?คนจน?บ่ซอยคนจน มันก็จน
คนจน?ซอยแต่คนรวย มันก็จน
คนจน?ซอยคนจน มันก็บ่จน?
คำกล่าวข้างต้น เป็นคำคมที่ติดอยู่หน้าบ้านเพื่อเตือนใจตนเองและประชาชนของ อาจารย์ทองสวน โสดาภักดิ์ ครูหนุ่มผู้ยึดวิถีชีวิตตามแนวพุทธ ในฐานะที่ปรึกษาของเครือข่ายคนปลูกข้าวลุ่มแม่น้ำโขง แห่งบ้านเหมือดแอ่ ต.ขามป้อม อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี
เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2546 ที่ผ่านมา เครือข่ายคนปลูกข้าวลุ่มแม่น้ำโขง ได้ร่วมกันจัดงาน ?ตุ้มโฮมบุญคูณลาน?สืบสานตำนานชาวนา? ขึ้น ณ สำนักงานเครือข่ายคนปลูกข้าวลุ่มแม่น้ำโขง บ้านเหมือดแอ่ ต.ขามป้อม อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี เพื่อสร้างสำนึกให้เกิดขึ้นต่อข้าวใหม่ที่เพิ่งเก็บเกี่ยวเสร็จและเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและเครือข่าย
?คูณลาน? เป็นประเพณีการทำบุญอย่างหนึ่งของชาวอีสาน เป็น 1 ในฮีต 12 อย่าง ที่ชาวอีสานถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล โดยนิยมทำบุญกันในเดือนอ้ายหรือเดือนเกียง(เดือนที่หนึ่งตามจันทรคติ)ของแต่ละปี หลังจากที่ชาวนาพากันเกี่ยวข้าวเสร็จใหม่ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำการบูชาต่อแม่โพสพหรือพระแม่ธรณีที่ได้บันดาลให้ข้าวปลามีความอุดมสมบูรณ์ ตลอดจนเพื่อสร้างสำนึกให้ทุกคนมองเห็นคุณค่าของข้าว ภาคภูมิใจในอาชีพชาวนา และเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต เนื่องในโอกาสที่ปีใหม่กำลังจะมาถึง
นอกจากจากนี้แล้ว การจัดงานทำบุญคูณลานยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในการสร้างความสมัครสมานสามัคคีให้เกิดขึ้นในชุมชน ทำให้ชาวชุมชนได้ร่วมกันคิด ร่วมกันวางแผน และร่วมกันทำงาน เพื่อพัฒนาชุมชนของตนให้มีความเข้มแข็งและน่าอยู่ขึ้น
อ.ทองสวน โสดาภักดิ์ กล่าวว่า ทางเครือข่ายคนปลูกข้าวลุ่มแม่น้ำโขงได้จัดงานบุญคูณลานขึ้นทุกปี เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าเอาไว้มิให้สูญหาย เพราะปัจจุบันนี้หาคนสืบสานต่อยากเต็มที นอกจากนี้แล้วทางเครือข่ายฯ ยังใช้งานนี้เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการสร้างกระบวนการเรียนรู้และสร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นในกลุ่มสมาชิกหรือชาวนาทั่วไปอีกด้วย
พ่อชาลี ปัดนา อายุ 78 ปี ประธานโรงสีชุมชนเครือข่ายคนปลูกข้าวลุ่มแม่น้ำโขง กล่าวว่า ชาวอีสานที่อาศัยอยู่ตามลุ่มแม่น้ำโขงล้วนมีความผูกพันอยู่กับท้องนาและข้าว สังเกตได้จากในฮีต 12 ของชาวอีสาน ส่วนใหญ่จะมีความเกี่ยวข้องกับท้องนาและข้าว ท้องไร่ท้องนาและข้าวจึงเป็นเสมือนชีวิตของเรา การทำบุญคูณลานจึงเป็นการสร้างความเป็นสิริมงคลให้เกิดกับชีวิตและแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตที่ผูกพันอยู่กับการทำนาและปลูกข้าวซึ่งเป็นอาชีพที่มีมาตั้งแต่สมัยบรรกาล
สำหรับความเป็นมาของเครือข่ายคนปลูกข้าวลุ่มแม่น้ำโขงนั้น อ.ทองสวน โสดาภักดิ์ ที่ปรึกษาของเครือข่ายฯ เล่าให้ฟังว่า เครือข่ายคนปลูกข้าวก่อกำเนิดมาจากองค์กรสตรีเล็กๆ กลุ่มหนึ่งในอำเภอเขมราฐ สุดชายแดนสยาม ติดชายฝั่งลุ่มแม่น้ำโขง ชื่อ ?กลุ่มสตรีเหมือดแอ่? ซึ่งมีแนวคิดแนวทางในการทำงานร่วมกัน ทำกิจกรรมกลุ่ม ขยันศึกษาหาความรู้ สร้างแผนพัฒนาตนเอง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น จนสามารถพึ่งตนเองได้ ตามพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจแบบพอเพียง
ต่อมา ในปี 2542 อ.ทองสวน โสดาภักดิ์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีแนวคิดในการพึ่งตนเองและยึดวิถีชีวิตแบบชาวพุทธและใช้ชีวิตแบบไทยๆ ได้นำเอาแนวคิดมาแลกเปลี่ยนกับคนปลูกข้าว หมู่บ้านละ 5 คน เพื่อหาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรพึ่งตนเองขึ้น หลังจากนั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีคิดของคนในกลุ่มและบวกกับแนวคิดขององค์กรสตรี จุดประกายให้มีการจัดสัมมนาขึ้นหลายครั้ง และนำไปสู่การก่อตั้ง ?เครือข่ายคนปลูกข้าวลุ่มแม่น้ำโขง? ขึ้นในปี 2542 โดยกิจกรรมหลักที่ร่วมกันทำในปัจจุบัน ก็คือ การลงแขกทำนาตุ้มโฮม บุญสู่ขวัญกุ้มข้าวใหญ่ บุญคูณลาน ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ ปั๊มน้ำมันชุมชน ร้านค้าชุมชน การออมทรัพย์พึ่งตนเอง วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ประชาชน รวมทั้งจัดตั้งโรงสีชุมชนของเครือข่ายขึ้นมา
ปัจจุบันทางเครือข่ายมีสมาชิกทั้งผู้ปลูก ผู้แปรรูป ผู้บริโภคอยู่ร่วมกันหลายร้อยคน และเปิดรับสมาชิกตลอด เพื่อมาร่วมกระบวนการเรียนรู้สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างความสัมพันธ์ และคืนความเป็นไทให้คนปลูกข้าว
ตราบใดที่คนยังต้องกินข้าวอยู่ ตราบนั้นคนปลูกข้าวก็จะยังมีเหลืออยู่
ตำนานคนปลูกข้าว?.จึงเป็นตำนานที่ยังมีชีวิต และเป็นตำนานที่จะต้องมีการสืบทอดต่อไปอีกนานแสนนาน...





