พื้นที่หมู่ 3 และหมู่ 4 บ้านสะพานหิน ต.หาดทนง อ.เมือง จ.อุทัยธานี มีทุ่งนาข้าวกว้างใหญ่ มีลำคลองส่งน้ำแผ่กระจายไปทั้งทุ่ง ต้นข้าวกำลังเอิบอิ่มกับน้ำ ดิน เติบโตเขียวขจีเต็มท้องทุ่งสร้างความรื่นรมย์ให้แก่ผู้พบเห็น
ในความรื่นรมย์ชวนให้คิด ท้องทุ่งกว้างใหญ่ มีต้นข้าวที่ราวกับเติบโตขึ้นในเวลาเดียวกันเต็มทั้งทุ่ง อีกทั้งมีน้ำส่งทั่วถึง หรือว่าแปลงข้าวนี้เป็นของเจ้าของคนเดียว ที่มีกำลังทุนทรัพย์เหลือคณานับ จัดจ้างคนนับร้อยมาลงทุนทำการค้าเพาะปลูกข้าว???
เรื่องราวนี้นับว่าผิดแผกแตกต่าง ธรรมดาพื้นที่นาชลประทานของภาคกลาง ผืนนาแต่ละแปลงบ้างกำลังหว่าน บ้างกำลังเป็นข้าวงอกใหม่ บ้างเขียว ไล่เรี่ยไปจนบ้างกำลังเก็บเกี่ยว
ตรวจสอบถามคนในพื้นที่ได้ความรู้ใหม่ ของการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับนาข้าวด้วยการคิดมุมใหม่ของการจัดการน้ำ
ท้องทุ่งผืนนาแห่งนี้ ถูกขนาบด้วยแม่น้ำใหญ่ 2 สาย สายหนึ่งคือเจ้าพระยา และสายหนึ่งคือสะแกกรัง เชื่อมต่อกันด้วยคลองที่มีตอนหนึ่งกว้างราวเป็นบึงหนองใหญ่ ชาวบ้านถิ่นนี้ให้ชื่อว่า คลองขุมหมา หรือหนองขุมหมา
ผืนนาแปลงนี้มีเนื้อที่ 1,066 ไร่ มีคลองส่งน้ำยาวรวม 3,800 เมตร กระจายไปทั่ว ต้นน้ำของคลองส่งน้ำมาจากการสูบน้ำด้วยเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ สูบจากเจ้าพระยาปล่อยไหลไปตามคลอง มีป้ายประกาศบอกเป็นโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า บ้านหาดทนง อ.เมือง จ.อุทัยธานี กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2523 พร้อมกับการตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำขึ้นมาดำเนินการ ก่อนที่จะจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ผู้ใช้น้ำบ้านสะพานหิน จำกัด ในปี 2530 ทุนประเดิมแรกตั้ง 2,800 บาท ปัจจุบันเป็น 1.3 ล้านบาท
ถึงแม้จะผืนนาที่พร้อมไถ่หว่าน และสายน้ำหล่อเลี้ยงต้นข้าว แต่ใช่ว่าจะทำให้วิถีชีวิตของคนในท้องทุ่งแห่งนี้เบิกบานสราญใจ
คุณลุงสุทัศน์ ฉิมพลี ในฐานะรองประธานสหกรณ์ผู้ใช้น้ำบ้านสะพานหิน จำกัด กล่าวว่า การดำเนินการในช่วงแรกเกิดปัญหาการแย่งน้ำกันทำนา เพราะว่าสภาพพื้นที่ทุ่งแห่งนี้มีที่นาบางแปลงอยู่สูงกว่าที่นาแปลงอื่นๆ ทำให้รับน้ำได้ไม่พอต่อการทำนา หรือบางรายอยู่ปลายคลองก็จะได้น้ำไม่พอเช่นกัน ทั้งที่แต่ละคนเป็นสมาชิกกลุ่มและจ่ายค่าไฟฟ้าเพื่อสูบน้ำเท่ากัน บางคนก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการสูบน้ำจากบ่อบาดาล ทำให้สิ้นเปลืองค่าเชื้อเพลิงน้ำมัน
นอกจากปัญหาแย่งน้ำแล้ว ยังมีปัญหาความต้องการน้ำไม่เป็นเวลา ดังที่นายสุทัศน์ อธิบายว่า เนื่องจากทุ่งนาแห่งนี้ในรอบปีหนึ่งสามารถทำนาได้ 3 รอบ ต่างคนก็ต่างทำไปตามรอบตัวเอง ทำให้เกิดปัญหาว่าเมื่อกลุ่มสูบน้ำเข้าคลองคนที่ต้องการน้ำก็ได้ประโยชน์ แต่เจ้าของบางรายกำลังเก็บเกี่ยว กำลังหว่านข้าวก็ไม่ต้องการน้ำแต่น้ำก็ท่วมเข้าแปลง ก็เรียกร้องให้ปิดเครื่องสูบน้ำ เกิดเป็นปัญหาขัดแย้งกันบ่อยๆ
ที่ซ้ำร้ายกว่านี้คือปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะเมื่อปี 2538 ทำให้ข้าวสุกเหลืองอร่ามและกำลังเก็บเกี่ยวถูกน้ำจากเจ้าพระยาไหลเข้าท่วมจนไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ ความเจ็บช้ำใจจากภัยธรรมชาติครั้งนี้ทำให้ชาวบ้านระบายความแค้นใจ เพราะนอกจากขาดรายได้แล้ว ยังก่อปัญหาหนี้สินให้พอกพูนขึ้นด้วย
“ชาวบ้านโมโหมาก หยิบปืนมายิงใส่ผืนน้ำ ปากก็ด่าทอเทวพยาดาฟ้าดิน”น้าฉลอง ซังบิน ถ่ายทอดอารมณ์ชาวบ้านที่ประสบเคราะห์กรรม
ด้านลุงม้วน เขียวอุบล คนบ้านๆคนหนึ่งที่มีบทบาทร่วมคิดร่วมทำงานเพื่อชุมชนจนได้รับการยอมรับจากชุมชนเลือกให้เป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหาดทนง บอกเล่าเรื่องคิดมุมใหม่การจัดการน้ำว่า เรื่องน้ำท่วมก็ทำให้น้ำเกิดการไหลเวียน ไหลเข้าที่นาได้ก็ต้องไหลออกไปได้ จึงระบายน้ำด้วยการที่ตัดท่อสูบน้ำจากเจ้าพระยาให้มีระดับต่ำลงเพื่อให้ระบายน้ำย้อนกลับลงแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนอีกด้านหนึ่งที่ติดแม่น้ำสะแกกรังก็ขุดลอกคลองปลากดให้เชื่อมต่อกับหนองขุมหมาพร้อมทำประตูปิดเปิดทางน้ำ ทั้งนี้การขุดลอกคลองปลากดยังทำให้ขยายพื้นที่ทำนาเพิ่มขึ้นเพราะเดิมมีพื้นที่บางส่วนที่น้ำจากคลองส่งน้ำไปไม่ถึง
ในเรื่องการแย่งน้ำก็แก้ด้วยการตกลงร่วมกันว่าให้รายที่มีที่นาสูงกว่าคนอื่นได้รับน้ำก่อนแล้วไล่ระดับลงมา
การจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและทั่วถึงทำให้ชาวนาประหยัดค่าน้ำมันสำหรับสูบน้ำจากบ่อบาดาลเข้านา ซึ่งต้องจ่ายครั้งละหลายพันบาทและยังสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน
นอกจากจัดการน้ำแล้วลุงม้วน ยังเสนอให้มีการวางแผนการผลิต คือ ให้เจ้าของนาทุกรายตกลงร่วมกันว่าใน 1 ปีจะทำนา 2 รอบ ไม่ใช่ 3 รอบ และเริ่มทำนาพร้อมกันทิ้งระยะห่างกันไม่เกิน 7 วันตามช่วงเวลาที่ได้รับน้ำ
นี่คือที่มาที่ทำให้เห็นภาพทั่วทั้งท้องทุ่งมีต้นข้าวที่เติบโตอยู่ในวัยเดียวกัน
ผลของการจัดการน้ำและวางแผนการผลิตทำให้ทุ่งนาผืนนี้รอดจากภัยน้ำท่วมได้อย่างน้อย 3 ครั้งในปี 2545 2549 และ 2550 ขณะที่นาของหมู่บ้านข้างเคียงจมน้ำสูญเสียรายได้ ราชการก็ต้องจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย
นอกจากนี้ยังทำให้กลุ่มชาวนาบ้านสะพานหินสามารถเป็นฝ่ายต่อรองราคาในการจ้าง “การจ้างไถ่และจ้างเกี่ยวเราก็เรียกผู้รับเหมามาเสนอราคาแข่งกัน รายไหนให้ราคาต่ำสุดเราก็เลือกเจ้านั้น ผลคือทำให้ราคาต่ำกว่าราคาทั่วไป 40 บาทต่อไร่” ลุงล้วนอธิบาย ตัวเลข 40 บาทอาจดูน้อย แต่ถ้าลองคูณด้วย 1,066 ไร่ ก็จะเห็นตัวเลขที่กลุ่มสหกรณ์ผู้ใช้น้ำได้ประโยชน์ เรื่องซื้อเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารเคมีการเกษตร เช่นกัน การซื้อครั้งละมากๆทำให้ได้ส่วนลดจำนวนมาก
วันนี้กลุ่มชาวนาบ้านสะพานหินกำลังทยอยเปลี่ยนวิถีการผลิตจากผลิตข้าวเพื่อขายโรงสีมาเป็นผลิตข้าวเพื่อขายเป็นเมล็ดพันธุ์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 15 จ.นครสวรรค์ ได้ราคาสูงกว่าจากราคาตันละ 6,200 บาท ขยับเป็น 8,700 บาท พ่อค้าพันธุ์ข้าวต้องวิ่งเข้าหาชาวนา ที่ทำได้ส่วนหนึ่งเพราะทุ่งนาแห่งนี้มีการจัดการน้ำให้ทั่วถึงและบริบูรณ์ และวางแผนการผลิตเป็นระบบเดียวกันทั้งท้องทุ่ง
อนาคตสมาชิกสหกรณ์ผู้ใช้น้ำบ้านสะพานหินวางเป้าหมายว่าจะเป็น ศูนย์เพาะพันธุ์ข้าวชุมชน และผลิตพันธุ์ข้าวที่ไม่ใช้สารเคมี
กล่าวสำหรับส่วนสหกรณ์ผู้ใช้น้ำบ้านสะพานหิน จำกัด ในปี 2530 ทุนประเดิมแรกตั้ง 2,800 บาท เติบโตเป็น 1.3 ล้านบาท ก็เป็นผลจากการจัดการน้ำและวางแผนการผลิต กำนันเลิศ นัยเนตร เล่าว่า สหกรณ์เก็บค่าไฟฟ้าที่ใช้สูบน้ำจากสมาชิกรายละ 120 บาทต่อไร่ การสูบน้ำอย่างเป็นเวลาทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้า เหลือเงินเข้าเป็นกำไรของสหกรณ์ปีละหลายหมื่น
สหกรณ์เป็นตัวแทนรวบรวมความต้องการของสมาชิก ไม่ว่า พันธุ์ข้าว ปุ๋ย น้ำมัน เครื่องอุปโภคต่างๆในครัวเรือน แล้วไปซื้อมาคราวละมากๆ แล้วมาขายต่อให้สมาชิกโดยคิดกำไรแต่ราคาก็ยังต่ำกว่าสมาชิกไปซื้อเอง ก็เป็นกำไรอีกส่วนหนึ่งของสหกรณ์ และสหกรณ์ก็ยังปล่อยกู้แก่สมาชิกเป็นสิ่งของแทนเงินสดเพื่อป้องกันสมาชิกนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ในการกู้ และตอนนี้สหกรณ์ยังได้ขยับมาสู่การให้สวัสดิการแก่สมาชิก ซึ่งตอนนี้เริ่มจากการช่วยค่าฌาปนกิจศพรายละ 5,000 บาท
สหกรณ์ผู้ใช้น้ำบ้านสะพานหิน แสดงให้เห็นศักยภาพในการจัดทำระบบชลประทาน ที่นำไปสู่การเพิ่มมูลค่าผลผลิต ควบคู่ไปกับการเติบโตของกลุ่ม เป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าชุมชนท้องถิ่นมีศักยภาพในการสร้างชุมชน และเศรษฐกิจชุมชนให้มีความยั่งยืนต่อไป.
* รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่ง โครงการพัฒนาองค์ความรู้ภายใต้ทรัพยากรธรรมชาติชุมชน ภายใต้โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมขององค์กรชุมชนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน





