แม้เราไม่สามารถควบคุมการเกิดขึ้นของพิบัติภัยจากธรรมชาติ แต่เราก็สามารถเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติ เพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นได้ โดยไม่ปล่อยให้รัฐ หรือใครคนใดคนหนึ่งรับผิดชอบเพียงลำพัง อย่างที่ “คนชะอวด” จังหวัดนครศรีธรรมราช และภาคีเครือข่าย กำลังร่วมกันคิด ร่วมกันทำอยู่ในขณะนี้
พื้นที่อำเภอชะอวด : กับความเสี่ยงจากอุทกภัย
ลักษณะภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ชะอวด มีทั้งความเสี่ยงจาก “ดินถล่ม” ในพื้นที่ตำบลวังอ่าง ควนหนองหงส์ เขาพระทอง และบริเวณพื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส ที่เป็นรอยต่อของจังหวัดพัทลุง จังหวัดตรัง และจังหวัดนครศรีธรรมราช ความเสี่ยงจาก“อุทกภัย” ในพื้นที่ตำบลที่เหลือทั้งหมด และความเสี่ยงจาก “วาตภัย” ที่ขึ้นฝั่งจังหวัดสงขลา อย่างเมื่อปลายปี 2553 พื้นที่อำเภอชะอวดก็ได้รับผลกระทบเช่นกันจากเหตุการณ์วาตภัยครั้งล่าสุด มีพื้นที่สวนยางโค่นถล่มล้มหลายร้อยไร่ ในพื้นที่ตำบลเกาะขันธ์ นางหลง ชะอวดและขอนหาด
อ.ปกรณ์ ดิษฐกิจสำนักวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ให้ข้อมูลว่า “คนลุ่มน้ำปากพนัง ยากที่จะหลีกเลี่ยงจากปัญหาอุทกภัย โดยเฉพาะในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝนของพื้นที่อันเนื่องมาจากอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีปริมาณน้ำฝนมาก โดยเฉลี่ยในคาบ 30 ปี ย้อนหลังแม้ว่าค่าเฉลี่ยปริมาณน้ำฝนในพื้นที่อำเภอชะอวดจะน้อยกว่าในพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอลานสกา บางปีฝนตกหนักแบบกระจุกตัวติดต่อกัน 5-7 วัน ทำให้ปริมาณน้ำฝนมากกว่าครึ่งปีก็มี ซึ่งหนีไม่พ้นที่คนชะอวดจะเผชิญกับปัญหาอุทกภัยจุดเสี่ยงสำคัญที่คนชะอวดควรศึกษาและติดตาม คือ อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส ในพื้นที่ต้นน้ำของเทือกเขาบรรทัด”

ความรู้จากนักวิชาการ กับภูมิปัญญาชาวบ้าน : การบูรณาการที่เหมาะสม
อ.ปกรณ์ ดิษฐกิจให้ข้อมูลต่อว่า “การหาวิธีการอยู่กับน้ำ เป็นทางเลือกของหลายประเทศที่ตระหนักว่า มนุษย์ไม่สามารถหนีจากภัยพิบัติได้ ต้องหาวิธีการอยู่กับภัยพิบัติ (อยู่กับน้ำ)ให้ได้ อย่างประเทศบังคลาเทศ เวียตนาม ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศในโลก ซึ่งต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติทุกปี ต่างก็มีการพัฒนาความรู้ที่บูรณาการระหว่างความรู้ด้านเทคโนโลยีทันสมัยกับความรู้ท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่เสี่ยง เช่น การพัฒนาและการใช้เครื่องมือเตือนภัยทั้งหลายในประเทศฟิลิปปินส์ จะเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนตั้งแต่ขั้นตอนการติดตั้ง การฝึกอบรมการใช้เครื่องมือ การบันทึกข้อมูลจากผลการใช้เครื่องมือ เพื่อให้ชุมชนสามารถจัดการเครื่องมือได้ด้วยตนเอง หากเครื่องมือไม่เหมาะสมต่อพื้นที่ ชาวบ้านและชุมชนก็สามารถสะท้อนข้อมูลให้กับผู้พัฒนาเครื่องมือได้ทันที อย่างกรณีการใช้เครื่องมือวัดปริมาณน้ำฝนเพื่อช่วยในการป้องกันภัยพิบัติ สำหรับประเทศไทยในขณะนี้ก็มีส่วนราชการและนักวิชาการพัฒนาเครื่องวัดน้ำฝนออกมาหลากหลายรูปแบบ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ชุมชนได้ไม่ยาก และหากมีกลไกการจัดการข้อมูลจากเครื่องมือวัดน้ำฝน ที่มีประสิทธิภาพในการแปลความหมายตามหลักเกณฑ์สากล เราก็จะได้เครื่องมือเตือนภัยที่เหมาะสมกับผู้ใช้ระดับชาวบ้าน”
การบริหารจัดการภัยพิบัติแนวใหม่ : ให้ชุมชนเป็นฐาน เป็นพระเอก
นายธนวัฒน์ เรืองเดช นักวิเคราะห์นโยบายและแผนปฏิบัติการ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า “อนาคตของการบริหารจัดการภัยพิบัติของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยนั้นจะเน้นให้ภาคประชาชนในชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานในกระบวนการจัดการภัยพิบัติ และต้องการเข้ามามีส่วนร่วมกับชุมชนจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันภัยพิบัติก่อนที่จะเกิดภัยพิบัติมากกว่า และทางสำนักงาน ปภ.นครศรีธรรมราช ยินดีลงพื้นที่จัดกระบวนการเรียนรู้กระบวนการรับมือกับภัยพิบัติให้กับชุมชนทุกพื้นที่”
อ.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุว่าหากชาวบ้านในชุมชนลุกขึ้นมาวางแผนจัดการรับมือกับภัยพิบัติ โดยไม่รอให้ “คนนอกพื้นที่” เข้ามาจัดการ “หากรอแต่คนนอกอาจรักษาชีวิตตนเองไม่ได้” และเสนอว่ามีหลายประเด็นที่ควรนำไปพัฒนาเป็นโจทย์ศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง อย่างเช่น การพัฒนาระบบ “การจัดการจราจรของน้ำ” ในระดับลุ่มน้ำ อย่างลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งดำเนินการอยู่แล้ว โดยให้ชาวบ้านทุกพื้นที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพราะการผันน้ำแก้ปัญหาเมือง หรือแก้ปัญหาอีกพื้นที่หนึ่ง ย่อมมีผลกระทบกับพื้นที่ใกล้เคียงเสมอ หากไม่ตัดสินใจร่วมกัน จะเกิดการทะเลาะวิวาทกัน อย่างที่เห็นในข่าวทุกปี หรือการซักซ้อมการเตือนภัย การสร้างเครื่องมือเตือนภัยที่เหมาะสม ต้องให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการติดตั้ง การใช้ประโยชน์ การดูแลบำรุงรักษา เพื่อให้เกิดความเป็น “เจ้าของ” เป็นคนมีส่วนได้ส่วนเสียจากเครื่องมือและระบบเตือนภัย มากกว่า “เป็นเพียงคนดูแลและรายงานข้อมูลให้กับหน่วยงาน”
เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนร่วมจัดการภัยพิบัติ
ด้านนายชิณวัฒน์ สุวรรณเลิศ ผู้ประสานงานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ระบุว่า เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จะมีการจัดกลุ่มย่อยรายตำบล หลังจากได้รับความรู้เชิงวิชาการจากนักวิชาการและผู้แทนภาครัฐแล้ว โดยกำหนดให้แต่ละพื้นที่กลับไป “ตั้งโจทย์”ของพื้นที่ตนเอง และนำมาเสนอพิจารณาวิเคราะห์ร่วมกันอีกครั้ง โดยมีพื้นที่เป้าหมายในพื้นที่ริมสายน้ำปากพนังเข้าร่วมประมาณ 22 ตำบล จากอำเภอปากพนัง เชียรใหญ่ หัวไทร ชะอวด ซึ่งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ได้สนับสนุนเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนในพื้นที่ดำเนินโครงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในสายน้ำปากพนัง ซึ่งใต้โครงการดังกล่าวจะมีเรื่องการจัดการน้ำ การจัดการนา การจัดการป่าพรุ เพื่อการเกษตรและการรับมือกับภัยพิบัติอยู่ด้วย
ในส่วนฝ่ายวิชาการ โดยโครงการวิจัยการจับความรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ประสานงานกับสำนักประสานงานวิจัยชุด “การวิจัยและพัฒนาเชิงพื้นที่” และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ และนักวิชาการในเครือข่ายของ อ.ปกรณ์ ดิษฐกิจ และสำนักวิชาต่างๆ มหาวิทยาลัยวัยลักษณ์ ให้จัดกลุ่มนักวิชาการที่มีชุดความรู้และเครื่องมือ มาร่วมกับชาวบ้าน 22 ตำบล ในพื้นที่สายน้ำปากพนัง และพื้นที่เสี่ยงภัยอื่นๆในจังหวัดสงขลา พัทลุง สตูล ตรัง เพื่อเริ่มปฏิบัติการงานศึกษาวิจัยเพื่อ “การอยู่กับน้ำ”ให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม


เรื่อง : ณรงค์ คงมาก ภาพ : จากอินเตอร์เน็ต





