ปาฐกถาพิเศษโดย สมพร ใช้บางยาง ประธานอนุกรรมการสนับสนุนสวัสดิการชุมชน รองปลัดกระทรวงมหาดไทย
เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๒ ที่ห้องประชุมใหญ่ ศูนย์ราชการจังหวัดกำแพงเพชร นายสมพร ใช้บางยาง ประธานอนุกรรมการสนับสนุนสวัสดิการชุมชน และรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวปาฐกถา ในหัวข้อ“สวัสดิการชุมชน ของชุมชน เพื่อชุมชน” ต่อผู้นำชุมชนด้านสวัสดิการชุมชน เนื่องในเวทีสมัชชาสวัสดิการชุมชนฅนกำแพง
ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ท่านหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงาน ผู้นำชุมชน
และท่านผู้เข้าร่วมสัมมนา ที่เคารพทุกท่าน
ขอชี้แจงนโยบาย ข้อเท็จจริงและแนวทางที่เราจะทำต่อไป เพื่อให้ท่านทั้งหลายมั่นใจว่า เรื่องการจัดสวัสดิการชุมชนนั้น เป็นเรื่องที่ทางราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามนโยบายของรัฐบาลนี้ได้ยืนยันไว้ชัดเจนว่าจะสนับสนุนสวัสดิการชุมชนอย่างเต็มที่ และอยากเห็นการจัดสวัสดิการชุมชนของพี่น้องประชาชนกระจายไปทุกตำบลให้ทั่วประเทศไทย
สิ่งที่ท่านทั้งหลายทำมีคุณค่าและเหมาะสมกับความเป็นชุมชนจริงๆ เรื่องการจัดสวัสดิการชุมชนเป็นอีกแนวคิดหนึ่งของการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน บนพื้นฐานของการสร้างวิถีชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขด้วยการอยู่กันแบบไทยๆ มีความยั่งยืนในการดำรงชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย นี่คือวิถีชีวิตของสังคมที่ผมว่าไม่มีประเทศไหนมีเหมือนประเทศไทย นี่คือจุดแข็งของสังคมไทย แต่สิ่งที่น่าเสียดายแนวนโยบายการพัฒนาที่ผ่านมาของประเทศโดยสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นผู้กำหนดแผนพัฒนาประเทศทั้ง ๑๐ แผน ซึ่งมุ่งให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจ ทุนนิยม วัตถุนิยม มากมาย จนลืมพื้นฐานของสังคม มิติทางสังคม ส่วนตัวคิดว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งและมีผลกระทบต่อสังคมไทยในปัจจุบันเป็นอย่างมาก
ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นทั้งต่อเด็กเยาวชน ฯลฯ เป็นเพราะการนำประเทศชาติไปสู่เศรษฐกิจมากจนกระทั่งลืมการรักษาสังคมไว้ ประเทศตะวันตกเขาก็มีความปรารถนาดีต่อประเทศของเขา การที่เขามาลงทุนค้าขาย เราก็หลงภูมิใจกับการมีศูนย์การค้าใหญ่ในพื้นที่ มีวัตถุความเจริญมากมาย แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่ความเจริญ หรือความยั่งยืนใดๆ ทั้งสิ้น สิ่งเหล่านั้นมันเป็นวัตถุซึ่งทำลายสังคม กระทั่งหากเราไม่รู้จักอยู่ ไม่ปรับตัว หรือเท่าทันแล้ว เราก็คงอยู่ยาก
เพราะฉะนั้นเรื่องการจัดสวัสดิการสังคมจะเป็นแนวคิดของการสร้างเกาะกำแพงในอันที่จะไม่ให้ชาติตะวันตกไม่เข้ามาอิทธิพลในทุกๆ เรื่อง เรามีพร้อมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติ ขาดแต่คนที่มีคุณภาพ เพราะที่ผ่านมาการพัฒนาประเทศไม่ได้มุ่งไปที่การสร้างคน
“การจัดสวัสดิการสังคมถึงแม้ว่าจะดูเป็นเรื่องชาวบ้านแต่ผมคิดว่าเป็นกระบวนการหนึ่งในการพัฒนาคนให้รักถิ่น รักชุมชน รักบ้านเกิดเมืองนอน รักประเทศ มีความซื่อสัตย์ต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทำให้เราอยู่อย่างมีความรัก ความผูกพัน นอกจากนั้นแล้วการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา พัฒนาจากบนลงล่าง ถ้าเปรียบเหมือนองค์พระเจดีย์ก็เริ่มจากยอดเจดีย์ และลงมาถึงฐาน ซึ่งที่ผ่านมาเป็นเครื่องชี้ชัดว่ามันไม่ได้ทำให้ประเทศมีความมั่นคง ทว่ากลับมีความอ่อนแอมากขึ้นยิ่งขึ้น เพราะผู้เข้ามาบริหารประเทศดูแลทุกข์สุข ณ วันนี้ไม่ว่าจะเป็นการเมืองหรือราชการ ซึ่งในที่สุดเข้ามาแสวงหาประโยชน์แสวงหาอำนาจ ”
จนถึงวันนี้ผมคิดว่าความคิดในเรื่องของการสร้างบ้านเมือง มันต้องเปลี่ยนจากข้างล่างขึ้นข้างบน เพราะฉะนั้นการจะสร้างบ้านเมืองให้เข้มแข็ง เราต้องสร้างฐานพระ ฐานบ้านเมืองซึ่งคือพวกเราที่อยู่ในฐานล่างให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งโดนเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ข่มเหง หรือมาบริหารโดยไม่ให้เกียรติ
ถึงวันนี้ในหลวงท่านมีพระราชดำรัสในปี ๒๕๔๐ ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเป็นนิกส์ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องอยู่ด้วยลำแข้งของตนเองได้ ผมนำเรียนกับทุกท่านได้เลยว่าแนวคิดเรื่องการจัดสวัสดิการชุมชน หรือแนวคิดอื่นที่เกี่ยวกับชุมชนเป็นฐานราก ซึ่งผมได้ทำงานกับหลายๆ ส่วน รวมทั้งคณะทำงานปฏิรูปประเทศไทย เราเห็นความสำคัญของฐานบ้าน ฐานเมือง ฐานพระเจดีย์ คือพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งต้องถือว่าต่อไปนี้เราต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ ลุกขึ้นมาช่วยกันสร้างความแข็งแกร่งให้กับบ้านเมืองเรา เพราะเราคือฐานของประเทศนี่คือแนวคิด ถ้าเราสามารถจัดสวัสดิการทางสังคมได้ มันจะไปสู่การจัดการงานด้านอื่นๆ อีกมากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ โดยพื้นฐานของการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน แต่ทั้งนี้ต้องมีวัตถุประสงค์ในส่วนเดียวกัน นั่นคือเพื่อประโยชน์ส่วนร่วมไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตน
ถ้าคิดและทำอย่างนี้ได้ กระจายงานสวัสดิการชุมชนให้ทั่วประเทศ ซึ่งตอนนี้เครือข่ายสวัสดิการชุมชนทั้งประเทศระบุว่ามีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการโดยภาคประชาชนเป็นแกนหลักแล้วถึง ๓,๑๐๐ ตำบล จึงตั้งเป้าหมายว่าไม่เกิน ๑๐ ปีจะผลักดันให้มีการจัดสวัสดิการชุมชนครอบคลุมทุกตำบลทุกพื้นที่ และจะพยายามให้ประชากรชาวไทยได้เข้ามามีส่วนเป็นสมาชิกของสวัสดิการชุมชนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แนวคิดเรื่องนี้ท่านผู้นำสมัชชาสวัสดิการชุมชนซึ่งเป็นตัวแทนของท่านทั่วประเทศ รวมตัวกันและนำเสนอความเห็นนี้ต่อนายกรัฐมนตรีในช่วงที่เข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ ซึ่งความจริงตัวแทนของท่านที่เป็นสมัชชาสวัสดิการชุมชนแห่งชาติได้มีการเสนอในหลายรัฐบาลแต่ไม่สำเร็จ จนพวกเราได้มาสู้บนลำแข้งของตัวเอง ผมจึงชื่นชมกับท่านว่านี่คือวิถีของการรักษาบ้านเมือง อยู่ร่วมกันในชุมชนที่ดีที่สุดสำหรับคนไทยในปัจจุบัน
ซึ่งเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ที่ผ่านมา มีการเปิดสมัชชาสวัสดิการชุมชนแห่งชาติขึ้นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งถือเป็นจังหวัดต้นแบบของสัจจะวันละบาท และสัจจะสวัสดิการชุมชน ซึ่งนายกได้ใยืนยันนโยบายของรัฐบาลว่าจะสนับสนุนให้สวัสดิการชุมชนเป็นวาระแห่งชาติ เป็นที่น่ายินดีว่าปีงบประมาณ ๒๕๕๓ ซึ่งจะเริ่มในวันที่ ๑ ตุลาคมที่จะถึงนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ยืนยันชัดเจนว่าจะมีงบประมาณมาสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมในปีแรกกว่า ๗๐๐ ล้านบาท และจะสนับสนุนในหลักการคือมีการสมทบจากรัฐบาลหนึ่งส่วน ท้องถิ่นหนึ่งส่วน และภาคประชาชนอีกหนึ่งส่วน โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือพอช. .เป็นผู้รับผิดชอบโครงการหลักในนาม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และมีกระทรวงทบวงกรมต่างๆ มาช่วยสนับสนุน
เพราะฉะนั้นในปี ๒๕๕๓ ระดับนโยบายจะมีการสนับสนุนและพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชนทึ่จัดตั้แล้วประมาณ ๓,๑๐๐ ตำบล รวมทั้งขยายการส่งเสริมจัดตั้งกองทุนอีก ๒,๐๐๐ ตำบล ท่านที่อยู่ในกลุ่ม สาม พันกว่าตำบล จึงมีโอกาสก่อนในการได้รับการสนับสนุนเงินสมทบ เพื่อให้จัดสวัสดิการชุมชนได้มากขึ้น หลากหลายชนิด และให้เกิดความมั่นคงมากยิ่งขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ท่านได้ดูแลผู้ด้อยโอกาสอื่นๆ ซึ่งอาจจะไม่มีเงินมาช่วยเข้ากองทุน แต่เขามีความต้องการได้รับการดูแล เป็นต้น โดยหลักการ คือการไปขยายกิจกรรม ขยายสวัสดิการให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นตั้งแต่เกิดจนตายในหลายเรื่อง ส่วนจะทำได้มากน้อยเท่าไหร่ก็เป็นเรื่องของคณะกรรมการแต่ละกองทุนจะรับไปพิจารณา
ในหลักการจากการประชุมคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติทั้ง ๓ ครั้ง ซึ่งหลักการที่เราคุยกันตั้งแต่ครั้งแรก คือภาคประชาชนเป็นตัวหลักเป็นคนนำ ภาคส่วนอื่นๆ จะเป็นผู้สนับสนุนเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำ เพราะฉะนั้นความสำเร็จของการจัดสวัสดิการชุมชนไม่ได้อยู่ที่ราชการ หรือองค์กรอื่นๆ แต่อยู่ที่ความเข้มแข็งขององค์กรภาคประชาชน เพราะไม่อยากเป็นเหมือนกับโครงการของรัฐอื่นๆ ที่ให้เงินลงไป แต่ในที่สุดก็ไม่เกิดประโยชน์ หรือเกิดผลที่ยั่งยืน และถ้าโครงการนี้ล้มเหลวจะมีผลต่อกองทุนอื่นๆ ที่เขามีความพร้อม ดังนั้นท่านต้องเตรียมความพร้อมไว้ ผมเชื่อว่าพื้นฐานของท่านดีอยู่แล้ว หากช่วยกันปรับปรุงให้เข้ากฎเกณฑ์ที่วางไว้ ซึ่งก็ไม่ได้ยากอะไร โดยหลักใหญ่จะดูถึงความยั่งยืน ความเป็นปึกแผ่น ความจริงจัง ที่ผ่านในรูปคณะกรรรมการกองทุน
ระเบียบ หลักเกณฑ์ต่างๆในการสนับสนุนสวัสดิการชุมชน จะเร่งทำให้เสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ สิ่งที่นายกได้พูดที่สงขลาชัดเจนแล้ว ถึงแม้จะไม่ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ ส่วนงานของสถาบันพัฒฯองค์กรชุมชนในช่วงต่อไปต่อไป นอกเหนือจากงานบ้านมั่นคงก็จะเน้นเรื่องการจัดสวัสดิการชุมชนให้หนักขึ้น ซึ่งจะเป็นฐานชั้นดีกับการจัดกิจกรรมอื่นๆ ในชุมชน ในปี ๒๕๕๓ เราตั้งงบประมาณไว้ ๗๒๗ ล้านปี ๒๕๕๔ ตั้งไว้ประมาณ ๑,๖๐๐ ล้าน ส่วนปี ๒๕๕๕ คิดว่าทางผู้แทนสมัชชาก็ยืนยันว่าจะทำให้ครบภายใต้งบประมาณ ๒,๑๐๐ ล้านบาท สิ่งที่ท่านทำมารัฐบาลได้เห็นความสำคัญแล้ว และพร้อมจะสนับสนุนท่าน.




