รายละเอียด
ผู้ดูแลระบบ
หมวดหลัก: การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและเกษตรยั่งยืนภาคประชาชน
สร้างเมื่อ: 19 กุมภาพันธ์ 2548
ฮิต: 1740
โดย ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ภายหลังจากการนั่งเฮลิคอปเตอร์ดูสภาพป่าในเขตภาคเหนือ รองนายกรัฐมนตรี สุวิทย์ คุณกิตติ ได้สั่งการให้มีการจัดทำแผนเฉพาะกิจเพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ควบคุมไฟป่า และฟื้นฟูสภาพป่า ในพื้นที่บริเวณรอยต่อระหว่างอำเภอแม่แจ่ม อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอแม่สะเรียง อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยให้มีการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2546 แผนดังกล่าวได้ดึงเอากองกำลังทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เข้าปราบปราม และจับกุมชาวบ้านที่เข้าไปทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่ป่าบริเวณดังกล่าว
เป็นที่น่าสังเกตว่า แผนฯดังกล่าว เกิดขึ้นจากการบินผ่านพื้นที่ โดยที่ไม่มีการเข้าไปพูดคุย สอบถาม หรือแลกเปลี่ยนกับชาวบ้าน ทั้งยังเป็นช่วงฤดูกาลที่ชาวบ้านในเขตป่าภาคเหนือ อยู่ในระหว่างการเตรียมพื้นที่เพื่อทำไร่และเพาะปลูกพืชผล ผู้กำหนดแผนฯ ตลอดจนผู้รับแผนไปปฏิบัติ ไม่มีความเข้าใจถึงลักษณะเฉพาะของท้องถิ่น ที่ชุมชนได้ดำรงชีวิตด้วยการทำไร่หมุนเวียนสืบเนื่องมานานนับศตวรรษ แผนฯดังกล่าว มีความเชื่อที่ย้อนยุคและดูถูกภูมิปัญญาของชาวบ้าน โดยระบุว่าสาเหตุสำคัญของการทำลายป่านั้นเกิดจากการ "เปลี่ยนสภาพพื้นที่เป็นภาคการเกษตร โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของราษฎรทั้งในและนอกพื้นที่ และมีนายทุนให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง" จึงจำเป็นต้อง "ระดมสรรพกำลังของทุกหน่วยงานในพื้นที่ ในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบแผ้วถางป่า"
แผนเฉพาะกิจและปฏิบัติการการจับกุมโดยปราศจากการแยกแยะ หรือคำนึงถึงประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานและแบบแผนการจัดการป่าและที่ดินอันยาวนานของชุมชน ได้สร้างความหวาดผวาอย่างมากต่อชาวบ้านที่ดำรงชีวิตด้วยการพึ่งพาป่า ความเชื่อที่ว่า ประชาชนนั้นขาดความรู้ มุ่งแต่จะทำลายป่า และการทำไร่หมุนเวียน เป็นปฏิปักษ์กับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ เป็นอคติที่ฝังรากลึกในหมู่ข้าราชการโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ป่าไม้มาเป็นเวลานาน ที่เน้นการจัดการป่าไม้แบบรวมศูนย์ และมุ่งแต่จะเข้าไปยึดเอาที่ทำกินดั้งเดิมของชุมชนแล้วเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่ปลูกสร้างสวนป่า ไม้โตเร็ว พื้นที่ขั้นบันได และพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว หลายทศวรรษของการมุ่งแต่การใช้กำลังเพื่อปราบปราม มองชาวบ้านเป็นผู้ร้ายทำลายป่า ไม่เพียงแต่จะไม่สามารถแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ได้ แต่ยังได้ทำให้ความขัดแย้งระหว่างรัฐและชาวบ้านทวีความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่
เป็นที่ทราบกันดีว่า พื้นที่รอยต่อระหว่างเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอนนั้น เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง หรือปกาเกอะญอ และลั๊วะ ที่ดำรงชีพด้วยการทำไร่หมุนเวียนมาหลายร้อยปี งานศึกษาจำนวนมาก ได้ชี้ให้เห็นถึงระบบการจัดการทรัพยากรอันชาญฉลาดของไร่หมุนเวียนในหมู่ชนเหล่านี้ และคุณค่าของทรัพยากรชีวภาพของพันธุกรรมข้าวและพืชอาหารในไร่ข้าว ซึ่งหาได้ยากในพื้นที่เกษตรในพื้นราบ ตลอดจนแบบแผนการอนุรักษ์ป่าและแหล่งต้นน้ำในชุมชนดังกล่าว แต่งานศึกษาเหล่านี้กลับไม่ได้รับความสนใจจากเจ้าหน้าที่ผู้กำหนดนโยบายการจัดการป่าแต่อย่างใด จากการศึกษาเรื่องระบบเกษตรแบบไร่หมุนเวียน ที่จัดทำโดยคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้พบว่า ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เริ่มประกาศใช้นโยบายการขยายเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และการปลูกสร้างสวนป่าของกองอนุรักษ์ต้นน้ำ พื้นที่ไร่เหล่าดั้งเดิมของชาวบ้านได้ถูกแย่งยึดไปเป็นจำนวนมาก พื้นที่ไร่หมุนเวียนไม่เพียงแต่ไม่เพิ่มขึ้น แต่ยังได้ลดจำนวนลง ทั้งนี้ขนาดของไร่ต่อครัวเรือนโดยรวมยังลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ในขณะที่ชุมชนเองยังได้พร้อมใจกันยกพื้นที่ทำกินบางส่วนให้เป็นพื้นที่ป่าชุมชนอีกด้วย
การทำไร่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาของชาวกะเหรี่ยง จึงเป็นการทำในพื้นที่ไร่เดิม ภาพการถางป่าที่มองจากสายตาของเจ้าหน้าที่ภายนอก แท้ที่จริงแล้วเป็นการเปลี่ยนสภาพไร่เหล่าให้เป็นไร่ การตัดฟันและเผาไม้เพียงบางส่วนนั้นก็เพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้กับดิน การตัดไม้ก็จะทำโดยเหลือต้นให้สูงพอที่จะแตกกิ่งและก้านออกมาได้ และเพียงแต่ริดใบและกิ่งในกรณีของไม้ใหญ่ การทำไร่ของชาวกะเหรี่ยงนั้นจะทำเพียงปีเดียว และทิ้งให้พื้นที่ฟื้นคืนสภาพเป็นไร่เหล่า ก่อนจะวนกลับมาทำไร่อีกครั้ง หากรองนายกฯสุวิทย์ คุณกิตติบินผ่านพื้นที่เดิมอีกในอีกหลายปีต่อมา ก็จะพบว่าพื้นที่ที่คนภายนอกมองว่าเปิดโล่งจากการ ?ถางทำลายป่า? นั้น ได้กลับกลายเป็นป่าเหล่าอันอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นเช่นนี้ต่อเนื่องกันมาหลายศตวรรษแล้ว
การกำหนดแผนและนโยบายจากการนั่งเฮลิคอปเตอร์เพียงประเดี๋ยวประด๋าว โดยไม่สนใจที่จะรับฟังเสียงจากชาวบ้าน ตลอดจนการบริหารจัดการป่าไม้ที่มุ่งเน้นแต่การใช้กำลังและอำนาจเบ็ดเสร็จทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว เป็นสิ่งที่ล้าหลังและสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับสังคมประชาธิปไตย ในขณะที่ทั่วโลกได้พัฒนาแนวการจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่มุ่งเน้นทิศทางการคืนอำนาจแก่ประชาชน และการสร้างความมีส่วนร่วมของชาวบ้านในท้องถิ่น การจัดการป่าในไทยกลับสวนกระแสอย่างน่าเป็นห่วงด้วยการรวบอำนาจ ใช้กำลังในการจับกุมและปราบปราม ขาดความเข้าใจและใช้ทรรศนะคติที่เป็นลบต่อประชาชนที่อาศัยในเขตป่า ในการวางแผนและนโยบายการอนุรักษ์ป่า ซึ่งหากแนวทางการจัดการป่ายังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่เพียงแต่จะเป็นการทำลายความเข็มแข็งและฐานการผลิตของชุมชน แต่ยังจะเป็นการนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมของชุมชนดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในเขตป่ามาเป็นเวลาช้านานอีกด้วย.
สำนักข่าวประชาธรรม Prachadarma news net (PNN)
77/1ม.5 ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200
Email : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
โทร.01-568-5670