดอน” มาตั้งแต่ปี 2547 สมาชิกเครือข่ายเป็นองค์กรชุมชนทั่วทั้งจังหวัดสุราษฎร์ธานี ครอบคลุมพื้นที่ทั้งเขา ป่า นาและทะเล แต่ละเครือข่ายมีภาระกิจ และคำมั่นสัญญาพึงกระทำที่แตกต่างกันออกไปตามวิถีการผลิตกล่าวคือ

 “คนเขาไม่ถางป่า แต่ต้องเดินหน้าอนุรักษ์ป่าให้เพิ่มขึ้น”

 “คนป่าไม่ใช้สารเคมีและปล่อยน้ำยางปนเปื้อนสารเคมีลงสู่ลำน้ำ”

 “คนนาไม่ใช้สารเคมีในการทำเกษตร เพราะแม่น้ำทุกสายต่างก็ไหลลงอ่าวบ้านดอน หากยังต้องปรับวิถีการผลิตไปสู่เกษตรกรรมยั่งยืนให้มากขึ้น”

 “คนเลต้องช่วยกันอนุรักษ์ป่าชายเลน และอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ รวมทั้งร่วมกันเฝ้าระวังและต่อต้านชาวประมงที่ใช้เครื่องมือแบบล้างผลาญในการจับสัตว์น้ำ”

ประวีณ ให้ข้อมูลอีกว่า ทุกวันนี้ชาวบ้านทั้ง 4 ภูมินิเวศน์ ที่รวมตัวกันเป็นเครือข่ายต่างก็สร้างกิจกรรมอนุรักษ์เกิดขึ้นมากมาย เช่น กลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำคลองยัน และกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำคลองครามของคนในเขตป่าเขา กิจกรรมปลูกป่าชายเลน กิจกรรมเฝ้าระวังป่า กิจกรรมเลี้ยงหอยแครง เลี้ยงปูม้า กิจกรรมปักเขตอนุรักษ์ของคนชายฝั่ง ซึ่งหลายแห่งได้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้ให้กับชุมชนอื่นได้เข้ามาศึกษา วันนี้แม้โดยภาพรวมยังไม่เห็นผลที่ชัดเจนมากนัก แต่พลังของชาวบ้านที่รวมตัวกัน โดยมีจุดหมายเดียวกันเช่นนี้ ทำให้มองเห็นอนาคตที่สดใสของอ่าวบ้านดอน

ปรากฎการณ์เช่นนี้ ผู้เขียนซึ่งเป็นคนหนึ่งที่เกิด และมีชีวิตอยู่ในอ่าวบ้านดอน อดที่จะนึกย้อนไปมองอดีตตอนเด็กๆ ไม่ได้ว่า ตอนนั้นอ่าวบ้านดอนสมบูรณ์ยิ่งนัก แต่คนก็จะหากินกับสิ่งที่ธรรมชาติให้มา ซึ่งต่างกันไปในแต่ละฤดู เช่น ฤดูหนาวจะมีปูแสม ปลากะบอกมากเป็นพิเศษ ฤดูฝนจะมีปลาแขยง และปลากะบอก ส่วนฤดูร้อน จะมีสารพัดอย่างเช่น ตัวเคยใช้ทำกะปิ หอยแครง ปูทะเล กุ้ง ปลากะเบน ปลาดุกทะเล ฯลฯ ซึ่งการที่คนหากินตามฤดูกาล ที่มีสัตว์น้ำไม่เหมือนกัน เช่นนี้ ทำให้สัตว์น้ำไม่หมด มีเวลาวางไข่ขยายพันธุ์และเติบโตต่อไป เรียกว่า “พฤติกรรมการบริโภคของคนผันแปรตามฤดูกาลและธรรมชาติ” แต่ทุกวันนี้คนกินทุกอย่าง ทั้งนอกและในฤดูกาล ประกอบกับปัญหาดังที่คุณประวีณได้ว่าไว้ข้างต้น จึงไม่มีทรัพยากรที่ไหนคงทนอยู่ เพื่อเป็นเหยื่อของมนุษย์ได้ชั่วนาตาปี

 “นางนวล 3 เรียกปูดำ ขณะนี้มีเรือใหญ่เข้ามาหา ปลาใกล้ชายฝั่ง ปูดำได้ยินแล้วตอบด้วย”
 “ปูดำ เรียกนางนวล 3 ได้ยินแล้วให้เฝ้าดูไว้ จะเรียกเสือป่าไปสมทบ”

“เสียงวิทยุสื่อสารขององค์กรชุมชนที่อาสาเป็นคนเฝ้าระวังอ่าวบ้านดอน ดังขึ้น ท่ามกลางสายลม ที่พัดแรง ไม่นานสายฝนก็เทลงมา ภาพเบื้องหน้าคือ เรือหางยาวของคนเฝ้าระวังอ่าวกำลังทะยานออกสู่ท้องทะเล เป้าหมายคือจุดที่เรือประมงใหญ่กำลังหาปลาอยู่”

 เป้าหมายเพียงเพื่อบอกให้คนเหล่านั้นแบ่งปันอาหารให้กับคนส่วนใหญ่บ้าง

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter