playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก


การกลับมาของสวรรค์บ้านนา3วิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ พูดไว้อย่างน่าฟังว่า ?ประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น พื้นดินอุดมไปด้วยจุลินทรีย์ที่แข็งแรงที่สุดในโลก แม้แต่ต้นโพธิ์ก็ยังขึ้นอยู่บนปูนได้เพราะที่รากของมันมีจุลินทรีย์ที่ย่อยละลายวัสดุต่าง ๆ มาเป็นอาหารได้ ถ้าเราเอากล้องจุลทรรศ์มาส่องดูที่ปลายรากของพืช จะเห็นจุลินทรีย์ยั้วเยี้ยะไปหมด จุลินทรีย์พวกนี้แหละคือทรัพย์มหาศาลของเกษตรไทย?

ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ พูดต่ออีกว่า ?เป็นที่น่าเสียดายว่า ช่วงเวลาเพียง 40 ปี ที่เกษตรอุตสาหกรรมหลั่งไหลเข้าสู่เมืองไทย ค่านิยมความคิดแบบฝรั่งก็เข้ามาทำลายวิถีการทำเกษตรของไทยที่ฝังลึกมานานหลายร้อยปีไปจนหมดสิ้น

คนไทยตั้งแต่ครั้งอดีตมา เคารพแม่ธรณี คือ แผ่นดินที่ให้ชีวิต ให้อาหาร ความสมบูรณ์ของแม่ธรณี แม้นกที่กินเมล็ดพืชถ่ายออกมาไม่ว่าจะตกตรงไหนก็จะงอกทั้งสิ้น คนปักษ์ใต้อุปมาไว้ว่า เวลาเด็ก ๆ เอาเมล็ดมะขามเป็นกระสุนของหนังสติ๊กยิงนก จะไม่ได้นก แต่จะได้ต้นมะขามแทน เพราะกระสุนที่ยิงออกไปพอฝนตกก็จะงอกงามเป็นต้นขึ้นมา นี่คือคุณของแม่ธรณีที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของจุลินทรีย์

ไม่เพียงแม่ธรณีเท่านั้น คนไทยยังนับถือแม่คงคา ผีขุนน้ำ ผีขุนป่า เพราะป่า น้ำ และพื้นดินมีความเกี่ยวโยงกันอย่างแยกไม่ออก ไม่มีป่า ก็ไม่มีน้ำ ไม่มีน้ำก็ไม่มีป่า ขาดทั้งป่า ขาดทั้งน้ำ แม่ธรณีก็เดือดร้อน คนก็อยู่ไม่ได้ ความเกี่ยวโยงวันนี้เอง ที่คนไทยรุ่นก่อน ๆ รุ่นพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย จึงหวงแหนแม่ธรณี และรักษาแม่คงคา ผีขุนป่า ผีขุนน้ำ มาจนถึงรุ่นเรา

ท้ายที่สุด คนไทยนับถือแม่โพสพเป็นอย่างยิ่ง เวลาจะปลูกข้าว จะเกี่ยวข้าว ต้องมีการบูชาแม่โพสพ เพราะแม่โพสพให้ชีวิตอย่างแท้จริง บางท้องถิ่นสร้างยุ้งข้าวมิดชิดสวยงามเหมือนกับบ้านที่ตนเองอยู่ เพราะยุ้งข้าวคือที่อยู่ของแม่โพสพ

นั่นคือ สังคมเกษตรไทยเมื่อ 40 ปีก่อน ซึ่งผมเองก็ยังพอโชคดีอยู่บ้างที่โตทันได้เห็นสิ่งดีงามเหล่านี้ แม้จะอยู่ในช่วงปลาย ๆ ก็ตาม เช่น ได้เห็นการลงแขกเกี่ยวข้าว และเคยลงแขกฝัดข้าวด้วยตัวเองหลายครั้ง ซึ่งยังจำภาพความสนุกสนาน ความเอื้ออาทรของผู้คนในครั้งนั้นได้อย่างชัดเจน และไม่รู้ลืม แม่บอกว่า เราทำนาเยอะ ต้องไป ?โซแรง*? ให้ได้มาก ๆ มิฉะนั้นกว่าจะเสร็จก็มืดค่ำ มีบ้างคนโซแรงมาแค่ 10 คน ทั้ง ๆ ที่น่าจะโซแรงมาซัก 15 คน จะได้ไม่เหนื่อยก็จะถูกชาวบ้านตำหนิ ซึ่งนับเป็นขบวนการตรวจสอบทางสังคมของคนชนบทที่น่าสนใจ

สวรรค์บ้านนาเหล่านี้ได้สูญหายไปจากสังคมเกษตรกรรมของไทย เพียงเพราะมีการส่งเสริมการปลูกพืชเพื่อการค้า จึงต้องเร่งให้มีผลผลิตมาก ๆ มีการใช้ปุ๋ย และสารเคมีต่าง ๆ อย่างมหาศาล ในแต่ละปีมีการสั่งซื้อปุ๋ย และยาฆ่าแมลง (ไม่นับรวมสารเคมีอื่น ๆ และเครื่องจักร) ไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งปุ๋ยเคมีเหล่านี้มันทำลายจุลินทรีย์ที่ปลายรากจนหมดสิ้น พืชโตได้ด้วยปุ๋ยเคมี พอหมดเงินซื้อปุ๋ย ไม่ใส่ให้มัน ๆ ก็ไม่โต เพราะจุลินทรีย์ถูกทำลายไปหมดแล้ว พอไม่มี จุลินทรีย์ดินก็แข็ง ไส้เดือนต่าง ๆ ก็อยู่ไม่ได้ แม่ธรณีถูกทำลายเพราะความโลภของคนไปในช่วงเพียงไม่กี่ปี

เมื่อก่อนเราเลี้ยงวัว เลี้ยงควายพอได้เล็มหญ้าบนคันนา ถ่ายออกมาก็เป็นปุ๋ยบำรุงดิน แต่ตอนนี้หันมาใช้ควายเหล็ก รถไถ เพราะจะต้องปลูกมาก ๆ ควายเหล็ก และรถไถก็ขี้ออกมาเป็นควันดำ เป็นหยดน้ำมันลอยฟ่องอยู่ในนา เวลาหญ้าบนคันนาขึ้นรกก็ต้องซื้อยาฆ่าหญ้ามาฉีด เพราะควายเหล็กมันกินน้ำมัน ไม่กินหญ้า

ทุกวันนี้ ชาวนาไม่มีวิญญาณของ ?คนทำนา? อีกต่อไป แต่แปรสภาพเป็น ?คนจัดการนา? แทน เพราะทุกอย่างต้องซื้อ และจ้างเป็นหลัก ซื้อปุ๋ย ซื้อยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ซื้อเครื่องจักร จ้างไถ จ้างนวด จ้างดำ ความรู้ในการทำนา รวมทั้งวัฒนธรรมอันดีงามของการลงแขกจึงหายไปหมด

ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม เกษตรกรตัวอย่างจากจังหวัดฉะเชิงเทรา บอกว่า การทำนา และการนำเกษตรกรรมแบบนี้ เป็นการทำที่ ?ได้มาก แต่เหลือน้อย? แต่ผมว่า ไม่เหลืออะไรเลยจะถูกกว่า เพราะขายผลผลิตได้เงินมาก็ต้องไปจ่ายหนี้เขาหมด ยิ่งปีไหนราคาข้าว หรือข้าวโพด หรือมันสำปะหลังก็ตามแต่ตกต่ำ (เพราะเรากำหนดราคาไม่ได้ ขึ้นอยู่กับตลาดโลก) ก็ต้องเป็นหนี้เป็นสิน ยิ่งตอนนี้ ธกส. มีการส่งเสริมกันแปลก ๆ คือ ส่งเสริมให้ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวนใช้ปุ๋ยเคมีมากขึ้น โดยให้ไปกู้ออกมาเป็นปุ๋ย เป็นยา ขายผลผลิตได้แล้วค่อยนำเงินมาชำระ เมื่อเป็นอย่างนี้ก็เลยไปกันใหญ่

นี่คือวิถีการผลิตของวัฒนธรรมตะวันตก หรือที่คุณวิวัฒน์ ศัลยกำธร เรียกว่า ?วัฒนธรรมหิมะ? เพราะตะวันตกถูกปกคลุมด้วยหิมะ ดินไม่สมบูรณ์เหมือนเรา จึงต้องใช้สารเคมีช่วย แต่เราก็รับมันมา รับมาทำลายจุลินทรีย์ซึ่งมีอยู่อย่างสมบูรณ์ ทำลายแม่ธรณี แม่โพสพ แม่คงคา ทำลายวิถีชีวิตวัฒนธรรมอันดีงาม รวมทั้งภูมิรู้ดั้งเดิมก็พลอยหายไปหมด ในที่สุดมันทำลายแม้ชีวิตของเกษตรกร

ด้วยเหตุนี้ เมื่อประมาณสัก 4-5 ปีมานี้ ผู้ที่เล็งเห็นถึงภัยของวัฒนธรรมหิมะ ก็ได้ฟื้นการทำเกษตรแบบดั้งเดิมขึ้นมา เรียกว่า ?เกษตรกรรมยั่งยืน? และได้ผลักดันให้บรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 ต่อเนื่องมาจนถึงฉบับที่ 9 โดยแบ่งการทำเกษตรกรรมยั่งยืนออกเป็น 5 ประเภทใหม่ คือ เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ เกษตรธรรมชาติ นวเกษตร และเกษตรพอเพียง ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งทั้ง 5 ชนิดนี้มีเทคนิคที่ต่างกันออกไป แต่ที่เหมือนกันอยู่ข้อหนึ่งก็คือ ไม่ใช้สารเคมีทุกชนิด

นั่นคือ การเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ แต่แท้ที่จริงชาวบ้านที่เห็นภัยของวัฒนธรรมหิมะได้เริ่มทำกันมานานแล้วเป็นจุดเล็ก ๆ เช่น การทำสวน ?สมรม? ทางภาคใต้ เกษตรผสมผสานในภาคอีสาน เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคอีสานได้เริ่มทำกันอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี 2532 ในหลาย ๆ จังหวัด เช่น จังหวัดยโสธร สุรินทร์ บุรีรัมย์ เป็นต้น

แต่การเริ่มต้นเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์อีกครั้งก็มีอุปสรรคมมากมาย เช่น เกษตรกรเกรงว่า จะไม่ได้ผล ขาดความมั่นใจ อีกทั้งเพื่อนบ้านมักจะเรียกว่า เป็นพวก ?ผีบ้า? คือทำอะไรไม่เหมือนคนอื่น จึงไม่กล้าหันกลับมาทำเกษตรอินทรีย์

อย่างไรก็ตาม ด้วยความพยายามจากหลาย ๆ หน่วยงานที่เข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรเห็นโทษของการทำเกษตรเคมี ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ มูลนิธิสายใยแผ่นดิน มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ฯลฯ ทำให้เกษตรกรหันกลับไปสู่วิถีดั้งเดิมกันมากขึ้น ดังจะเห็นได้ว่า ในปัจจุบันองค์กรชุมชนทั่วประเทศ ได้ชูเรื่อง ?เกษตรอินทรีย์? เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคอีสานได้ถือเป็นยุทธศาสตร์ระดับภาคในการ ?คืนสู่วิถีชุมชนคนอีสาน เฮ็ดอยู่เฮ็ดกินด้วยเกษตรอินทรีย์? ทำให้เกษตรอินทรีย์ทางภาคอีสานค่อนข้างคืบหน้าไปมาก

การกลับมาของสวรรค์บ้านนา2ซึ่งในปี 2546 ทั้งปี ทางภาคอีสานจะรณรงค์กันอย่างขนานใหญ่ให้มีการทำเกษตรอินทรีย์ การปลูกข้าวอินทรีย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการส่งเสริม และรับรองมาตรฐานจากสหกรณ์กรีนเน็ท จำกัด พร้อมทั้งมีการรับซื้อข้าวหอมมะลิปลอดสารในราคาประกัน กิโลกรัมละ 10 บาท เพื่อนำส่งขายต่างประเทศ ซึ่งข้าวปลอดสารเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก ปัจจุบันยังมีการปลูกกันน้อยเพียง 2,400 ไร่จากจังหวัดยโสธร 193 ราย และจังหวัดสุรินทร์เพียง 100 ราย ดังนั้น ในปี 2546 นี้ กรีนเน็ทมีเป้าหมายขยายพื้นที่การปลูกถึง 9,000 ไร่ และไม่เพียงการประกันราคารับซื้อเท่านั้น แต่จะมีการส่งเสริมการนำเกษตรอินทรีย์อย่างครบวงจร ตั้งแต่การปลูกจนถึงการตลาด

จากการที่หน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาส่งเสริมกันอย่างกว้างขวางนี้เอง ทำให้เกษตรกรมีความมั่นใจหันมาปลูกพืชแบบเกษตรอินทรีย์กันมากขึ้น ลบล้างคำว่า ?ผีบ้า? ลงไปได้ บางหมู่บ้านมีการทำกันเกือบทั้งหมู่บ้าน อย่างเช่นที่บ้านดงยาง ตำบลบากเรือ อ.มหาชนะชัย จ.ยโสธร

พ่อเอี่ยม สมเพ็ง เล่าให้ฟังว่า แต่เดิมชาวบ้านดงยาง ก็ปลูกพืชแบบเกษตรเคมี ซึ่งมันก็แย่ลงทุกปี เป็นหนี้เป็นสิน เพราะต้องซื้อทุกอย่าง ทั้งปุ๋ย ทั้งยาฆ่าแมลง บางคนถึงกับทิ้งไร่ทิ้งนาไปหางานทำในกรุงเทพ ฯ ผมก็เลยหันมาทำแบบเดิม งดใช้สารเคมีทุกชนิด ทำปุ๋ยใช้เองทั้งปุ๋ยหมัก และปุ๋ยคอกเห็นว่าได้ผลดี ก็ชักชวนเพื่อนบ้านมาร่วมกันทำ ใคร ๆ เขาก็ไม่เชื่อ กลัวจะไม่ได้ผล แต่พอเห็นของเราทำแล้วได้ผล คนก็เริ่มเชื่อ และหันกลับมาทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น

เราจึงรวมคนทำเกษตรอินทรีย์เป็นกลุ่ม เรียกว่า ?กลุ่มสวรรค์บ้านนา? ตอนนี้สมาชิก 60 กว่าครอบครัว มีการให้การศึกษาเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ต่อกัน พยายามพลิกฟื้นการทำไร่ ทำนาแบบเดิมขึ้นมา และเมื่อปี 2543 เราก็ร่วมกันทำปุ๋ย และน้ำสกัดชีวภาพไล่แมลงขึ้นมาใช้เอง มีการลงหุ้นคนละ 300 บาท

ปุ๋ยที่ทำก็ทำมาจากเศษพืช มูลวัว มูลควาย มีการนัดกันมาทำร่วมกัน ห่อข้าวมากินกัน ปุ๋ยที่ได้มีบรรจุกระสอบขาย ถ้าขายให้สมาชิกเราคิด กิโลกรัมละ 1 บาท แต่ถ้าขายให้คนนอกเราคิด 1.50 บาท ในแต่ละปีทำได้ถึง 60-100 ตัน ซึ่งก็ยังไม่พอขาย เพราะเกษตรกรมีความต้องการมากขึ้น เนื่องจากราคาถูก และได้ผลดี มีเกษตรกรจากสุรินทร์มาสั่งซื้อจากกลุ่มเราเป็นประจำ ตอนนี้ก็เลยทำขายอย่างเดียว ส่วนเกษตรกรในกลุ่มสมาชิกเราก็ส่งเสริมให้มีการทำใช้เอง

พ่อเอี่ยม สมเพ็ง เล่าอีกว่า ปุ๋ยที่พวกเราทำ เราจะไม่อัดเม็ด เพราะการอัดเม็ดต้องใช้ความร้อน ความร้อนจะทำลายจุลินทรีย์บางส่วน อีกทั้งต้นทุนจะสูงถึงกิโลกรัมละ 5 บาท คนมักชอบปุ๋ยอัดเม็ดเพราะยังเคยชินกับการใช้ปุ๋ยเคมี เพราะมันสะดวกหว่านได้ไกล ๆ แต่เราไม่ทำ

การกลับมาของสวรรค์บ้านนา1สมาชิกที่เข้ามาร่วมกลุ่มทุกคนเข้ามาด้วยความสมัครใจ มีการพูดคุยกันปากต่อปาก รวมทั้งได้เห็นของจริงของเพื่อนบ้านที่หันกลับมาทำเกษตรอินทรีย์แล้วได้ผล ก็สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกเพิ่มขั้น มาทำปุ๋ยด้วยกัน ใครที่มาช่วยทำ เราก็ให้ค่าแรง และซื้อปุ๋ยได้ในราคาถูก ตอนสิ้นปีก็มาคิดเงินกัน แบ่งกำไรคืนสมาชิกทุกคน ตอนนี้กลุ่มมีเงินหมุนเวียน 300,000 บาท กำไรปีละ 20,000 บาท ซึ่งไม่ได้มากมายอะไร สำคัญอยู่ที่พวกเราได้หันไปสู่วิถีดั้งเดิม ไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสิน ดินก็ดีขึ้น ชีวิตก็ดีขึ้น เป็นสวรรค์บ้านนาของพวกเรา ตอนนี้เราไม่ใช่พวกผีบ้าอย่างที่ใครคิดอีกต่อไป แต่คนที่ยังคงปลูกพืช โดยใช้สารเคมีต่างหากที่ถูกเรียกว่า ?พวกผีบ้า?

ยังจำภาพวันนั้นได้ติดตา วันที่สมาชิกกลุ่มสวรรค์บ้านนานับ 100 คน มารวมตัวกัน ณ บริเวณลานกว้างในสวนของลุงเอี่ยม ที่อุทิศให้เป็นที่ทำการกลุ่ม บ้างก็ใช้มีดสับเศษผักเศษหญ้า บ้างก็ใช้จอบคลุกเคล้าเศษวัสดุต่าง ๆ ให้เข้ากัน บ้างก็ช่วยกันตักปุ๋ยที่ผสมกันดีแล้วบรรจุกระสอบ เสียงพูดคุยหยอกล้อกัน บ้างก็เล่าเรื่องโน้น เรื่องนี้สู่กันฟัง ตกเที่ยงก็หยุดพัก นำข้าวที่คดห่อมาจากบ้านมาแบ่งกินกัน มันเป็นสวรรค์บ้านนาที่หาดูได้ ณ บ้านดงยางแห่งนี้ สวรรค์บ้านนาที่กลับคืนมาอีกครั้ง พร้อมกับการทำเกษตรอินทรีย์

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter