กะเหรี่ยงฤาษี วิถีวัฒนธรรม พิธีกรรม ความเชื่อ วิถีชีวิต การอยู่ร่วมระหว่างคนกับป่า ชะตาของผู้คนต้นน้ำปราการด่านสุดท้ายของป่าอุ้มผางที่กำลังถูกท้าทายจากเมล็ดข้าวโพด และความเจริญ หากอุ้มผางเปลี่ยน จะสะท้านถึงอ่าวแม่กลอง
“ต้นทะเลอยู่ที่เรา เราอยู่ที่เป็นแหล่งกำเนิดของทะเล เราเกี่ยวข้องกับคนกลางน้ำ และปลายน้ำ ปลาทูที่แม่กลองอร่อย ก็เพราะสารอาหารที่สมบูรณ์จากบ้านเรา หากข้าวโพดเข้ามาก็พาสารเคมีเข้ามาด้วย พื้นที่บ้านนี้ยังไม่ถูกรุกจากไร่ข้าวโพด เพราะเราเอาข้าวเป็นตัวตั้ง” ต้นทะเลที่ลุงสมหมายว่าคือพื้นที่ป่าต้นน้ำชั้น 1A ในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ที่เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำแม่กลอง
ลุงสมหมาย ทรัพย์รังสิตกุล ปราชญ์ชาวกะเหรี่ยงฤาษี ผู้นำเครือข่ายต้นทะเล ตอบคำถามกลับอย่างรวดเร็ว เมื่อมีคนถามถึงสาเหตุการบุกรุกทำลายป่า ลุงสมหมายให้ความคิดเห็นว่า “ที่มีคนพูดว่าพวกเราทำลายป่า เราอยู่ต้นน้ำ เรายอมรับว่าทำลายป่า แต่ก็เพื่อทำกิน เรามีที่ดินทำกินกันสูงสุดไม่เกิน 20 ไร่ เมื่อก่อนทำไร่หมุนเวียน พอมีการใช้สารเคมีเยอะขึ้น ปกติ 3 ปี เราหมุนกลับมาทำแปลงเดิม สภาพดิน ต้นไม้อุดมสมบูรณ์ เดี๋ยวนี้ต้นไม้ ดินยังไม่ฟื้นเลยไผ่ตายสนิท ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนยังไม่ทันเกี่ยวข้าวเราก็มีหน่อไม้ให้กินเยอะมาก ตอนนี้ไม่มีแล้ว เมื่อก่อนปีนึงขีไส้เดือนกองเป็นภูเขา เดี๋ยวนี้ใช้สารเคมี ไม่มีไส้เดือนอีกเลย”
ลุงสมหมายให้ข้อคิดต่อ “ถ้าเรื่องสารเคมี เราไม่ได้ทำใครเป็นคนทำ ทำไร่ข้าวโพดสักผืน ทำเสร็จแล้วใครจะซื้อ ในป่ามีคนซื้อหรือไม่คนซื้อไม่ได้อยู่ในป่า การลงทุนไร่ข้าวโพดผืนหนึ่งลงทุนเป็นแสน คนกะเหรี่ยงที่นี่มีเงินลงทุนไหม เงินแสนมาจากไหน ก็มาจากคนข้างล่าง ยิ่งมีลูกไร่เยอะยิ่งได้เงินเยอะ งั้นหมายความว่าคนในเมืองทำลายป่ามากกว่า หรือคนในป่าทำลายมากกว่ากัน ต้องศึกษาเรื่องนี้ให้ละเอียดก่อนจะว่าคนในป่าทำลายป่า”
ดินแดนแห่งความผาสุข ของสัตว์ป่าและมหาชน
ป้ายเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าอุ้มผาง เขียนบ่งบอกว่าที่นี่เป็นดินแดนแห่งความผาสุข ของสัตว์ป่าและมหาชน นายมงคล คำสุข หัวหน้าเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ให้ข้อมูลว่า เขตรักษาพันธ์ฯ มีพื้นที่ 1,619,280 ไร่ และพื้นที่ป่าสงวนอีก 317,324 ไร่ มีประชากรอาศัยในเขตฯ 1,526 ครัวเรือน 7,772 คน และรอบแนวเขต 2,120 ครัวเรือน 12,149 คน
“ปัญหาการทำลายทรัพยากรธรรมชาตินั้นเกิดจากมนุษย์ แต่มนุษย์อยู่ได้ท่ามกลางความสมบูรณ์ของธรรมชาติ และเราต้องให้ความสำคัญกับขบวนการมีส่วนร่วมคือการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน นี่เป็นแนวคิดการทำงาน ของเขตฯนี้ เราจึงร่วมมือกับมูลนิธิสืบฯ ทำโครงการต่างๆ อย่างอนุรักษ์หมู่บ้านในเขตฯ 27 ชุมชนที่ หนึ่งบ้านสัตว์ป่า หนึ่งวังปลา หนึ่งป่าชุมชน” ปัจจุบันในพื้นที่มีชุมชนร่วมจัดทำวังปลาขึ้น 30 แห่ง ร่วมสำรวจแนวเขตป่าชุมชนกับชาวบ้าน 8 แห่ง อย่างป่าชุมชนบ้านแม่กลองใหม่ ที่เศษใบไม้ ใบตองตึง สามารถสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน เมื่อปี 54 ได้ถึง 120,000 บาท
ป่าชุมชนบ้านแม่กลองใหม่ ต.แม่กลอง อ.อุ้มผาง จ.ตาก
นายสมคิด อินตา ผู้ใหญ่บ้าน ม.1 บ้านแม่กลองใหม่ เล่าให้ฟังว่า ป่าชุมชนแห่งนี้ เกิดจากการปรับทุกข์ ผูกมิตร ปักหลัก ชักชวน ทำความเข้าใจเรื่องการจัดการป่าชุมชน จนมีการประชุมตั้งกฏกติกา เป็นต้นว่าไม้ที่ใช้ได้คือไม้ล้มหมอนนอนไพร สมุนไพรห้ามเพื่อการค้า ฯลฯ และจัดตั้งคณะกรรมการป่าชุมชนขึ้น มีการออกสำรวจจับพิกัด GPS นำมาทำแผนที่ GIS จัดทำป้ายแนวเขต และเดินลาดตระเวณร่วมกับเจ้าหน้าที่
สำหรับประโยชน์ที่เราได้รับจากป่าชุมชนบ้านแม่กลองใหม่ พื้นที่ 1,790 ไร่นั้น มีแหล่งน้ำซึมน้ำซับ 7 แห่ง ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันใน 3 หมู่บ้าน นอกจากไม้ใช้สอย และอาหารการกินอย่าง หน่อไม้ หรือเห็ดแล้ว ใบจากต้นตองตึงไม้ป่ายืนต้นใบลักษณะคล้ายต้นสักหรือต้นชาดในภาคอีสาน ใบตองตึงก็สามารถสร้างรายได้ให้ชาวบ้านได้ถึงปีละ 120,000 บาท เมื่อนำมาทำเป็นตับมุงหลังคา คล้ายจากหรือแฝก จะมีความทนทานอยู่ได้ 4-5 ปี กระท่อมที่มุงด้วยใบตองตึง อยู่สบายไม่ร้อนกลมกลืนกับธรรมชาติเมื่อผุพังก็ย่อยสลายไม่ก่อปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม
ผู้ใหญ่บอกว่า แม้ปีนี้จะ “เอาไฟป่าไม่อยู่” แต่ที่นี่ไม่เคยกลัวไฟป่า ชาวบ้านทุกคนต่างช่วยกันรักษาป่า มาช่วยกันทำแนวกันไฟ เพราะต่างคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วม สินทรัพย์ที่ได้จากป่า เป็นการใช้มิติเศรษฐกิจมาเพื่อดับไฟป่า ผญ.สมคิด มั่นใจ
ผ้าทอกี่เอว : กลุ่มสตรีทอผ้าย้อมสีธรรมชาติ บ้านกุยเล่อตอ
กุยเล่อตอ ภาษากะเหรี่ยง มีความหมายว่า วังหินตั้ง วังนี้อยู่ใกล้หมู่บ้าน ปัจจุบันเป็นเขตอนุรักษ์วังปลา ห้ามทำการล่าปลา ในช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี จะมีปรากฏการณ์ปลาตะพาบปากหนวดมาวางไข่ขึ้นเต็มลำห้วย เกิดขึ้นทุกปี หากเดินลงไปใกล้ลำน้ำจะได้กลิ่นคาวของน้ำเชื้อคละคลุ้ง ซึ่งคนที่นี่ร่วมกันอนุรักษ์ดูแลอย่างดี
นอกจากนี้ บ้านกุยเล่อตอ ยังมีองค์กรชุมชน กลุ่มสตรีทอผ้าย้อมสีธรรมชาติ ผลิตผ้าทอกี่เอวตามภูมิปัญญาดั้งเดิม
การทอผ้าแบบกี่เอว ทำยากแต่มากคุณค่า กว่าจะได้มานั่งทอผ้าอย่างที่เห็น กว่าจะเป็นผ้าสักผืน คนปกาเกอะญอ ต้องปลูกฝ้าย 1 ฤดูกาลใช้เวลา 1 ปี เมื่อเก็บผลผลิตได้ก็มาอีดฝ้าย คือเอาเมล็ดออก ตามด้วยการตี ขั้นตอนนี้สาวๆ มักจะไม่ชอบเพราะทำให้มือพอง
หลังจากได้ที่ก็ทำการดึงฝ้าย จากนั้นนำไปย้อม ซึ่งสีที่ใช้ก็มาจากธรรมชาติ อย่างเปลือกประดู่ ผสมน้ำปูน จะให้สีน้ำตาล หรือเปลือกมะม่วง กับสารส้มจะได้สีเขียว เมื่อผ่านขั้นตอนการย้อมด้าย ก็จะนำมาม้วน และจบลงด้วยการขึ้นด้าย ถึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการทอ ซึ่งปัจจุบันเส้นด้ายสามารถซื้อหามาจากภายนอก
ซึ่งในการทอผ้า จะมีประเพณี ข้อห้ามต่างๆ ที่ทุกคนปฏิบัติ อย่าง การขึ้นด้ายต้องทำให้เสร็จในวันนั้น หรือห้ามทอผ้าในวันที่มีคนเสียชีวิต เป็นต้น และการรักษาลวดลายก็มีการสืบทอดต่อรุ่น
ผ้าที่ได้จากการทอ นอกจากไว้ใส่ในครับครัวแล้ว ยังแลกหริกกับเกลือและข้าว จากกองทุนกลางของชุมชนด้วย หาก ไม่นําไปแลกข้าวของผู้นําหญิงจะรวบรวมผ้าทอนําไปขายเพื่อนํารายได้มาเลี้ยง ครอบครัวโดยมีมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเป็นสื่อกลางในการรับซื้อ และส่งเสริม
ตลาดสดต้นทะเล
ตลาดพืชผักสวนครัวรวม ที่ไม่ได้มีไว้ขาย แต่มีไว้แบ่งปัน อยู่กับธรรมชาติไม่ต้องซื้อกินไม่ต้องใช้เงิน เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ต มีทุกอย่างเหมือนที่เขาขายเป็นตลาดสดแบบบ้านเรา ตลาดแห่งนี้เกิดจากความร่วมแรงใจของสมาชิกเครือข่ายต้นทะเลที่ช่วยกันเพาะปลูก ช่วยกันดูแล และช่วยกันกิน รับรองได้ว่าปลอดสารพิษแน่นอน
ประวัติ ศรีกนกสายชล สมาชิกเครือข่ายต้นทะเล ผู้ผลิกผืนดินตนเองเป็นสวนเกษตร 4 ชั้น ให้กลับมามีความสมบูรณ์ของพืชพันธ์ไม้ เป็นศูนย์รวมแหล่งเรียนรู้ของสมาชิกในเครือข่าย มีสถานที่สำหรับไว้ประชุม โดยแบ่งพื้นที่บางส่วนเป็นแปลงผักไว้สำหรับสมาชิกจะมาปลูกพืชผักสมุนไพรไว้กินร่วมกัน
ในเรื่องเครือข่ายต้นทะเล ประวัติบอกว่า “เรายึดความสามัคคีเป็นผู้นำ ข้าวมีป่าสวย เงินมีป่าหมด ผิวดินบริสุทธิ์ ถูกมนุษย์ทำลาย เรารักษาป่าเพื่อความรู้ พึ่งตนเองเพื่อลูกหลาน รักป่าเหมือนรักชีวิต ทำลายป่าเหมือนฆ่าตัวตาย”
มาบุโค๊ะ พิธีไหว้เจดีย์กะเหรี่ยงฤาษีที่บ้านมอทะ
มอทะ แปลว่าสบห้วยโป่ง บ้านนี้เป็นศูนย์กลางของเพอเจะที่นำโดยลุงพินิจ พ่อปู่ที่ได้รับมอบหมายจากฤาษีให้มาสืบทอดต่อประเพณี กับลูกหลานกะเหรี่ยง ให้ยึดมั่นวิถีของกะเหรี่ยงฤาษี วิถีของการอนุรักษ์ผืนป่าอุ้มผาง ศรัทธาและความเชื่อที่เคารพธรรมชาติ ซึ่งทุกปีที่จัดงานปีใหม่เพอเจะ ชาวปกากะญอตลอดจนสายแม่จันจะมาเข้าร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง
พิธีมาบุ๊โคะ หรือบาโคะ คือการทำบุญไหว้เจดีย์ เป็นการทำบุญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของชาวกะเหรี่ยงฤาษี ที่บ้านมอทะ ต.แม่จัน อ.อุ้มผาง จ.ตาก ปีนี้จัดช่วงวันที่ 29 กุมภาพันธ์-8 มีนาคม 2555 ที่ผ่านมา
พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธินี้ เป็นการสานต่อมิติทางวัฒนธรรมในการดูแลรักษาป่า ดูแลดิน น้ำ ฟ้า เคารพต่อธรรมชาติ เช่นกันในปีนี้ พิธีกรรมที่สืบทอดมาอย่างต่อเนื่องได้ถูกกำหนดขึ้นอีกครั้ง เจดีย์องค์ใหม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากความคิดความเชื่อ การรวมพลังร่วมกันที่จะมุ่งมั่นรักษาธรรมชาติ เพราะธรรมชาติจะกลับมาดูและเราตามความคิดความเชื่อของพี่น้องอุ้มผางที่นี่ ที่นับถือกะเหรี่ยงฤาษี
ฤาษีคือคนรักษาป่า พิธีกรรมไหว้เจดีย์ ดูแลผืนแผ่นดิน ต้นน้ำ ป่าไม้ สายน้ำ อากาศ พิธีกรรมทางจิตวิญญาณ ศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์ศิทธ์ที่อยู่ในธรรมชาติ และขอพรให้ทุกสรรพสิ่งบนโลกอยู่เย็นเป็นสุข ยึดโยงอยู่กับธรรมชาติ เราทำบุญให้เจ้าป่าเจ้าเขา เจ้าที่เจ้าทางต่างๆ ให้มาร่วมรับของบูชา เพื่อจำด้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ป่าอยู่ได้คนอยู่ได้ ขอบคุณธรรมชาติที่ดูแลเรา แล้วเรากลับมาดูแลธรรมชาติ
ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร วัฒนธรรมของพี่น้องปกาเกอะญอ จะมีวิถีโยงใยที่เคารพธรรมชาติ การเข้ามาของพืชเชิงเดี่ยวนั้น กำลังบุกรุกเข้ามาตลอดเวลา เหลือเพียงไม่กี่แห่งที่ข้าวโพดยังเข้าไม่ได้ พอข้าวโพดเข้ามา ภาวะของการอยู่กิน จะเปลี่ยนวิถีไปหมด ไม่ต้องไหว้พระแม่ธรณี ไม่ต้องทำอะไร ทำให้คนขาดความเคารพต่อธรรมชาติ สภาพชุมชนต่างคนต่างอยู่
ที่บ้านมอทะ กำลังพยายามรักษาและฟื้นฟูประเพณีวัฒนธรรมอีนดีงามของบรรพบุรุษ การไหว้เจดีย์ การค้ำต้นโพธิ์ การถือฤาษี คือความเชื่อที่จะปฏิบัติตัวให้ดี กินเจถือศีลไม่เบียดเบียนสัตว์อื่นในวันพระ มีศีลมีธรรม สัญลักษณ์ต่างๆ เครื่องประกอบในพิธี ก็เป็นสิ่งที่โน้มนำจิตใจผู้คนให้เคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่อธรรมชาติ ซึ่งนับวันก็จะเลือนไป
ที่บ้านมอทะทำขึ้นเพื่อให้ชาวบ้านจากหมู่บ้านต่างๆ ได้มาร่วมพิธี ซึ่งที่อื่นๆไม่มีแล้ว ไม่รู้ว่าประเพณีนี้จะสู่ต่อไปได้แค่ไหน ปู่พจน์ ก็พยายามถ่ายทอดให้คนรุ่นต่อๆไป ถนนก็จ่อเข้ามาทุกที พืชเชิงเดี่ยวก็จ่อเข้ามาทุกทีแล้ว ไม่รู้จะสกัดกั้นความเปลี่ยนแปลงได้อีกนานแค่ไหน ปัจจุบันเด็กในชุมชนก็ออกไปเรียนข้างนอก นำเอาเรื่องข้างนอกเข้ามาทุกขณะ ทำให้เกิดการปะทะทางความเชื่อที่เคารพต่อธรรมชาติ ศีลธรรมความดีงาม
ทางมูลนิธิสืบฯ ได้ทำงานต่อเนื่องมา 7-8 ปี ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงมาตลอด วันนี้โลกาภิวัฒน์กำลังมาเยือนคนที่นี่ ไม่รู้ว่าเสาไม้ไผ่เหล่านี้จะสู้กับโลกาภิวัฒน์ได้อีกนานแค่ไหน
วันนี้ป่าอุ้มผางที่กำลังถูกท้าทายจากเมล็ดข้าวโพด และความเจริญ พี่น้องชนเผ่าปกาเกอะญอ กำลังต่อสู้สกัดกั้นการเข้ามาของความเจริญ และพืชเชิงเดียว ที่จะก่อให้เกิดผลกระทบกับพื้นที่ต้นน้ำชั้น 1 A เครือข่ายต้นทะเลของพี่น้องชนเผ่าจึงเกิดขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนทั้งจากภาครัฐ ที่เปลี่ยนจากคู่ต่อสู้มาเป็นเพื่อนมิตรร่วมต้านการบุกรุกทำลายป่าอุ้มผาง มูลนิธิสืบฯ หน่วยงานภาคีต่างๆ กว่า 20 องค์กร นับจากภูผาจรดยันทะเล เมื่อประสานความร่วมมือ การทัดทานความเปลี่ยนแปลงก็ไม่ใช่เรื่องยาก...





