บ้านร่มโพธิ์ทอง ตำบลคลองตะเกรา อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา ในอดีตเป็นผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ มีชุมชนเกาะแกเป็นชาวบ้านดั้งเดิมที่อาศัยอยู่มาก่อนการทำสัมปทานป่าไม้ โดยการเข้ามาจับจองพื้นที่ป่าเพื่อทำน้ำมันยาง ต่อมาจึงขายที่ดินให้กับผู้อพยพมาใหม่ หรือที่เรียกว่า “ชี้ป่าขาย” ซึ่งการคมนาคมสมัยนั้นจะอาศัยการเดินเท้าหรือเกวียนในการไปมาหาสู่กัน ไม่มีสาธารณูประโภคทั้งไฟฟ้า ประปา ทำมาหากินอยู่กับป่าเป็นปัจจัยสำคัญ
ต่อมามีชาวบ้านจากทั่วสารทิศโดยเฉพาะชาวบ้านภาคอีสานอพยพหนีความเดือดร้อนจากความยากจน และเป็นช่วงที่นโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อการค้า มีการจับจองซื้อขายที่ดินกันอย่างกว้างขวางแล้วถากถางพื้นที่ป่าเป็นจำนวนมาก ลุงสมบัติ กาลบรรจง ที่ปรึกษาเครือข่ายป่าชุมชน ย้อนอดีตให้ฟัง
วิกฤตป่าครั้งนั้นถือว่าอยู่ในขั้นเสื่อมโทรมอย่างสุดขีด ผู้บุกรุกมีทั้งนายทุนภายนอกและนายทุนภายใน จนต่อมารัฐบาลได้ประกาศให้เขตเขาอ่างฤๅไนเป็นเขตห้ามบุคคลเข้าไปอยู่อาศัย เนื่องจากรัฐมองว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ฐานปฏิบัติการและสะสมกำลังพลของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ กระทั่งมีโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด มีนโยบายที่จะอพยพชาวบ้านออกจากป่า เพื่อขยายเป็นพื้นที่เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน
กระทั้งปี 2534 มีการตั้งหมู่บ้านร่มโพธิ์ทองเป็นหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ การอพยพชาวบ้านออกจากป่าก็มาประสบผลสำเร็จ ดังนั้นชาวบ้านกว่า 28 จังหวัด ที่อาศัยอยู่บริเวณป่าเขาอ่างฤๅไนจึงมารวมกันอาศัยที่บ้านร่มโพธิ์ทองจนถูกเรียกขนานนามว่าเป็น “หมู่บ้านสหโครต” โดยกรมป่าไม้จัดสรรที่ดินทำกินให้ ครอบครัวละ 14 ไร่ และที่อยู่อาศัย 1 ไร่ มีกรรมสิทธิ์ในการทำมาหากินและสามารถสืบทอดเป็นมรดกต่อลูกหลานได้แต่ไม่อนุญาตให้ซื้อขาย
“ผมอยู่กับป่าจนจะเป็นคนป่าอยู่แล้ว พอโดนไล่ออกจากป่าการดำรงชีวิตมันก็ไม่เหมือนเดิม มองรอบๆ ข้างไม่มีต้นไม้บนภูเขามีแต่ป่าหญ้าคา จึงชักชวนชาวบ้านมาร่วมกันอนุรักษ์เพื่อจะได้พักพิงอาศัย”
นายบุญมี อังกระโทก คณะกรรมการป่าชุมชนบ้านร่มโพธิ์ทอง กล่าวเสริมว่า ป่าชุมชนบ้านร่มโพธิ์ทองมีสภาพเป็นพื้นที่ภูเขาตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ปัจจุบันมีพื้นที่ประมาณ 1,500 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่เขาสามลูก คือ เขาผักหวาน เขาซอยสองซอยสาม และเขาสวนหย่อม เดิมเป็นป่าดิบแล้งแซมด้วยป่าเต็งรัง แต่มีสภาพเสื่อมโทรม เนื่องจากถูกไฟไหม้ซ้ำซากทุกปี
การที่ภูเขามีแต่หญ้าคา ไม่มีต้นไม้ทำให้ชุมชนขาดอาหารธรรมชาติ ฝนไม่ตก ไม่มีน้ำในหน้าแล้ง จนคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีจิตอาสาได้เป็นตัวตั้งตัวตี ยึดเอาเขาป่าหญ้าคาลูกนั้นมาเป็นป่าของประชาชน ชักชวนแกนนำที่มีใจอนุรักษ์ออกไปศึกษาดูงานจากพื้นที่ต้นแบบแถบภาคอีสาน แล้วนำความรู้ที่ได้เข้ามาเพื่อจัดการป่าเพื่อเป็นป่าชุมชน
การจัดการป่าชุมชนช่วงแรกๆ มีความขัดแย้งกันสูงมาก เพราะเป็นชุมชนที่ย้ายมาจากทั่วสารทิศ การรวมตัวกันจึงไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติเนื่องจากมีภูมิหลังที่แตกต่างกันออกไป จึงใช้วิธีทำความเข้าใจทีละคุ้มบ้าน เอาหัวหน้ามาพูดคุย ให้หัวหน้าคุ้มนำความรู้ไปขยายตามคุ้มของตนเอง
ในที่สุดชาวบ้านจึงได้ตระหนักที่จะร่วมกันปรับปรุงสภาพป่า เพราะเห็นว่าชุมชนคงไม่สามารถอพยพไปอยู่ที่อื่นได้อีกแล้ว ส่วนรัฐก็ให้ความสนใจและสนับสนุนโครงการต่างๆ ในการปกป้องและร่วมกันอนุรักษ์ผืนป่าให้เป็นป่าชุมชน
จุดเริ่มต้นของการจัดตั้งป่าชุมชนบ้านร่มโพธิ์ทอง เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของชาวบ้านโดยแท้และมีศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (รีคอบ) ได้เข้าไปกระตุ้นให้ชาวบ้านเกิดความสนใจ จัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการอนุรักษ์ พาไปศึกษาดูงานจากศูนย์วนเกษตรและป่าชุมชนในเขตภาคอีสาน
ส่วนการจัดกิจกรรมร่วมกันในการอนุรักษ์ป่าชุมชน มีการออกสำรวจและกันแนวเขตป่าชุมชนอย่างชัดเจน ป้องกันไฟป่า ทำแนวกันไฟและการลาดตระเวน ร่วมกันดับไฟป่า ฝึกอบรมการดับไฟป่า รวมถึงการปลูกป่าเสริมเพื่อฟื้นฟูสภาพป่าให้กลับคืนมา นอกจากนี้ยังมีการออกกฎระเบียบเพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้ ล่าสัตว์ กำหนดข้อห้าม บทลงโทษอย่างชัดเจน
กว่า 15 ปีที่ร่วมกันอนุรักษ์ มีต้นไม้เกิดขึ้นมากมาย ส่วนพื้นที่ไหนไม่มีต้นไม้ก็อาศัยการปลูกเสริม ค่อยๆ ทำไม่รีบร้อนในที่สุดบ้านร่มโพธ์ทองจึงมีป่าชุมชน ทั้งต้นไม้ก็เริ่มให้ร่มเงา เกิดความชุ่มชื้น อาหารจากป่าจึงเริ่มกลับมา ในที่สุดชาวบ้านจึงได้ทำหนังสือการขออนุญาตเพื่อตั้งเป็นป่าชุมชนจากกรมป่าไม้ และได้รับการประกาศให้เป็นป่าชุมชนบ้านร่มโพธิ์ทองในปี 2539
นายสำรวน ปัญญาเชียว ที่ปรึกษาป่าชุมชน กล่าวว่า การอนุรักษ์ป่าเพียงอย่างเดียวไม่สามารถหยุดยั้งการทำลายป่าลงได้ ดังนั้นชุมชนต้องมีการกำหนดการใช้ประโยชน์ควบคู่กัน คณะกรรมการจึงประชุมและอนุญาตให้คนในชุมชนและนอกชุมชนได้ตระหนักถึงการเข้าไปใช้ประโยชน์จากป่า ทั้งเรื่องการเก็บของป่าเพื่อการบริโภคและสร้างรายได้เสริมตามฤดูกาล เช่น การเก็บผักหวาน เห็ด หน่อไม้ ฯลฯ
ในที่สุดการจัดการป่าชุมชนจึงได้ร่วมมือกับ 11 ชุมชนใกล้เคียงของนอกเขตอนุรักษ์เขาอ่างฤๅไนมาร่วมกันเป็นเครื่อข่ายโดยใช้ฐานความรู้ ภูมิปัญญาเป็นตัวสื่อสารร่วมกัน เพื่อปิดรอยรั่ว ช่องโหว่ ในที่สุดจึงขยายไปสู่การจัดตั้ง “กองทุนป่าชุมชน” นำเงินมาออมร่วมกันเพื่อเป็นทุนในการจัดกิจกรรม ทั้งการทำแนวกันไฟ ปลูกป่าเสริม
นางสมควร จันทกล สมาชิกป่าชุมชนบ้านร่มโพธ์ทอง เล่าว่า ฉันมีที่ดินน้อยเพราะย้ายมาจากจังหวัดกาฬสินธุ์ ทุกๆ ปีหลังป่าฟื้นก็ขึ้นไปหาของป่าเกือบทุกวัน แต่ไม่เคยกล้าไปคนเดียวหรอก เพราะสัตว์ป่าดุร้ายเยอะมาก ทั้งช้าง เสือ และกระทิง ไปคนเดียวรับรองมันเอาตาย
ส่วนบริเวณที่มีข่าวการยิงกระทิงตายเมื่อเดือนที่แล้ว ตรงนั้นเป็นป่ารอยต่อ 5 จังหวัดและเป็นรอยต่อของป่าชุมชนร่มโพธิ์ทองของเราด้วย ตรงนั้นจะเป็นทางผ่านของสัตว์ป่าเพื่อมากินอาหารเพราะเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์คล้ายๆเป็นทุ่งหญ้า กระทิงกลุ่มนี้ฉันเคยเห็นมานานแล้ว ครั้งนั้นเสียงมันอยู่กระชั้นชิดมากจนต้องเอาตัวแอบในหุบเขามาแล้ว ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่กล้าเข้าไปอีกเลย พื้นที่ไหนเป็นของเรา ตรงไหนเป็นของสัตว์ป่าก็อย่าได้เบียดเบียนหากินแต่รอบๆ ป่าชุมชนก็พอกินแล้ว
ป่าชุมชนร่มโพธ์ทองในวันนี้ ต้นไม้เล็กได้โตขึ้น สัตว์ป่าได้ขยายพันธุ์ มีอาหารจากป่ามากมาย ชาวบ้านจากที่ไม่ค่อยเข้าใจกัน เพราะมาจากต่างถิ่นกันก็มีความเข้าใจกันมากขึ้น เกิดความเอื้ออาทร สามัคคี ถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน พึ่งพิง พึ่งพา และผูกพันของคนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน





