ผืนป่าระหอกกระสัง ต.เขาคอก อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ เป็นป่าที่แยกตัวออกมาจากป่าเขาคอกที่ตั้งอยู่ไม่ไกลกันมากนัก ป่าระหอกกระสัง มีพื้นที่กว่า2700 ไร่ ชาวบ้านทั่วทั้งตำบลได้เข้าไปใช้ประโยชน์กันอย่างไม่ขาดสาย
นายสุภาพ สีทา ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบ้านระหอกกระสัง กล่าวว่า ในอดีตป่าระหอกกระสังมีความอุดมสมบูรณ์มาก ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีการทำนากันมากที่สุด โดยอาศัยน้ำจากธรรมชาติ ส่วนในหน้าแล้งจะได้จากห้วย คลองที่เป็นต้นน้ำกำเนิดจากป่าเขาคอกหลายๆสายมารวมกัน ชื่อว่าห้วยตาเบ็งไหลผ่านป่าระหอกกระสังแยกออกมาเป็นห้วยเสว ทางฝั่งทิศใต้ และห้วยไฟทางด้านทิศตะวันตกและแยกออกเป็นคลองอีกหลายสาย
สายน้ำน้อยใหญ่นี้มีความสำคัญต่อชาวบ้านมากเพราะมีน้ำอยู่ตลอดทั้งปี จึงเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิของชาวบ้านตำบลเขาคอก
เวลาผ่านไปป่าระหอกกระสังที่เคยอุดมสมบูรณ์กลับมีปัญหารอบด้าน จากเดิมที่เคยเป็นแหล่งผลิตปัจจัยสี่ของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม อาหารและสมุนไพรรักษาโรค เมื่อประชากรเพิ่มมากขึ้นจึงมีการใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือยไม่คิดช่วยกันทะนุถนอม ตัดไม้ทำลายป่าก่อให้เกิดผลกระทบตามมาอย่างมากมาย ลุกลามถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่
ชาวชุมชนบ้านระหอกกระสังและหมู่บ้านใกล้เคียงจึงได้ช่วยกันคิดฟื้นฟูกันขึ้นมาให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมอีกครั้ง โดยได้ร่วมมือกับกรมป่าไม้ และหน่วยงานต่างๆในพื้นที่เพื่อหาทางออกให้กับป่าผืนนี้ โดยการพูดคุยทำความเข้าใจกับชาวบ้าน แล้วตกลงร่วมกันว่าหากใครลักลอบตัดไม้ ยิงสัตว์ป่า ทำผิดกฎหมาย เมื่อพบเห็นจะแจ้งจับทันที จากนั้นจึงได้ร่วมกันปลูกต้นไม้ในเขตพื้นที่ว่างและตามผืนป่าที่มีต้นไม้ไม่หนาแน่น ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะช่วยกันนำต้นไผ่ สะเดาและพืชที่กินได้นำไปปลูกจนทำให้ทุกวันนี้พื้นป่าเริ่มเขียวขจีอีกครั้ง
นายประยงค์ อานาเนตร ชาวบ้านที่ร่วมกันดูแลป่า เล่าว่า จากการฟื้นฟูผืนป่าระหอกกระสัง ระบบนิเวศที่เคยเสื่อมถอยก็หวนกลับมาอีกครั้ง ผลไม้ป่านาๆชนิดก็พื้นคืนมาอย่างไม่น่าเชื่อ เป็นอาหารของสัตว์หลายชนิดที่แวะเวียนมากินอาหาร สัตว์เหล่านี้จะเป็นแรงงานช่วยเหลือในเรื่องของการขยายพันธุ์พืชได้เป็นอย่างดี
“ผมอยู่บ้านระหอกกระสังมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนนั้นจำความได้พวกเราห่อแต่ข้าวไปกับเกลือ เข้าไปเลี้ยวควายกับเพื่อนๆในป่าระหอกกระสังและถือหนังกระติ๊กเข้าไปคนล่ะอันยิงลูกพลับ และเงาะป่ากิน ส่วนอาหารมื้อ เที่ยงจะเป็นแย้หรือไม่ก็ปลาซิวอ้าวที่เราพากันใช้เบ็ดตกมาจากห้วยเสว”
เมื่อได้ยินคำบอกเล่าของชาวบ้านอยู่นาน จึงได้ชักชวนพี่ๆเดินเข้าไปสัมผัสกับผืนป่า สิ่งแรกที่ได้เห็นคือ ต้นไม้ขนาดประมาณโคนขาคนเห็นจะได้ ยืนต้นไม่เป็นระเบียบอยู่อย่างหนาแน่น แต่บางพื้นที่ก็มีระยะห่างกันราวๆสองเมตร พื้นล่างปกคลุมด้วยหญ้าปล้อง หญ้าเพ็กหรือไม่ก็ต้นกระถกลก เป็นช่องที่เอื้อประโยชน์ให้กับวัว ควายได้กินหญ้ากันอย่างง่ายดาย
ภายในป่ามีป้าเสี้ยน ป้าดา น้าสายและอีกหลายๆสิบคนที่มาเลี้ยงวัวควาย บอกว่า ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นฤดูทำนาหรือแม้แต่เกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ชาวบ้านจะนำวัวควายมาเลี้ยงในป่านี้ยิ่งในช่วงฤดูทำนาจะมีชาวบ้านมาเลี้ยงเยอะมาก เพราะมันไม่ต้องระวังว่ามันจะไปกัดกินพืชไร่ พืชสวนของชาวบ้านให้เสียเงินเสียทอง ในระหว่างสนทนาวัวควายกว่าร้อยตัวได้กัดกินหญ้ากันอย่างเอร็ดอร่อยหนังท้องตึงกันทุกตัว ส่วนเจ้าของวัวควายบางคนต่างก็วุ่นอยู่กับการเก็บผัก หาเห็ด ขุดมันเทียน มันน้ำ หรือบางคนก็ขุดจิ้งหรีด จิ้งโก่งกันอย่างเพลิดเพลิน สิ่งเหล่านี้มันเป็นอาหารมื้อเย็นของชาวบ้านโดยไม่ต้องไปซื้อหาที่ตลาดให้เสียสตังค์
ทุกวันนี้ชาวบ้านที่อยู่รอบๆป่าระหอกกระสังและพื้นที่ใกล้เคียงได้กินผัก ผลไม้ และอาหารที่ปลอดสารพิษที่มีคุณค่าทางอาหารจากธรรมชาติ โดยไม่มีการดัดแปลงเติมแต่งหรือแต้มสีป่าแห่งนี้ได้สร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชาวบ้านมากว่า5-6 ปีแล้ว





