“เวลาคนมายืมเงิน ก็ถามว่าจะคืนเมื่อไหร่ เขาจะตอบว่า ค่อยคืนเมื่อน้ำในคลองหวางแห้ง”
นี่คือคำของลุงชอบ นาคแท้ ที่บอกเล่าติดตลกเกี่ยวกับผู้คนในอดีตเรื่องการยืมเงินที่ยืมแล้วไม่ต้องการใช้คืน เพราะเชื่อว่าน้ำในคลองฉวางหรือคลองหวางไม่มีวันแห้ง
คลองฉวาง มีต้นกำเนิดมาจากเขาหนอง (เทือกเขาหลวงฝั่งสุราษฎร์ธานี) ไหลผ่าน 4 ตำบล ในอำเภอบ้านนาสาร คือ ตำบลเพิ่มพูนทรัยพ์ เทศบาลเมืองบ้านนาสาร ตำบลน้ำพุ และลงสู่แม่น้ำตาปี ที่บ้านปากหวาง ตำบลท่าชี ความยาวประมาณ 50 กิโลเมตร หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน ชุมชน และพื้นที่เกษตรกรรมสองฝั่งคลองมาเป็นเวลามานาน
ลุงเจือ สมแก้ว คนเก่าคนแก่แห่งบ้านนาสารเล่าให้ฟังว่า ในอดีตคลองฉวางพ่อค้าใช้เป็นเส้นทางค้าขายที่สำคัญ ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่จะมีทั้งข้าว ยางพารา ของป่าและไม้ ส่วนชาวบ้านก็อาศัยปลา ซึ่งมีอยู่หลายชนิด เป็นอาหารเลี้ยงชีพเรื่อยมา ปลาบางอย่างปัจจุบันก็สูญพันธุ์ไปแล้ว เช่น ปลาจมูกแหบ ปลาแก้มช้ำ ปลาขี้ขม ปลาโหง ปลาหยา ปลาฉลาด ปลาซิว ปลาแป้น เป็นต้น
“ปลาชุกชุมมาก พอลงไปยืนในน้ำ ปลาก็มาวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เพียงใช้เท้าเตะน้ำขึ้นฝั่ง ก็จะติดปลามาด้วย”
ลุงเจือเล่าอดีตอย่างอารมณ์ดี เช่นเดียวกับลุงนุ้ย ลำพูน วัย 56 ปี เล่าว่า “คลองฉลางมีวังอยู่หลายวัง (คุ้งน้ำ)” บริเวณวังจะลึก ชาวบ้านจะมาจอดเรือและหาปลาบริเวณนี้ เนื่องจากเป็นแหล่งน้ำวนปลาจะชุกชุม ขนาดหน้าแล้งน้ำยังลึกราวสองช่วงตัวคน เวลาจะข้ามคลองต้องอาศัยเรือ หรือถ้าโชคดีมีต้นไม้ใหญ่ล้มพาดลำคลองจึงจะเดินข้ามได้
คำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ทำให้คนรุ่นหลัง ถึงกับอุทาน “อื้อฮือ” ก้องอยู่ในลำคอ เพราะคลองฉวางในวันนี้ มีน้ำเพียงครึ่งน่อง ต่างกับเสียงบอกเล่าของผู้เฒ่าราวหน้ามือเป็นหลังมือ
ความเปลี่ยนแปลงของคลองฉวางที่ครั้งหนึ่งเชื่อกันว่า “น้ำไม่มีวันแห้ง ได้เกิดขึ้นทีละน้อย ตั้งแต่ 30 ก่อนเป็นต้นมา และเริ่มเห็นผลชัดขึ้น ครั้งเมื่อรัฐอนุญาตให้มีการทำสัปทานป่าไม้ ทำให้ไม้ต้นใหญ่ถูกตัดไปจนหมดสิ้น ต่อมาประมาณปี 2527-2529 อายุสัปทานก็หมดลง ชาวบ้านก็เข้าไปบุกรุกหักล้างถางพง ทำการเกษตร จนภูเขาทั้งลูกกลายเป็นภูเขาหัวล้าน ต้นไม้บริเวณตีนเขาก็กลายเป็นสวนผลไม้ไปจนหมด
“ตอนที่เป็นพื้นที่สีแดง ไม่มีใครกล้าเข้ามาตัดไม้ เพราะมันเป็นที่ตั้งกองกำลังของคอมมิวนิสต์ พวกเขาให้ชาวบ้านช่วยกันดูแลป่า” ชาวสวนผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่บริเวณต้นน้ำคลองฉวางเผยให้ฟัง
จนที่สุดในปี 2531 อุทกภัยและโคลนถล่มครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้น บ้านนาสารเกือบทั้งอำเภอกลายเป็นทะเลโคลน ทะเลซุง และเศษไม้จำนวนมหึมา ชีวิตผู้ค้นล้มตาย ทรัพย์สินเสียหายเป็นจำนวนมาก คลองฉวางกลายเป็นที่รองรับทั้ง ซุง เศษไม้ และทรายจำนวนมากถูกชะล้างลงสู่ลำคลอง จนลำคลองตื้นเขินเดินข้ามไปมาได้ ต้นไม้ ต้นหญ้าสองฝั่งคลอง ซึ่งเป็นเสมือนที่อยู่ของสัตว์น้ำก็หมดไป
หลังภัยพิบัติในครั้งนั้น ทางราชการโดยหน่วยงานต่างๆ ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อนำไปฟื้นฟูลำคลองมากว่าหนึ่งร้อยล้าน แต่โครงการที่เกิดขึ้นล้วนแต่ดำเนินการโดยทางราชการต่างหน่วยงานกันออกไป ชาวบ้านไม่มีส่วนรับรู้ ต่างคนต่างทำ ขาดการประสานงานซึ่งกันและกัน ซึ่งแทนที่จะเป็นผลดี กลับพบว่า เป็นการซ้ำเติมให้คลองฉวางป่วยหนักยิ่งขึ้น
ผู้เขียนเดินทางไปสำรวจโครงการต่างๆ ที่ดำเนินการโดยรัฐตั้งแต่ต้นน้ำ เริ่มจากการตัดถนนปิดขวางลำคลองในเขตตำบลเพิ่มพูนทรัพย์ ทำให้คลองถูกตัดขาดออกจากกัน ชาวบ้านละแวกนี้บอกว่า การสร้างถนนแบบนี้ทำให้ระบบนิเวศของสายน้ำถูกทำลาย ที่เห็นชัดๆ ก็คือปลา ซึ่งเหลืออยู่น้อยชนิดเต็มทีก็ไม่สามารถว่ายไปวางไข่ได้ตลอดสายน้ำ
จากเพิ่มพูนทรัพย์ลงมาก็จะมีการก่อสร้างฝายเป็นระยะๆ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้เฉพาะชุมชน เช่นการเก็บน้ำไว้ใช้ในเขตเทศบาลเมืองบ้านนาสาร เป็นต้น
“การก่อสร้างฝายถ้าเป็นฝายแม้วที่ชาวบ้านสร้างกันเอง เพื่อชะลอน้ำให้ความชุ่มชื่นบริเวณต้นน้ำ ก็จะมีประโยชน์มาก แต่การสร้างฝายคอนกรีตขวางลำคลองเช่นนี้ ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งระบบ หวังผลเฉพาะอย่าง เฉพาะพื้นที่เท่านั้น แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่เดือดร้อน คือว่า ในหน้าแล้งน้ำน้อยก็จะเก็บน้ำไว้ใช้เฉพาะชุมชนนั้นๆ ได้แต่พอหน้าฝนน้ำมาก น้ำก็จะท่วมพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนของชาวบ้าน ส่วนบริเวณคุ้งน้ำเป็นที่โค้งและตลิ่งสูงกระแสน้ำก็จะกัดเซาะจนตะลิ่งพัง” ชาวบ้านผู้หนึ่งตั้งข้อสังเกตุ และให้ข้อมูลเพิ่มเติม
ไม่เพียงฝายกักเก็บน้ำเท่านั้น แต่บางช่วงก็มีการสร้างประตูเปิด-ปิดน้ำ เป็นโครงการชลประทาน เพื่อส่งน้ำให้กับชาวนา แต่ด้วยเหตุผลกลใด ก็มิอาจทราบได้ (แต่ชาวบ้านเขารู้กันทั่ว) ใช้งานได้เพียงปีเศษก็ชำรุดใช้งานไม่ได้ กลายเป็นที่ดักขยะไปโดยปริยาย ทำให้ชาวนาไม่มีน้ำทำนา จึงต้องเปลี่ยนวิถีการผลิตไปปลูกพืชเชิงเดี่ยวจำพวกฟาร์ม ยางพารา ซึ่งใช้น้ำน้อย
นอกจากนี้ตลอดสองฝั่งคลองจะเต็มไปด้วยสวนผลไม้ สวนปาล์ม ยางพารา ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ใช้สารเคมีในการทำการเกษตร ทั้งยาฆ่าหญ้า ปุ๋ยเคมี เป็นต้น ครั้นพอมาถึงเขตเทศบาลเมืองบ้านนาสารก็จะเห็นท่อระบายน้ำเสียจากบ้านเรือนไหลลงสู่ลำคลอง โดยไม่มีการบำบัด ซึ่งเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำและประชาชนผู้ใช้น้ำ แต่ที่ชวนให้สลดใจยิ่งนักก็คือ ตลอดสายน้ำแห่งน้ มีการสัปทานดูดทรายกันอย่างมากมาย แม้แต่บริเวณ “ปากหวาง” สถานที่ที่คลองฉวางไหลลงสู่แม่น้ำตาปี ก็มีการดูดทรายโดยผู้มีอิทธิพลรายหนึ่ง โดยที่การดูดทรายนี้เป็นตัวแปนสำคัญที่ทำให้ตลิ่งพัง และน้ำเปลี่ยนทาง
ศุภวัฒน์ กล่อมวิเศษ ลูกนาสารโดยกำเนิด ซึ่งหันหลังให้กับการเป็นมนุษย์เงินเดือนในเมืองกรุง มุ่งหน้าสู่ “น้ำพุ” บ้านเกิดมานานกว่า 10 ปี ให้ข้อมูลและตั้งข้อสังเกตุให้ฟังว่า คำว่า “ฉวาง” ไม่เกี่ยวอะไรกับอำเภอฉวางในจังหวัดนครศรีฯ แต่บริเวณแห่งนี้ ครั้งเจ้าพระยาจักกรียกทัพมาปราบก๊กนครศรีฯ กองทัพเจ้าเมืองนคร ก็ยกทัพมาตั้งรับทัพกรุงธนบุรีที่นี่ และยันได้ถึง 2 ครั้ง จนกระทั้งพระเจ้าตากสินต้องยกทัพมาช่วย และตีทัพเมืองนครแตก ณ บริเวณแหลมโพธิ อ.ไชยา ทัพที่ตั้งอยู่ที่นี่จึงต้องถอยร่อนไปป้องกันเมืองนครฯ
“คลองฉวางนอกจากมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของแต่ละยุคแต่ละสมัยแล้ว ลำน้ำสายนี้ยังมีคุณอนันต์ต่อชีวิตผู้คน เป็นแม่ผู้ให้มาโดยตลอด ทุกวันนี้แม่อยู่ในอาการป่วยหนัก เราในฐานะผู้เป็นลูกต้องมาช่วยกันรักษาอาการป่วยของแม่อย่างผู้รู้คุณ มิใช้ซ้ำเติมให้อาการป่วยของแม่ทรุดหนักยิ่งขึ้น ทุกวันนี้แม้แม่จะป่วยหนักแต่ก็ยังมีแรงพอที่จะทำให้ลูกๆ ได้ทำมาหากินแม้ไม่สมบูรณ์อย่างเมื่อก่อน เราจึงเห็นชาวบ้านหาปลาในลำคลอง และใช้น้ำอุปโภคได้อยู่”
“เรากลุ่มอนุรักษ์คลองฉวาง เป็นกลุ่มคนเพียงหยิบมือที่จบการศึกษาแล้วกลับมาทำมาหากินที่บ้านเกิด เราพบเห็นปัญหามากมายเกิดขึ้นกับคลองฉวาง เราต้องการให้ประชาชนทั้ง 4 ตำบล เห็นปัญหา โดยขณะนี้จะใช้สื่อวิทยุที่มีอยู่เป็นศูนย์กลางในการให้ข้อมูลกับชาวบ้าน พูดไปเรื่อยๆ พูดทุกวัน สักวันหนึ่งพี่น้องจะเห็นเหมือนที่เราเห็น นอกจากสื่อวิทยุแล้ว ทางกลุ่มจะทำสื่ออื่นๆ ประกอบ เช่น ถ่ายสารคดีทำเป็นวีซีดีออกเผยแพร่ เขียนเป็นหนังสือและอาจจะเดินหน้าเปิดเวทีเสวนาเป็นรายชุมชน” ศุภวัฒน์เผยและพูดอีกว่า
“การแก้ปัญหาไม่ใช่หน้าที่ของกลุ่มอนุรักษ์ แต่เป็นของประชาชนทั้ง 4 ตำบล ผมเชื่อว่าถ้าพี่น้องเห็นปัญหา ก็จะหันหน้ามาร่วมกันวางแผนแก้ปัญหาโดยพวกเขาเองได้ ซึ่งเป็นการแก้อย่างยั่งยืน”
“ทุกคนต้องมาร่วมกันทำให้คลองฉวางเป็นเหมือนแม่ผู้ให้ชีวิต มิใช่ทาสผู้รับใช้ อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อยากให้ทุกคนมาทำดีกู้แผ่นดินกันสักครั้งหนึ่ง”
สุวัฒน์ คงแป้น





