playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

สวัสดิการชุมชนนั้น เป็นการก่อรูปสร้างฐานจากเครือข่ายองค์กรชุมชน ที่หลอมคนข้างล่างจากฐานการรวมกลุ่มที่หลากหลาย อาทิ องค์กรการเงิน การดูแลทรัพยากร ศาสนา วัด ซากาด กระทั่งพัฒนามาเป็นเรื่องกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบล มีการสมทบ 3 ฝ่ายทั้งจากชุมชน ท้องถิ่น หน่วยงานรัฐ เรียนรู้ร่วมกัน ในช่วงที่ผ่านมาสถาบันพัฒนาองค์กรชุมขน หรือ พอช. เองมีบทบาทในการหนุนเสริมการขับเคลื่อนสวัสดิการทั้งในพื้นที่และระดับนโยบาย ร่วมกับองค์กรชุมชน และกองทุนสวัสดิการเองได้ตระหนักถึงหลักคิดของอาจารย์ป๋วยที่ว่า “คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” เป็นเป้าหมายในการจัดสวัสดิการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนให้ดีขึ้น

12671635_1100011510044073_1394431209941354135_o.jpg
          จากการขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชนมากว่า 10 ปี จึงทำให้สถาบันป๋วย อึ้งภากรณ์ และวิทยลัยพัฒนศาสตร์ ได้เล็งเห็นความสำคัญ และมองว่าการทำเรื่องนี้เป็นการทำความดีจึงได้มีการจัดโครงการการให้รางวัล และใช้ชื่อรางวัลนี้ว่า “รางวัลองค์กรความดี” บนหลักคิด “ให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี” เพื่อพัฒนาชุมชนตัวอย่างในการจัดสวัสดิการชุมชน และได้มีการหารือเนื่องในวาระครบ 100 ปีชาตะการ ป๋วย อึ้งภากรณ์  จึงได้มีการคัดเลือกพื้นที่ดีเด่นด้านการจัดสวัสดิการแต่ละเรื่อง เพื่อเป็นฐานการเรียนรู้และส่งเสริมการทำดีของพี่น้องในชุมชนต่อไป เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา เครือข่ายสวัสดิการชุมชน ร่วมกับสถาบันป๋วย อึ้งภากรณ์ และวิทยลัยพัฒนศาสตร์ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เปิดเวทีตลาดนัดความดีพื้นที่รูปธรรมสวัสดิการชุมบนสู่สวัสดิการสังคม ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ชั้น 1 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) โดยมีผู้เข้าร่วมจากกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลจาก 17 จังหวัด  ผู้แทนองค์ปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชนรวมประมาณ 150 คน และได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิให้มุมมองทิศทางการพัฒนาการขยายผลพื้นที่รูปธรรมสวัสดิการชุมชนสู่สังคมสวัสดิการ โดย  นายแก้ว สังข์ชู ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชน และ ผศ.ดร. จิตติ มงคลชัยอรัญญา ผู้บริหารจากวิทยาลัยพัฒนาศาตร์ ป๋วยอึ้งภากรณ์

12711054_1100013050043919_7326106077007667533_o.jpg
นายแก้ว สังข์ชู ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชน กล่าวว่า การขับเคลื่อนและผลักดันสวัสดิการชุมชนโดยเครือข่ายองค์กรชุมชนคนข้างล่างได้ถูกพัฒนามากว่า 10 ปี จนทำให้เกิดการยกระดับที่มีความหลากหลายมากขึ้น ปัจจุบันเกิดกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศกว่า 5,800 ตำบล มีเงินของทุนที่มาจาก 3 ภาคส่วนเป็นหลัก ประมาณหมื่นกว่าล้านบาท แต่ที่สำคัญ คือการใช้เงิน 1 บาทมาพัฒนาคุณภาพชีวิตตัวเอง โดยมีหลักการสำคัญว่า “ทำอย่างไรจะทำให้ชุมชนรู้สึกว่าเป็นเจ้าของกองทุนสวัสดิการชุมชน” และ “ทำอย่างไรที่จะให้กองทุนสวัสดิการนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน โดยที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเด็ดขาด”

“เราต้องยกระดับให้เป็นกองทุนของลูกหลาน ให้กองทุนนี้อยู่จนถึงลูกหลานของเรา เป็นการดูแลคนดูและคุณภาพชีวิตของคนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน การขับเคลื่อนงานในทิศทางของปี 2559 นั้นคณะกรรมการขับเคลื่อนงานได้ออกแบบแนวทางการทำงานโดยมีเครื่องมือที่ให้ในการขับเคลื่อนงาน ประกอบด้วย 1) ระบบการสอบทานที่ไม่ใช่วิธีการสอบทาน แต่เป็นกระบวนการสอบทาน นั่นคือเมื่อเจอข้อผิดพลาดต้องช่วยกันปรับและแก้ไข  โดยมีเวทีสอบทานระดับตำบลทุกตำบล เพื่อจะทำให้เราได้ทราบถึงระดับหรือคุณภาพของกองทุนว่ามีกี่ระดับ แต่ละระดับมีกี่กองทุน เป็นการวางแผนการพัฒนาหรือยกระดับกองทุนต่อไป และพัฒนาให้เกิดความยั่งยืนเกิดระบบธรรมาภิบาลในตัวเอง  2) การจัดทำแผนพัฒนาด้านสังคมที่เกิดจากความต้องการของคนในชุมชนที่อยากพัฒนา และส่วนสำคัญอีกหนึ่งเรื่อง คือ กองทุนสวัสดิการชุมชนต้องขยายสมาชิก ให้เพิ่มได้ตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ คือ 10 ล้านคน โดยตัวกองทุนเป็นคนทำให้เกิด อีกทั้งยังมีการผักดันให้เกิด พ.ร.บ.สวัสดิการชุมชน เพื่อให้กองทุนสวัสดิการชุมชนได้มีกฏหมายรองรับการเติบโตของกองทุน เพราะกองุทนสวัสดิการชุมชนเป็นกำลังสำคัญที่จะดูแลคนในชุมชนที่ด้อยโอกาสและไม่ด้อยโอกาส และยังสามารถดูแลคนในชุมชนได้ในหลากหลายเรื่อง เช่น การสร้างรายได้ โดยใช้ทุนกองทุนสวัสดิการชุมชน จะให้คนที่ได้รับสวัสดิการนี้สามารถดูแลพึ่งตนเองได้ และสิ่งที่สำคัญที่สุดของการจัดสวัสดิการชุมชน คือ การใช้เงิน 1 บาทเปลี่ยนวิธีคิดของคน ให้รู้จักออม รู้ดูแลตัวเอง รู้จักดูแลคนอื่น และรู้ดูธรรมชาติสิ่งแวดล้อม  โดยการพึ่งตนเองเป็นหลักมากกว่าการรอรับความช่วยเหลือจากรัฐเพียงอย่างเดียว แต่รัฐสามารถเป็นหุ้นส่วนกับการพัฒนาชุมชน พัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชนร่วมกับประชาชน ทั้งด้านหุ้นส่วนด้านบุคลากร ด้านงบประมาณ เป็นต้น จะสามารถทำให้ชุมชนและรัฐพึ่งกันได้อย่างยั่งยืน”


12697359_1100013426710548_7520423727888922837_o.jpg ผศ.ดร. จิตติ มงคลชัยอรัญญา ผู้บริหารจากวิทยาลัยพัฒนาศาตร์ ป๋วยอึ้งภากรณ์ กล่าวว่า การขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาสวัสดิการชุมชนได้พยายามให้มีกฏหมายสวัสดิการชุมชน หรือ พ.ร.บ.สวัสดิการชุมชนนั้น ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของอนาคต แต่ในมุมมมองของตนมองว่า โลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลง มีทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่หลากหลาย  เราในฐานะพลเมืองต้องช่วยกันทำบทบาทของพลเมือง คือการสร้างสังคมที่มีการเกื้อกูลกัน สร้างกระบวนการสร้างความเข้มแข็ง สร้างเครือข่ายภาคประชาชน โดยเครือข่ายสวัสดิการชุมชนที่ได้สร้างระบบในการดูแลความเป็นอยู่ของคนในชุมชนเดียวกันจริงๆ กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นเงินที่เกิดมาจากการสะสมของคนในชุมชนเอง และที่ดีกว่านั้นเราไม่ได้ใช้เฉพาะทุนที่เป็นเงิน เราใช้ทุนที่มีทุกอย่างที่มีในชุมชน การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ สร้างขยะให้เป็นทุน การดูแลผู้อายุ ผู้ป่วยติดเตียง สวัสเหล่ารัฐไม่สามารถได้เพราะเรื่องคนในชุมชนทำเพราะอยากทำ อยากดูแลคนในชุมชนด้วยใจ และไม่ติดว่าต้องมีเงินเยอะ หากรัฐฉลาดพอทำไมไม่ดึกองทุนที่มีอยู่มารวมกันและจัดระบบเหล่าให้สามารถทำงานได้คล่องตัวจริงโดยให้เราเป็นตัวหลัก  และในอนาคตข้างหน้ากองทุนที่เราเป็นอยู่ต้องเป็นนิติบุคคล ที่สามารถทำธุรกรรมกับภายนอกได้ และถ้ากฎหมายสวัสดิการชุมชนผลักดันให้สำเร็จได้ เราสามารถได้รับงบสนับสนุนจากรัฐได้ และอาจจะมาสามารถสมทบได้ 1 ต่อ 1 แต่เป็นการเจรากับรัฐเป็นรายๆ ไป

“สิ่งที่สำคัญกว่านั้นงานสวัสดิการชุมชนเป็นการพิสูจน์เรื่องของใจ และเรื่องนี้ก็จะทำให้เราสามารถมีระบบการดูแลกัน และกองทุนจะอยู่ถึงลูกหลาน สังคมแบบนี้เป็นสังคมที่รู้จักดูและรู้ว่าบ้านเมืองมีปัญหาอะไรบ้าง มีผู้เดือดร้อนเราช่วยทันที กฏระเบียบเราค่อยว่ากันทีหลัง คนนี้แหละถือว่าเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ประเทศอยู่ได้อย่างยั่งยืน เพียงคนต้องพยายามรักษาสิ่งที่เป็นอยู่ให้ดีทั้งด้านประเพณีวัฒนธรรม การปฏิบัติ การดูแลกัน การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นต้น”

10321184_1100013710043853_1811755393168110377_o.jpg นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย กล่าวว่า  ในฐานะที่เป็นองค์กรภาคีหนึ่ง โดยมูลนิธิแรกที่ท่านอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ที่ได้จัดตั้งขึ้น ตั้งแต่ปี 2510 โดยมีเจตนารมณ์ที่ให้คนชนบทได้รับการพัฒนา ซึ่งตามแนวคิดนี้คนทั่วโลกก็ให้การยอมรับ และทำให้ประเทศไทยได้หันมาให้ความสำคัญกับชนบทมากขึ้น เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตามแนวคิด “จากครรภ์มาดา สู่เชิงตะกอน” อย่างที่กองทุนสวัสดิการชุมชนกำลังทำกับอยู่ดูแลคนเรื่องการเกิด แก่ เจ็บ ตาย พัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของชุมชน ท่านเรียกร้องให้รัฐมาสนใจชนบทขึ้น และวันนี้เราก็ได้เห็นรัฐสนใจในเรื่องสวัสดิการของคนมากขึ้น ดูได้จากการการมีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่เกิดจากท่านอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม และผู้สานงานต่อของท่านอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์  โดยยึดหลัก เรื่องของการทำความดี ความจริง และความงาม

“ในการเข้าประกวดครั้งนี้ของกองทุนสวัสดิการชุมชน อยากให้นึกเรื่องการทำความดีเป็นหลักมากกว่าการแข่งขัน เพราะการประกวด การแข่งขันเป็นเพียงกุศโลบายในการทำความดี และได้นำเสนอความดี และนำเสนอปัจจัย แรงผลักดัน เทคนิควิธีการในการทำความดีนั้นเป็นอย่างไร บอกเล่าให้ฟังกัน และจะทำให้คนที่มาเรียนรู้ได้รับความรู้จากการนำเสนอการทำความดี เพราะเราถือว่าทุกที่คือการแบ่งปัฯความรู้ในการทำความดี เพื่อให้คนอื่นได้ทำความดี โดยที่ไม่ต้องลองผิดลองถูก แต่ไม่ใช่ให้ลอกวิธีการทำแต่เลือกที่จะนำไปปรับใช้ในการทำดีของตนเอง”

ทั้งนี้ขบวนสวัสดิการชุมชนจึงได้ร่วมกันพัฒนายุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการ ปี 2558 - 2562  ที่เป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนในระยะต่อไป โดยการตั้งเป้าหมายในการขยายกองทุนและสมาชิกให้ครอบคลุมทุกพื้นที่และทุกกลุ่มเป้าหมาย การพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกองทุน การพัฒนาศักยภาพแกนนำ การพัฒนาองค์ความรู้  การเชื่อมโยงและบูรณาการงานระบบสวัสดิการชุมชนกับหน่วยงาน/ภาคี/ท้องถิ่น รวมทั้งการผลักดันให้เกิดพระราชบัญญัติสวัสดิการชุมชน  เพื่อให้นโยบายสนับสนุนสวัสดิการชุมชนเป็นไปอย่างต่อเนื่องต่อไป

12747260_1100009303377627_8572151378033104156_o.jpg12694737_1100013990043825_6856725651930278302_o.jpg

12697068_1100013053377252_3917555079388179567_o.jpg




รายงานโดย  สุธิดา  บัวสุขเกษม / เปรมปรีดิ์  นาราช

ภาพถ่าย  เสือตู่

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter