ขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศได้ร่วมมือร่วมใจกันจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในรูปแบบต่างๆมากว่าสองทศวรรษ ตั้งแต่การจัดการป่าต้นน้ำ ป่าชุมชน ป่าครอบครัว ลุ่มน้ำ ป่าชายเลนชุมชน ทะเลชุมชน ไปจนถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมในเมือง โดยเฉพาะการจัดการขยะและน้ำเสีย เป็นขบวนการใหญ่ทีได้รับการรับรองสิทธิอย่างสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐และ๒๕๕๐ แต่มีคำถามเสมอว่า การจัดการดังกล่าวนั้นมี “มูลค่า”ในเชิงตัวเลขเท่าไหร่ เพราะโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบกับทรัพยากรต่างๆมักอ้างอิง”ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ”ของโครงการกันเป็นพันล้านหมื่นล้านอยู่เสมอ เมื่อชุมชนไม่เห็นด้วย คัดค้านโครงการเพราะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นและเสนอทางเลือกว่าการจัดการทรัพยากรโดยชุมชนท้องถิ่นคือทางออก คือทางเลือก ก็มักถูกถามว่าการจัดการทรัพยากรโดยชุมชนดังกล่าวนั้นมี “มูลค่า”เท่าไหร่ แม้ว่าการจัดการดังกล่าวมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนอย่างสูงในแง่มุมต่างๆซึ่งยากที่จะตีค่าออกมาเป็นตัวเงินได้ เช่นการเป็นแหล่งอาหาร(คน) แหล่งอาหารสัตว์ การสร้างความสมดุลของระบบนิเวศน์ ฯลฯ แต่ขบวนองค์กรชุมชนก็ตกลงกันว่า น่าจะมีการศึกษามูลค่าดังกล่าวออกมา
ในช่วงปี ๒๕๕๐-๒๕๕๑ ที่ผ่านมา ศูนย์ประสานสนับสนุนการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนภาคประชาชน(ศตจ.ปชช.)ได้สนับสนุนให้มีการศึกษามูลค่าที่เกิดขึ้นจากการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขององค์กรชุมชนทั่วประเทศรวม ๒๕กรณี ครอบคลุมพื้นที่ตัวอย่างในภูมินิเวศน์เกือบทุกประเภท เฉพาะเรื่องการจัดการป่าชุมชน มีผลการศึกษาน่าสนใจอย่างยิ่ง
เครือข่ายอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าภูถ้ำและภูกระแต อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่นซึ่งทำงานอนุรักษ์ป่าชุมชนพื้นที่กว่า ๒,๘๐๐ไร่มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ ทำให้ชุมชน ๓๔๖ ครัวเรือนมีพื้นที่เลี้ยงวัวในป่า โดยไม่ทำลายป่าจำนวน ๒,๐๗๕ ตัวคิดเป็นมูลค่ารวม ๑๒.๔ล้านบาท(คิดเฉลี่ยตัวละ ๖,๐๐๐บาท) จากการศึกษาครัวเรือนตัวอย่าง ๙๐ครัวเรือน ที่ใช้ประโยชน์จากป่าในเรื่องต่างๆคือ ไม้ใช้สอย พืชผัก เห็ด สมุนไพร สัตว์ นกแมลง พบว่ามีมูลค่าของการใช้ประโยชน์สุทธิ(หักค่าใช้จ่ายแล้ว) ๒๘๔,๗๓๙ บาทต่อปี (เฉลี่ยครัวเรือนละ ๓,๑๖๓บาทต่อปี) กรณีการเลี้ยงวัว ๒,๐๐๐กว่าตัวในป่าโดยไม่ต้องซื้อหาหญ้านั้นคิดเป็นเงินที่ชุมชนประหยัดได้ ๑๑.๒ ล้านบาท การจัดการป่าชุมนที่นี้ยังช่วยสร้างเครือข่ายการอนุรักษ์ป่า ๒๗ หมู่บ้าน ป่าอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ไม่เกิดไฟป่า มีสัตว์ต่างๆเข้ามาอาศัยเพิ่มขึ้นและเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการจัดการป่าชุมชนที่สำคัญ
เครือข่ายป่าชุมชนบ้านดงซึ่งมีสมาชิกจาก๔หมู่บ้านใน ต.บ้านดง อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ทำงานอนุรักษ์ป่าชุมชนพื้นที่กว่า๒,๒๐๐ ไร่มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ มีคนใช้ประโยชน์จากป่า ๔๖๖ครัวเรือน ทำให้ชาวบ้านสามารถสร้างประปาภูเขาใน๖หมู่บ้าน แทนที่จะต้องซื้อน้ำจากการประปาส่วนภูมิภาคซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า คือประปาภูเขาจ่ายปีละ๑๐๐บาท ประปาภูมิภาคจ่ายอย่างน้อย ๑,๐๓๒บาทต่อปี คนหาหน่อไม้จากป่าขายมีรายได้ปีละ๓๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐บาท จากการคำนวณการหาเห็ดและผักจากป่า(ไม่รวมหน่อไม้)จำนวน ๑๒ชนิด โดยประมาณการว่ามีผู้ใช้ประโยชน์จากป่า ๓๐๐ครัวเรือนพบว่ามูลค่าของรายได้(หรือลดรายจ่าย)จากป่าผืนนี้ปีละ๒๙๕,๕๐๐บาท เฉลี่ยครัวเรือนละ๙๘๕บาท ป่าชุมชนแห่งนี้มีครัวเรือนประมาณ ๔๒๐ครัวเรือนใช้ไม้เพื่อประโยชน์ต่างๆคือ ไม้ตอก ไม้หลักพริก(สำหรับปลูกพริกขาย) ไม้กอหญ้า ไม้จักสานและไม้ล้อมรั้ว รวมมูลค่าปีละ๔๔๖,๕๐๐บาท รวมมูลค่าพืชผัก เห็ดและไม้ใช้สอยจากป่าประมาณปีละ๗๔๒,๐๐๐บาท ป่าชุมชนผืนนี้มีหน่อไม้ชนิดต่างๆ๙ชนิด เห็ด ๘ ชนิดและผักป่า๑๓ชนิด เฉพาะหน่อไม้นักวิจัยประมาณการว่าออกจากป่านี้ปีละ๑๖,๘๐๐กก. ราคาขายในชุมชนประมาณกก.ละ๕บาท แต่ราคาขายนอกชุมชนกก.ละ๒๐บาท
บ้านต๊ำใน ต.บ้านต๊ำ อ.เมือง จ.พะเยามีการจัดการป่าชุมชนพื้นที่ประมาณ ๔,๐๐๐ไร่ซึ่งเริ่มประบวนการมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ ศึกษาพบว่าป่าแห่งนี้ให้ผลผลิตกับชาวบ้านในรูปของเห็ด(๑๓ชนิด)ผักป่า(๑๐ชนิด)ผลไม้ป่า(๕ชนิด)ของป่า(๕ชนิด)แมลง(๖ชนิด)และสัตว์ป่า(๕ชนิด)คิดเป็นมูลค่ารวมอย่างน้อยปีละ ๓๔๖,๐๐๐บาท นอกจากนั้นยังเป็นแหล่งน้ำประปาภูเขาของ ๑๗๕ครัวเรือนที่นี่ด้วย
บ้านนาอิสาน ต.ท่ากระดาน อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา เป็นชุมชนชาวอิสานที่อพยพมาทำมาหากินในภาคตะวันออก มีการจัดการป่าชุมชนมาตั้งแต่ประมาณปี ๒๕๔๐ เป็นหนึ่งในเครือข่ายชุมชนรอบป่าตะวันออก มีพื้นที่ที่จัดการประมาณ๑,๕๐๐ไร่ในพื้นที่ป่ากันชนของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน นักวิจัยพบว่าครัวเรือน๒๒๖ครัวเรือนของหมู่บ้านนี้เก็บพืชผักและสมุนไพรจากป่ามาใช้บริโภคและขาย๑๗,๑๓๑กก.ในหนึ่งปี คิดเป็นมูลค่า๗๖๗,๐๖๕บาท เฉลี่ยครัวเรือนละ๓,๓๙๔ บาท/ปี เมื่ออามูลค่าทางเศรษฐกิจดังกล่าวหารกลับไปเทียบกับพื้นที่ป่าพบว่าป่าชุมชนหนึ่งไร่ให้มูลค่าทางเศรษฐกิจโดยตรงกับชุมชนรอบป่านี้ปีละ๕๑๑บาท
เครือข่ายชุมชนในลุ่มน้ำหลังสวนจังหวัดชุมพร พื้นที่ปลูกผลไม้ใหญ่ของประเทศทางภาคใต้ ซึ่งเริ่มทำงานอนุรักษ์ป่า ทำการเกษตรแบบยั่งยืนมาตั้งแต่ประมาณปี ๒๕๓๘ ตัวอย่างบ้านปากทรง ต.ปากทรง อ.พะโต๊ะ มีการใช้ประโยชน์จากป่า ๑๕๐ครัวเรือนทางด้านต่างๆคือการใช้ไม้สร้างบ้าน ทำคอกสัตว์ หัตกรรม ทำสำนักสงฆ์ ใช้ในพิธีกรรม ฯลฯ การใช้น้ำเพี่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค ผักพื้นบ้าน สมุนไพร สัตว์น้ำ การท่องเที่ยวคิดเป็นมูลค่าทั้งหมดในหนึ่งปีประมาณ๔๒.๔ล้านบาท การหาผักที่นิยมบริโภคอย่างเนียงป่านั้นประมาณว่าหาได้จากป่าปีละ๒๐ตัน ขายกก.ละ๑๕บาทคิดเป็นมูลค่าถึง ๖ล้านบาท/ปี เห็ดโคนซึ่งเป็นอาหารยอดนิยมอีกอย่างหนึ่งประมาณการว่าคน๒๕๐ครัวเรือน(จากหมู่บ้านอื่นด้วย)หาได้คิดเป็นมูลค่าปีละ๒๕๐,๐๐๐บาท
ครัวเรือนรอบป่าหาผักหาไม้ใช้สอยจากป่า หาปลาจากห้วยหนองคลองบึงในป่า หามสมุนไพรจากป่า ใช้น้ำประปาภูเขาจากป่า เลี้ยงวัวในป่า ฯลฯ คิดเป็นตัวเลขเบื้องต้นออกมาว่าประมาณครัวเรือนละ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐บาทต่อปี
ตัวเลขที่กล่าวมาแล้วนั้นเป็นความพยายามที่จะสืบค้นและคิดคำนวณมูลค่าของป่าที่ชาวบ้านจัดการออกมาเป็นตัวเลขเพื่อบอกสังคมว่าการจัดการป่าโดยชุมชนนั้นมีความหมายกับชุมชนอย่างไร? แต่มูลค่าที่ศึกษาออกมานั้นเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของมูลค่าทั้งหมดของป่าเท่านั้น เราจะคำนวณอย่างไรเพื่อบอกว่าการรักษาป่านั้นทำให้ภูมิอากาศในพื้นที่มีความสมดุล ดิน น้ำอุดมสมบูรณ์ต่อเนื่องกันไป สำหรับคนจนป่าคือซุปเปอร์มาร์เก็ต คนจนที่สุดของประเทศทั่วประเทศหลายหมื่นครัวเรือนในชนบทสามารถมีชีวิตรอดได้เพราะอาหารจากป่า เราจะคำนวณคุณค่าและมูลค่าของป่าในมิตินี้ออกมาได้อย่างไร?
สำหรับนักวิจัยคงต้องศึกษาออกมาป่าชุมชนทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพของพืชสัตว์เพิ่มขึ้นขนาดไหน? ดินอุดมสมบูรณ์ขึ้นอย่างไร?มูลค่าที่คนจนมีชีวิตรอด ไม่ก่อปัญหาสังคม คิดเป็นมูลค่าเท่าไหร่ ไปจนถึงว่าถ้าป่าชุมชนมีคุณค่าขนาดนั้น รัฐจะมีมาตรการด้านภาษีเพื่อช่วยคนรักษาป่าอย่างไร ? แต่ชาวบ้านริมป่านั้นมีข้อสรุปมายาวนานกว่าสองทศวรรษแล้วว่าป่าชุมชนคือทางรอดของชุมชนและของการจัดการทรัพยากรป่าไม้โดยรวมของประเทศ ภายใต้แนวคิดว่า “คนอยู่ร่วมกับป่า พัฒนาอย่างยั่งยืน” ไม่ใช่ “ไล่คนออกจากป่า พัฒนา(โดยรัฐ)ตามลำพัง”
อัมพร แก้วหนู





