สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภูมิประเทศที่เกิดขึ้นทั่วโลก อย่างชัดเจน ใกล้ตัวมากยิ่งขึ้นกับภัยพิบัติทั้งดินโคลนถล่ม อุทกภัยที่เกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆของไทยรวมถึงกรุงเทพมหานคร การดำรงชีพของชุมชนท้องถิ่นอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น ความมั่นคงทางชีวิต สังคม เศรษฐกิจ น้อยลง รวมถึงการเผชิญผลกระทบที่เกิดจากนโยบายการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต
๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๔ วันแรกของการสัมมนาวิชาการระดับชาติ “ป่าชุมชนไทยเพื่อการปฏิรูปสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืนภายใต้การเปลี่ยนแปลง” ณ โรงแรมมารวยการ์เด้น กรุงเทพฯ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนสถานการณ์ในการตั้งรับและปรับตัวของป่าชุมชนไทยท่ามกลางการปฏิรูปประเทศไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก รวบรวมบทเรียนรูปธรรมที่เป็นต้นแบบในการจัดการป่าชุมชนในสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน และเพื่อกำหนดทิศทาง ข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการป่าชุมชนที่เป็นธรรมอย่างยั่งยืน เสนอเสนอต่อสาธารณะ ผลักดันสู่นโยบายแห่งชาติต่อไป
สิทธิชุมชนบนฐานทรัพยากรในสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูป
รศ.ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม นักมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ ได้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ป่าชุมชนด้วยพลังองค์กรทางสังคม จากสถานการณ์ป่าชุมชนเสื่อมโทรมเพราะก่อนนี้ชุมชนท้องถิ่นถูกละเลย รัฐให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมมากกว่าการเกษตร รวมถึงโครงสร้างสำคัญของสังคมเกิดความไม่เท่าเทียมทั้งโครงสร้างการเมืองการปกครองที่ไม่กระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น โครงสร้างการเปลี่ยนแปลงสังคมเกษตรสู่อุตสาหกรรมที่ไม่สร้างความเป็นชุมชน ทั้งยังเปิดโอกาสให้คนภายนอกเข้าใช้ทรัพยากรในชุมชน หากแท้จริงแล้วป่าชุมชนเป็นพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ทางวัฒนธรรม มีความเป็นเจ้าของที่มีความสัมพันธ์ของคน ชุมชน ธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาติ ดังนั้น (๑)ต้องสร้างความชัดเจนความเป็นชุมชนท้องถิ่น เพื่อความเป็นเจ้าของพื้นที่สาธารณะโดยชุมชนท้องถิ่นหรือเรียกว่าเป็นพื้นที่ทางนิเวศวัฒนธรรมที่มีการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างคน ชุมชน ธรรมชาติ รวมทั้งบูรณาคนชุมชนและภาคีเครือข่ายภายนอก (๒) สร้างและพัฒนาจากข้างล่างหรือกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อสร้างพื้นที่สาธารณะ สร้างพื้นที่การเรียนรู้ การถ่ายทอดคนในท้องถิ่น เสริมอำนาจการต่อรองของชุมชนท้องถิ่นต่อองค์กรภายนอกรวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (๓) ส่งเสริมการกระจายอำนาจชุมชนท้องถิ่น
ผศ.ดร.สมศักดิ์ สุขวงศ์ ผู้ก่อตั้งศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชน(RECOFTC) ได้ให้ความสำคัญกับทรัพยากรป่าไม้ว่าเป็นผู้ที่ให้บริการทางระบบนิเวศ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ป่าไม้ให้ อาหาร ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย น้ำ สิ่งที่ป่าช่วยควบคุมไม่ว่าจะเป็นการควบคุมความรุนแรงของสภาพอากาศ การควบคุมทางน้ำ ควบคุมการแพร่ของโรคระบาด ควบคุมความบริสุทธิ์ของน้ำ รวมถึงการบริการทางวัฒนธรรมที่ให้เราได้รู้ความหมายของธรรมชาติ ให้ความรู้ทางจิตวิญญาณ พื้นที่การพักผ่อน และการรักษาทั้งทางกายและจิตใจ การบริการจากระบบนิเวศสร้างความอยู่ดีกินดี ทั้งความมั่นคงทางอาหาร เสริมสร้างปัจจัยสี่แก่สิ่งมีชีวิต ควบคุมมลภาวะ และความสัมพันธ์ทางสังคม ทั้งนี้เกี่ยวข้องกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างระบบนิเวศกับชุมชน ได้แก่ ศักยภาพของระบบนิเวศ ผลกระทบจากภัยพิบัติ ความเปราะบางของชุมชนกับภัยพิบัติ ความสามารถในการปรับตัวกับการพ้นภัยพิบัติ ปัจจุบันคุณค่าจากการบริการของระบบนิเวศถูกพัฒนาสู่การรณรงค์วิธีหนึ่งคือการกำหนดค่า Carbon Credit เพื่อเป็นกติกาในการกำหนดพฤติกรรมอันเป็นอันตรายต่อธรรมชาติทั้งจากวิถีชีวิตประจำวันของมนุษย์ และกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม แต่ความยั่งยืนของระบบนิเวศนั้นต้องอาศัยความเข้มแข็งของชุมชนในพื้นที่สิ่งสำคัญคือการลุกขึ้นมาจัดการตนเองเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่นตนเองเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตคน ชุมชน ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
สถานการณ์ป่าชุมชนและบทบาทของเครือข่ายป่าชุมชนภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงในระดับภูมิภาคและสากล
Mr.James Bampton,Programme Coodinator, RECOFTC และ Mr.Ghan Shyam Pandey, Global Alliance for Community Forestry (GACF) ได้กล่าวถึงกรณีศึกษาป่าชุมชนในประเทศภูมิภาคเอเชียและยุโรปได้แก่ เนปาล เวียดนาม กัมพูชา อินเดีย แคนาดา โดยสาระสำคัญนั้นได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ในการจัดการป่าชุมชนของชุมชนท้องถิ่นที่มีลักษณะ รูปแบบ แตกต่างกันขึ้นอยู่กับบริบททางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง สิ่งสำคัญคือการคำนึงถึงสิทธิการถือครอง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึง การใช้ การจัดการ การป้องกัน รวมถึงความสัมพันธ์ ซึ่งปัจจัยสำคัญในการผลักดัน คือ เวทีการเรียนรู้ กลไกในการรณรงค์และสาธิตงานป่าชุมชน การให้ผู้แทนป่าชุมชนที่แท้จริงเข้าแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ส่วนในประเทศไทยนั้นต้องยกระดับบทเรียนและประสบการณ์ กรณีตัวอย่างจากการปฎิบัติของท้องถิ่น แล้วเชื่อมโยงกับภูมิภาคและเครือข่ายโลกเพื่อให้เกิดกลไกภูมิภาคในการร่วมกันกัน เกิดการแลกเปลี่ยน แบ่งปัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ชุมชน และส่งเสริมสิทธิชุมชน ปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อสร้างความเข้มแข็งคือการให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้พูดคุยกัน ต้องมีพื้นที่ป่าและชุมชนที่เข้มแข็ง ทั้งไม่ละเลยกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของคนกลุ่มเล็กเช่นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอยู่ในพื้นที่ป่า สุดท้ายคือความร่วมมือจากทุกภาคส่วนช่วยกันดูแลจัดการป่าชุมชนที่เป็นทั้งแนวทางที่ดีแต่ขณะเดียวกันคือความท้าทาย ที่รวมถึงการกระจายอำนาจแก่ชุมชน เพราะการมีส่วนร่วมของชุมชนทำให้การจัดการทรัพยากรธรรมชาติดีขึ้น
บทเรียนรูปธรรมของการจัดการป่าชุมชนในปัจจุบัน : บทเรียนป่าชุมชนกับการกระจายอำนาจและกลไกท้องถิ่น
เวทีเสวนาบทเรียนป่าชุมชนกับการกระจายอำนาจและกลไกท้องถิ่น เป็นหนึ่งในสามเวทีบทเรียนรูปธรรมการจัดการป่าชุมชนในปัจจุบัน เป็นการนำเสนอรูปธรรมของรูปแบบการจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมและการให้ความสำคัญกับสิทธิบุคคลชุมชนในการจัดการทรัพยากรที่แม้ถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๔๐ แต่ก็ไม่ได้มีการแปรรูปสู่การปฏิบัติมากนัก นอกจากนี้ยังระบุสาระสำคัญให้ท้องถิ่นมีอำนาจอิสระในการพัฒนามากขึ้นแทนการพัฒนาจากส่วนกลางโดยผู้บริหารและสภาท้องถิ่น อีกทั้งต่อมาพ.ศ.๒๕๔๒ กำหนดให้มีแผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อเป็นกรอบทิศทางและแนวทางการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ชัดเจน แม้ว่ากว่า ๑๕ ปีที่ผ่านมามีการพัฒนาที่ค่อนข้างช้าและยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร โดยเฉพาะประเด็นการจัดการทรัพยากรป่าไม้ซึ่งยังมีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ อย่างไรก็ตามในระดับตำบลหลายแห่งมีความพยายามสร้างกลไกท้องถิ่นที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เวทีเสวนาบทเรียนป่าชุมชนกับการกระจายอำนาจและกลไกท้องถิ่นจึงเป็นการแลกเปลี่ยน ทบทวนทั้งในประเด็นความก้าวหน้าที่เชื่อมโยง เกี่ยวข้องกันหลายภาคส่วน ซึ่งจากกรณีศึกษาทั้ง ๕ กรณี ได้แก่ (๑)กลไกความร่วมมือในการจัดการร่วมพื้นที่ป่าตะวันตกโดยคุณศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร (๒)การจัดการร่วมในพื้นที่คุ้มครอง(Protected Area)เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง จ.ตาก โดยคุณอัจลา รุ่งวงษ์ นักวิชาการอิสระ (๓)กลไกท้องถิ่นกับการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำชีจังหวัดขอนแก่น โดยคุณบุญมา ทันหา (๔) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับบทบาทสนับสนุนการจัดการทรัพยากร ตำบลทาเหนือ กิ่งอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่โดย คุณประจักษ์ศิลป์ บุพู และ(๕) การกระจายอำนาจและถ่ายโอนภารกิจในส่วนของกรมป่าไม้ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยคุณกิตติพร ดุลนกิจ สำนักจัดการป่าชุมชน กรมป่าไม้ พบว่าจากบทเรียนทำให้เห็นว่าปัจจุบันมีกลไกความร่วมมือในการจัดการป่าชุมชนอย่างมีกลยุทธ์และเครื่องมือในการพัฒนากระจายสู่ชุมชนท้องถิ่นมากยิ่งขึ้นพร้อมกับการปรับตัวเพื่อความมั่นคงในชีวิตของคน ชุมชน และธรรมชาติ จากกรณีศึกษาทำให้เห็นได้ว่ามีการสร้างความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่นมีการออกแบบและสร้างระบบกลไกภายในพื้นที่ มีตัวชี้วัดชุมชนและภาครัฐที่เกี่ยวข้องชัดเจน มีการขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ ด้วยกระบวนการวิจัยเพื่อสู้กับวาทกรรมการกระจายอำนาจ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับชุมชนเปิดใจและโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นหลักในการบริหารจัดการพื้นที่ของชุมชนเอง อีกทั้งมีการสร้างระบบการจัดการร่วมสร้างวิธีการปฏิรูประบบและกระบวนการการจัดการป่าชุมชนของภาครัฐด้วยข้อมูลชุมชนเป็นเครื่องมือสำคัญ
แม้เป็นวันแรกของการสัมมนาวิชาการระดับชาติ “ป่าชุมชนไทยเพื่อการปฏิรูปสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืนภายใต้การเปลี่ยนแปลง” แต่ก็ทำให้เห็นภาพทั้งหลักการ แนวคิด รูปธรรม ความสำคัญ รวมทั้งการกระตุ้นการลุกขึ้นมาจัดการชุมชนด้วยตัวของชุมชนเอง หากชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งการเดินสู่เป้าหมายเพื่อการปฏิรูปสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืนยิ่งเข้าใกล้ความเป็นจริงและกระจายมากยิ่งขึ้น แม้การเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวเพียงใดชุมชนท้องถิ่นก็สามารถรับมือและจัดการได้อย่างยั่งยืน





