playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

  ขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศได้ร่วมมือร่วมใจกันจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในรูปแบบต่างๆมากว่าสองทศวรรษ ตั้งแต่การจัดการป่าต้นน้ำ ป่าชุมชน ป่าครอบครัว ลุ่มน้ำ ป่าชายเลนชุมชน ทะเลชุมชน ไปจนถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมในเมือง โดยเฉพาะการจัดการขยะและน้ำเสีย เป็นขบวนการใหญ่ทีได้รับการรับรองสิทธิอย่างสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐และ๒๕๕๐ แต่มีคำถามเสมอว่า การจัดการดังกล่าวนั้นมี “มูลค่า”ในเชิงตัวเลขเท่าไหร่ เพราะโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบกับทรัพยากรต่างๆมักอ้างอิง”ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ”ของโครงการกันเป็นพันล้านหมื่นล้านอยู่เสมอ เมื่อชุมชนไม่เห็นด้วย คัดค้านโครงการเพราะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นและเสนอทางเลือกว่าการจัดการทรัพยากรโดยชุมชนท้องถิ่นคือทางออก คือทางเลือก ก็มักถูกถามว่าการจัดการทรัพยากรโดยชุมชนดังกล่าวนั้นมี “มูลค่า”เท่าไหร่ แม้ว่าการจัดการดังกล่าวมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนอย่างสูงในแง่มุมต่างๆซึ่งยากที่จะตีค่าออกมาเป็นตัวเงินได้ เช่นการเป็นแหล่งอาหาร(คน) แหล่งอาหารสัตว์ การสร้างความสมดุลของระบบนิเวศน์ ฯลฯ แต่ขบวนองค์กรชุมชนก็ตกลงกันว่า น่าจะมีการศึกษามูลค่าดังกล่าวออกมา

      ในช่วงปี ๒๕๕๐-๒๕๕๑ ที่ผ่านมา ศูนย์ประสานสนับสนุนการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนภาคประชาชน(ศตจ.ปชช.)ได้สนับสนุนให้มีการศึกษามูลค่าที่เกิดขึ้นจากการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขององค์กรชุมชนทั่วประเทศรวม ๒๕กรณี ครอบคลุมพื้นที่ตัวอย่างในภูมินิเวศน์เกือบทุกประเภท การจัดการแหล่งน้ำธรรมชาติของชุมชนคิดเป็น “มูลค่า”เท่าไหร่

     บ้านฮ่องอ้อ ต.ท่าช้าง อ.สว่างวีระวงศ์ จ.อุบลราชธานี เป็นการประกาศเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลาในแม่น้ำมูลเพื่อต่อสู้กับการลักลอบดูดทรายของนายทุนตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ ทำให้สามารรถยับยั้งการดูดทรายของนายทุนซึ่งส่งผลกระทบกับสภาพแวดล้อมในแม่น้ำอย่างรุนแรงได้ และทำให้ชาวบ้านมีรายได้จากการหาปลาในแม่น้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ ผลการศึกษาจำนวน๓๙ครัวเรือนของบ้านฮ่องอ้อพบว่า มีรายได้รวมปีละ ๒.๘ล้านบาท เมื่อหักต้นทุนการทำประมง(แรงงานและเครื่องมือหาปลา)แล้วเหลือรายได้สุทธิ ๑.๑ล้านบาท แต่ละครัวเรือนมีรายได้จากการทำประมงในแม่น้ำซึ่งเป็นผลสำคัญจากการจัดตั้งเขตอนุรักษ์เฉลี่ยครัวเรือนละ๒๘,๗๙๗ ต่อปี หากไม่คิดค่าแรงงาน แต่ละครัวเรือนมีรายได้(หรือลดรายจ่ายด้านอาหาร)เฉลี่ยปีละ๕๖,๔๖๓บาท

    ในพื้นที่ลุ่มน้ำยม ต.บ้านหลุม อ.เมือง จ.สุโขทัย ซึ่งพื้นที่ร้อยละ๙๐เป็นที่ราบลุ่มน้ำกว่า๓๖,๐๐๐ไร่นั้นมีคลองบ้านหลุมเป้ฯคลองสาขาจากแม่น้ำยม เป็นแหล่งปลาน้ำจืดตามธรรมชาติ ซึ่งชาวบ้านจัดการให้มีคลองซอยจำนวนมากเพื่อให้ปลากระจายไปเป็นแหล่งรายได้ทั่วทั้งลุ่มน้ำ ชาวนารายหนึ่งที่นี่จัดการขุดคลองซอยให้ปลาแพร่กระจายเข้ามาจากคลองใหญ่และแม่น้ำ ลงทุนขุดคลองซอย ๑๐๐,๐๐๐บาท(ยาว ๒๐๐เมตร กว้าง ๘ เมตร) ทำให้มีรายได้จากการขายปลาในปี ๒๕๔๙-๒๕๕๐ปีละประมาณ ๑๔๐,๐๐๐บาท

     จากการศึกษาของนักวิจัยพบว่าคลองบ้านหลุมมีปลาน้ำจืดถึง ๕๔ชนิด ประมาณการว่าคลองบ้านหลุมมีทรัพยากรปลาน้ำจืดคิดเป็นมูลค่าตามราคาตลาดถึง๘,๒๒๙,๕๐๐บาท ทรัพยากรปลาที่อุดมสมบูรณ์ของที่นี่ยังทำให้เกิดอาชีพต่อเนื่องอื่นๆอีกจำนวนมากคือการทำปลาร้า ปลาแดดเดียว น้ำปลาและปลาย่าง สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นไปมากมาย ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชุมชนมีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากลุ่มน้ำนี้เพราะชุมชนสามารถเข้าถึงและจัดการแหล่งน้ำให้สอดคล้องกับธรรมชาติ

     กรณีบ้านม่วงชุม ต.ครึ่ง อ.เชียงของ จ.เชียงราย มีการอนุรักษ์หนองน้ำธรรมชาติไว้สามแห่ง เปิดให้หาปลาเป็นครั้งคราว พื้นที่รวม ๒๐ไร่และมีเขตอนุรักษ์ในแม่น้ำอิงยาวประมาณ ๕๐๐เมตร ทำให้มีปลาอุดมสมบูรณ์ถึง ๔๖ชนิด

     เครือข่ายลุ่มน้ำประแสใน จ.ระยองซึ่งประกอบด้วย กลุ่มประมงพื้นบ้าน กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้ง กลุ่มเพาะเลี้ยงหอยนางรม กลุ่มอนุรักษ์เขาชะเมา กลุ่มผู้เลี้ยงปลาเก๋าและกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำประแส มีสมาชิกอยู่ในเครือข่าจาก๕ตำบลกว่า๒๒๐คน ได้ร่วมกับรณรงค์ให้มีการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียในปากน้ำประแสมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ มีกิจกรรมมากมายหลายอย่างตั้งแต่การเทน้ำมักชีวภาพลงแม่น้ำ การล้างตลาดสด การจัดการขยะ การตรวจวัดคุณภาพน้ำและการปลูกป่าชายเลน ผลจากความเพียรพยายามดังกล่าวทำให้คุณภาพน้ำของปากน้ำประแสในปัจจุบันดีขึ้นเป็นอย่างมาก กลุ่มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสามารถกลับมาประกอบอาชีพได้ดีกว่าเดิม การเลี้ยงปลาเก๋าประมาณปีละ๘๐๐กระชังของ๕๐ครอบครัวมีมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณปีละ ๑๒.๘ล้านบาท การทำอวนปูดำของชาวประมงบ้านดอนมะกอก ๑๐รายมีรายได้รวม ๔๖๔,๐๐๐บาท/ปี การทำลอบปูดำ ๔ รายมีรายได้รวม ๑๖๖,๘๘๐บาท/ปี ชาวประมงอวนปลากด ๑๐รายมีรายได้๑๑๒,๕๐๐บาท/ปีและคนทำโพงพางตลอดสายน้ำมีประมาณ๑๕๐รายมีรายได้รวมประมาณ๖.๘ล้านบาทต่อปี พูดได้ว่าการที่คุณภาพน้ำในแม่น้ำดีขึ้นทำให้คนดอนมะกอกมีรายได้เพิ่มขึ้นเพราะการทำประมงพื้นบ้านไม่น้อยกว่าปีละ๑.๘ล้านบาท

     ปากน้ำและทะเลชายฝั่งนั้นแตกต่างจากทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆคือสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่เดือนถ้าสามารถลดปัจจัยที่มาทำลายแหล่งน้ำลงได้ เมื่อคุณภาพน้ำที่ปากน้ำประแสดีขึ้น กุ้งปลากลับมาอย่างรวดเร็วและเพิ่มปริมาณขึ้น เพิ่มชนิดขึ้น ที่หายไปแล้วหรือกำลังสูญพันธุ์ก็ฟื้นกลับมาใหม่ เมื่อทรัพยากรฟื้นตัว ชาวประมงมีรายได้มากขึ้น การเพาะเลี้ยงได้ผล ผลสุดท้ายคือคนที่ไปทำงานโรงงาน ใช้โรงงานเป็นหม้อข้าวหม้อแกงก็กลับบ้านมาทำมาหากินในคลองอีกครั้งเหมือนในอดีต

     ที่อ่าวบ้านดอน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ ๖ อำเภอของ จ.สุราษฎร์ธานี มีกลุ่มองค์กรชุมชน ๑๙กลุ่มทำงานร่วมกันในการจัดการทรัพยากรต่างๆมากมายหลายกิจกรรมเช่น การฟื้นฟูป่าชายเลน การปราบปรามการทำประมงผิดกฎหมายทำลายทรัพยากร การจัดทำเขตอนุรักษ์ชายฝั่ง ส่งเสริมการอนรักษ์สมุนไพรพื้นบ้านในป่าชายเลน การจัดตั้งบ้านปลาธนาคารปู ฯลฯ ปัจจุบันมีพื้นที่ป่าชายเลนที่ชาวประมงดูแลในอ่าวบ้านดอนรวม๑๖,๙๓๒ไร่ มีครัวเรือนที่ใช้ประโยชน์จากป่าชายเลนไม่น้อยกว่า๕๐๐ครัวเรือน ในส่วนของชาวประมงพื้นบ้านประมาณ ๒,๘๐๐ครัวเรือนได้รับประโยชน์โดยตรงจากการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งเพราะกุ้งปลาเพิ่มขึ้น แม้ไม่อาจจำแนกได้ชัดเจนว่าในส่วนที่เพิ่มจากจากการจัดการทรัพยากรจะเป้ฯสัดส่วนเท่าใด แต่ประมาณการได้ว่าชาวประมงในอ่าวบ้านดอนมีรายได้รวมไม่น้อยกว่าปีละ๔๑๖ล้านบาทจากการจับสัตว์น้ำชนิดต่างๆ เฉพาะครัวเรือนที่ไม่มีเรือเป็นของตนเองประมาณ๓๐๐ครัวเรือนนั้น ก็มีรายได้จากการที่อ่าวสมบูรณ์ ป่าชายเลนสมบูรณ์ประมาณวันละ๒๐๐บาทหรือปีละ๙ล้านบาท(คำนวณจากการทำงานเดือนละ๑๕วัน๑๐เดือนต่อปี)

     กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนคลองตำหรุ อ.เมือง จ.ชลบุรีทำงานอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนพื้นที่๔๐๐กว่าไร่ในปี ๒๕๔๒จนมีพื้นที่ประมาณ๑,๕๐๐ไร่ในปัจจุบัน ทำให้กุ้งปลาเพิ่มปริมาณมากขึ้น สัตว์น้ำที่หายไปกลับคืนมา ชาวบ้านที่ยากจนไม่น้อยกว่า๒๔ครัวเรือนได้อาศัยพึ่งพิงป่าชายเลนผืนนี้ยังชีพโดยไม่ทำลายป่า

     คลองตำหรุเป็นคลองเดียวของชลบุรีที่ทำนาเกลือได้ แต่หลังจากมีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากทำให้คุณภาพน้ำทะลเสื่อม มีตะกอน เกลือคุณภาพต่ำลงอย่างมาก ภายหลังการฟื้นฟูป่าชายเลนปรากฏป่าชายเลนช่วยซึมซับตะกอน เกลือที่ผลิตได้มีคุณภาพดีขึ้นชาวนาเกลือ๓๐ราย พื้นที่ทำนาเกลือ๒๐๐ไร่ได้รับประโยชน์เต็มๆ นอกจากนั้นชาวนากุ้งที่เลิกรากันไปหลายปีเพราะน้ำเสียก็เริ่มกลับมาทำนากุ้งแบบธรรมชาติเพราะมีป่าชายเลนสมบูรณ์หรือเลี้ยงแบบผสมผสาน กุ้ง ปลา ปู ปัจจุบันมีคนทำนากุ้ง ๑๕๐รายพื้นที่กว่า๑,๐๐๐ ไร่ รายได้รวมประมาณ ๖ล้านบาท/ปี คนเลี้ยงสัตว์น้ำผสมผสาน ๒๐ราย รายได้รวมประมาณ๑.๙ล้านบาท นักวิจัยประมาณว่าผลประโยชน์จากการฟื้นป่าชายเลนที่คลองตำหรุทั้งเรื่องพืชสมุนไพรในป่าชายเลน กุ้งปูที่เพิ่มขึ้น การทำนาเกลือ นากุ้ง ปลาหมอเทศที่เพิ่มขึ้นและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์รวมแล้ว ไม่น้อยกว่าปีละ๒๕ล้านบาท

     ข้อมูลเหล่านี้ยืนยันได้หรือยังว่าการจัดป่าลุ่มน้ำ การจัดการทะเลชายฝั่งโดยชุมชนมีมูลค่ามหาศาลขนาดไหน ถึงเวลาหรือยังที่จะส่งเสริมให้ชุมชนริมน้ำ ริมทะเลเป็นเจ้าของและจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำและชายฝั่งกันทุกชุมชนทั่วประเทศ

 

อัมพร    แก้วหนู

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter