รายงานคุณภาพสิ่งแวดล้อมประเทศไทยปี ๒๕๔๘ ของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯระบุว่าในปี ๒๕๔๗ประเทศไทยมีขยะ ๑๔.๖ล้านตัน เป็นขยะในกรุงเทพมหานครประมาณร้อยละ๒๐
แนวทางในการจัดการขยะในอดีตเป็นไปในทางเดียวกันทั่วโลกคือการ “กำจัด”ขยะด้วยวิธีการต่างๆ ระยะแรกๆที่ขยะยังไม่มากมักจะเป็นการฝังกลบ แต่นานๆเข้าไม่มีพื้นที่ จึงเริ่มมาใช้เตาเผาขยะกันมากขึ้น ปัจจุบันนี้ผู้บริหารท้องถิ่นทั่วประเทศมักได้รับการสนับสนุนจากบริษัทขายเทคโนโลยีเผาขยะไปดูงานที่โน่นที่นี่อยู่บ่อยครั้ง แต่สิ่งที่บริษัทขายเตาเผาขยะไมได้บอกเราคือเตาเผาขยะนั้นผลิตสารพิษอันตรายที่สุดในโลกออกมาตัวหนึ่งเรียกว่าไดออกซิน (dioxin) นักวิชาการยังไม่สามารถกำจัดสารพิษชนิดนี้ได้ในปัจจุบัน
ในขณะที่บริษัทขายเทคโนโลยีเตาเผาขยะเดินสายขายของไปทั่วโลก มีขบวนชุมชน ประชาสังคมและนักวิชาการกลุ่มหนึ่งพัฒนาแนวทางการจัดการขยะอีกแนวหนึ่งซึ่งบอกว่า โลกเรานั้น เมืองเรานั้นสามารถไปสู่เมืองไร้ขยะ(zero waste)ได้ไม่ยากนัก แนวทางที่ว่านี้เป็นการผสมผสานการจัดการขยะในรูปแบบต่างๆเข้าด้วยกันตั้งแต่การหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่(recycle) การนำกลับมาใช้ใหม่(reuse) และสารพัดแนวทางในตระกูลre ไปจนถึง rethink- คิดเสียใหม่ว่าจะใช้ผลิตภัณฑ์นี้หรือเปล่า ถ้ามันสร้างขยะที่ยากต่อการกำจัด การออกมาตรการด้านภาษีเพื่อลดการสร้างขยะอันตรายหรือยากในการกำจัด ไปจนถึงการรณรงค์ให้คนสร้างขยะทุกคนลดการบริโภค
ในส่วนของชุมชนคนจนในเมืองทั่วโลกนั้น กองขยะคือแหล่งเงินแหล่งทอง แหล่งที่ทำให้มีรายได้ มีชีวิตรอด ขบวนการเก็บขยะมีมานานแล้ว เป็นขบวนการที่ทำงานอย่างแข็งขันทุกวัน ช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องเข้าเตาเผาหรือเดินทางไปสู่ที่ฝังกลบปริมาณมหาศาลในแต่ละปี
คุณค่าและมูลค่าของการจัดการขยะโดยเครือข่ายคนจนในเมืองมีมากน้อยแค่ไหน? เครือข่ายออมทรัพย์หลักสี่-ดอนเมือง
มีคำตอบในรายงานการศึกษาที่สนับสนุนโดยศูนย์ประสานสนับสนุนการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนภาคประชาชน(ศตจ.ปชช.)ผ่านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนระหว่างปี ๒๕๕๐-๒๕๕๑
เครือข่ายออมทรัพย์หลักสี่ –ดอนเมือง ซึ่งรวมตัวกันเป็นเครือข่ายมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ และเริ่มดำเนินการศูนย์ขยะรีไซเคิลในปี ๒๕๔๔-๒๕๔๕ ปัจจุบันชุมชนแออัดเข้าร่วมมากกว่า๒๐ ชุมชน คนเข้าร่วมกระบวนการมากกว่า ๕๐๐คน สมาชิกเครือข่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรง ๓๒๒ คน มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ๓,๐๐๐บาท คิดเป็นรายได้ปีละ๑๐.๒ ล้านบาท คนที่เก็บขยะเป็นอาชีพจะมีรายได้เดือนละ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐บาท ในแง่ของการลดภาระการกำจัดขยะของรัฐ พบว่าการรับซื้อขยะของเครือข่ายสามารถช่วยจัดการขยะได้เดือนละประมาณ ๕๐ตัน คิดเป็นร้อยละ ๑.๔๗ ของปริมาณขยะในเขตหลักสี่ทั้งหมด การจัดการขยะของกรุงเทพมหานคร ๑ ตันต้องใช้เงิน ๙๐๐บาท เท่ากับเครือข่ายช่วยลดภาระการจัดการขยะของกรุงเทพลงได้ประมาณปีละ ๕๔๐,๐๐๐บาท นั่นยังไม่รวมถึงการที่เครือข่ายสามารถสร้างคนชุมชน “จิตใจสีเขียว”ขึ้นมาได้จำนวนมากในกระบวนการนี้ ไม่รวมถึงการที่ชุมชนแออัดต่างๆปลอดขยะและการลดขยะที่จะถูกเททิ้งลงแม่น้ำลำคลองของกรุงเทพมหานครอีกต่างหาก คณะผู้วิจัยสรุปว่าในช่วงประยะเวลา ๕ ปีของการจัดการขยะของเครือข่าย สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ชุมชนรวม ๕๑ล้านบาท
รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมดังกล่าวข้างต้นระบุว่าขยะของประเทศไทยร้อยละ๘๐สามารถรีไซเคิลได้ นั่นหมายความถ้าทุกเมือง ทุกเทศบาลสามารถรีไซเคิลขยะที่สามารถรีไซเคิลได้ เราจะมีภาระในการจัดการขยะน้อยมาก ที่ฝังกลบ เตาเผาขยะที่อุดมไปด้วยสารพิษก็อาจจะไม่จำเป็นเลย
การจัดการขยะนั้นต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วนตั้งแต่บริษัทที่ผลิตสินค้า ผู้บริโภคสร้างขยะทุกคน รัฐบาลไปจนถึงคนเก็บขยะของเมือง บริษัทที่ผลิตสินค้าต้องไตร่ตรอง(และเสียภาษี)ว่าสินค้าที่ตนเองผลิตขึ้นนั้นจะสร้างภาระในการจัดการขยะมากน้อยเท่าไหร่กับรัฐบาล คนสร้างขยะต้องคิดว่าขยะที่ตนเองสร้างขึ้นมาแต่ละชิ้นจะสร้างภาระในการจัดการอบย่างไรและตนเองจะลดภาระนั้นได้อย่างไร เพราะรถขยะ คนเก็บขยะ เตาเผาขยะราคานับพันล้าน ที่ฝังกลบขยะราคาหลายร้อยล้าน ล้วนแล้วแต่มาจากภาษีของเราทั้งสิ้น
และเมื่อขยะเดินทางไปเกือบถึงปลายทาง กลุ่มคนที่มีบทบาทมากที่สุดของเมืองคือคนเก็บขยะ ซึ่งเป็นคนจนที่สุดในเมืองนั้น แต่มีบทบาทที่สำคัญที่สุดในขบวนจัดการขยะ ปัจจุบันนั้นทุกเมืองมีคนเก็บขยะ แต่กระจัดกระจายไม่เป็นระบบ วิธีทำให้การจัดการขยะที่ปลายทางเป็นระบบคือการส่งเสริมให้เครือข่ายครนจนเมืองจัดการขยะดังตัวอย่างที่ดำเนินการที่หลักสี่-ดอนเมืองดังกล่าวแล้ว บทเรียนของเครือข่ายบอกเราว่า แทนที่เราจะเอาเงินภาษีของทุกคนไปเผาเล่นในกองขยะในราคาตันละ ๙๐๐บาท ถ้าคัดแยกขยะเหล่านั้นไปขาย เรากลับมีรายได้จากกองขยะมหาศาล เช่น กระดาษขายได้ตันละ ๔,๐๐๐บาท ทองแดงตันละ ๙๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐บาท อลูมิเนียมตันละ๑๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐บาท เหล็กตันละ๔,๐๐๐-๑๒,๐๐๐บาท ฯลฯ
สำนักเขตหลักสี่ ของกรุงเทพมหานครมีภาระในการจัดการขยะประมาณเดือนละ ๔๐,๘๐๐ตันในปี ๒๕๕๐ ต้องใช้งบประมาณเดือนละ ๖๔๘,๐๐๐บาทในการจัดเก็บขยะ ขยะที่เครือข่ายรับซื้อมาขายเพื่อรีไซเคิลต่อนั้นคิดเป็นเพียงร้อยละ๑.๔ ของขยะทั้งหมดเท่านั้น ลองจินตนาการว่าถ้าทุกเมืองทั่วประเทศ มีเครือข่ายองค์กรชุมชนจัดการขยะ ทำหน้าที่จัดการขยะสักร้อยละ๕๐ของขยะทั้งเมือง ประเทศเราจะลดงบประมาณในการจัดการขยะได้มากมายขนาดไหน จะลดมลพิษ(ควันพิษจากเตาเผา น้ำเสียจากที่ฝังกลบ)ได้มากมายขนาดไหน จะทำให้คนจนมีรายได้เพิ่มขึ้นมากขนาดไหน
นอกเหนือจากการลดภาระในการจัดการขยะของรัฐ การสร้างชุมชนที่สะอาดถูกหลักอนามัย การเพิ่มรายได้ของชุมชนแล้วการจัดการขยะในรูปแบบนี้ยังทำให้เกิดเครือข่ายองค์กรชุมชนเข้มแข็งขึ้นมากมายทั่วประเทศ เครือข่ายองค์กรชุมชนเมืองเข้มเข็งคือรากฐานของการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนในทุกมิติ
ขยะปีละเกือบ ๑๕ ล้านตันของประเทศเรานั้น นอกเหนือจากการรณรงค์ให้คนสร้างขยะจัดการปัญหาของตนเองแล้ว เราต้องมองไปที่เครือข่ายคนจนเมืองรีไซเคิลขยะใน ๑,๒๐๐เมืองทั่วประเทศว่าจะเป็นกลไกสำคัญที่จะจัดการปัญหานี้ มองไปที่เทคโลยีชุมชน ไม่ใช่เทคโลยีเตาเผาขยะ
อัมพร แก้วหนู





