playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายสวัสดิการชุมชนผ่านระบบการประชุมทางไกล Video Conference ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด คณะกรรมการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนจังหวัด/กรุงเทพมหานคร ในที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมพัฒนาการจัดสวัสดิการชุมชน ซึ่งจัดประชุมเป็นครั้งแรก โดยมีคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ได้กล่าวรายงานความคืบหน้าของโครงการสวัสดิการชุมชน

นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะให้ประชาชนมีหลักประกันและคุณภาพชีวิตที่ดี จึงได้ผลักดันนโยบายของรัฐทั้งด้านการสึกษา การรักษาพยาบาล สวัสดิการผู้สูงอายุ เบี้ยอาชีพ รวมทั้งเรื่องสวัสดิการชุมชนซึ่งเป็นนโยบายหนึ่งของรัฐบาล ที่ได้จัดสรรงบประมาณปี ๒๕๕๓ จำนวน ๗๒๗.๓ ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน โดยจะมีการสมทบกองทุนให้กับ ๓,๑๕๕ กองทุนที่ดำเนินการอย่างเข้มแข็งแล้ว และสมทบการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนที่จัดตั้งใหม่ ๒,๐๐๐ กองทุน หลักการหลักการสำคัญคือรัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณให้กองทุนสวัสดิการชุมชนเท่าที่ภาคประชาชนจ่ายเข้ากองทุน แต่ไม่เกิน ๓๖๕ บาทต่อคนต่อปี หมายถึงประชาชนจ่าย ๑ ส่วน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๑ ส่วน และรัฐบาล ๑ ส่วน

ทั้งนี้การดำเนินงานแบ่งเป็นสองระยะ ระยะที่ ๑ คือการสมทบกองทุนที่ได้ดำเนินการแล้ว ทั้งนี้ในเรื่องการสมทบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากมีข้อขัดข้องก็จะมีการหารือในคณะกรรมการกระจายอำนาจ เพื่อแก้ปัญหาข้อติดขัด

สำหรับหลักเกณฑ์การสมทบกองทุนนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เกณฑ์สำคัญคือ ๑.เป็นกองทุนระดับตำบลที่มีการดำเนินงานมาจนครบหนึ่งปี ๒.สมาชิกกองทุนกระจายอยู่ในทุกหมู่บ้านในพื้นที่รับผิดชอบของอบต.หรือชุมชนในเขตเทศบาลอย่างน้อยร้อยละ ๕๐% ของหมู่บ้านหรือชุมชน ๓.สมาชิกร่วมสมทบกองทุนและได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๔.กองทุนมีระบบการบริหารจัดการที่ดี และ ๕ มีการจัดสวัสดิการให่สมาชิกไม่น้อยกว่าสามอย่าง เช่นคลอดบุตร เจ็บป่วยและเสียชีวิตเป็นต้น ในด้านกองทุนใหม่ ให้มีคุณสมบัติเดียวกับที่กล่าวมา และให้มีสมาชิกเริ่มต้นไม่น้อยกว่า ๑๐๐ คน

สำหรับระยะที่ ๒ จะเน้นเรื่องการพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนแห่งชาติ นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่าผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนคือกลไก ๓ ระดับ คือคณะกรรมการระดับชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ตามด้วยคณะกรรมการระดับจังหวัดที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้แต่งตั้งและกทม. และกรรมการระดับตำบลที่ประชาชนจัดตั้งกันเอง ซึ่งการขยายผลสวัสดิการชุมชนให้เต็มพื้นที่ทั้งเมืองและชนบทผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ จึงใคร่ขอความร่วมมือจากผู้ว่าราชการจังหวัด ๔ เรื่องคือ ๑.จัดทีมงานระดับจังหวัดทำงานพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชนร่วมกับภาคประชาชน ๒.สร้างความเข้าใจและกระตุ้นให้ตำบลและเทศบาลจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตามความพร้อมของชุมชน ๓.ประสานและสร้างความเข้าใจกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ ๔ จัดให้มีการติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า การส่งเสริมจัดตั้งกองทุนอย่าเร่งรีบ ให้คำนึงถึงพื้นที่ๆประชาชนมีความพร้อม การจัดการในแต่ละพื้นที่ไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะลักษณะแต่ละชุมชนไม่เหมือนกัน และในวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ จะมีการมอบเงินสมทบกองทุนเป็นครั้งแรก ซึ่งจะเน้นที่คุณภาพมากกว่าปริมาณ นายกรัฐมนตรีกล่าวและว่างานนี้ถือว่าเป็นการต่อยอดความสำเร็จของประชาชน ที่ได้จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน จึงไม่ทำในสิ่งที่ประชาชนทำมาดีแล้ว ต้องลดคุณค่าลงไป

ทั้งนี้เนื่องจากในวันเดียวกัน (๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๒) มีการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนจังหวัดพร้อมกันทุกจังหวัดทั่วประเทศ จึงมีรายงานการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนจากจังหวัดต่างๆเช่น จังหวัดอำนาจเจริญ มีการจัดตั้งกองทุนแล้ว ๔๗ กองทุน และจะดำเนินการจัดตั้งอีก ๑๖ กองทุนให้เต็มพื้นที่ในปี ๒๕๕๓ ด้านจังหวัดเชียงใหม่รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่รายงานว่ามีการจัดตั้งกองทุนแล้ว ๔๗ กองทุน ในปี ๒๕๕๓ มีแผนในการจัดตั้ง ๕๕ กองทุน ในด้านจังหวัดสงขลามีการจัดตั้งแล้ว ๑๓๒ กองทุน จากพื้นที่ทั้งหมด ๑๔๐ กองทุน (ตำบล/เทศบาล) ซึ่งคณะกรรมการจังหวัดได้ลงไปตรวจเยี่ยมในพื้นที่พบว่ากองทุนสวัสดิการชุมชนในแต่ละแห่งดำเนินการตามมาตรฐานตามตามเกณฑ์เพื่อการสมทบไม่น้อยกว่า ๑๐๐ กองทุนเป็นต้น

ด้านนายสมพร ใช้บางยาง กรรมการส่งเสริมพัฒนาการจัดสวัสดิการชุมชน (ผู้ทรงคุณวุฒิ)กล่าวว่า หลักการสำคัญของสวัสดิการชุมชน คือการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในทุกๆเรื่อง ภาคประชาชนจึงเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนงาน ส่วนหน่วยงานราชการต่างๆต้องทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน

ในขณะที่นายศิวโรจน์ จิตนิยม กรรมการจากผู้นำชุมชน กล่าวว่า รัฐบาลกลางต้องมาสมทบสามส่วนที่เข้มแข็ง ซึ่งชุมชนดำเนินการมาก่อนแล้วคือสมาชิกสมทบ องค์กรชุมชนในพื้นที่สมทบและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสมทบ

ในด้านแนวทางการดำเนินงานและกรอบงบประมาณโครงการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน ในปีงบประมาณ ๒๕๕๓ ภายใต้กรอบงบประมาณ ๗๒๗.๓ ล้านบาทนั้น นางทิพย์รัตน์ นพลดารมย์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า คณะกรรมการฯเห็นชอบในกรอบงบประมาณและแนวทางสำคัญใน ๗ แผนงานคือ ๑.การสมทบงบประมาณกองทุนสวัสดิการชุมชนให้เป็นไปตามพร้อมของชุมชน และเน้นคุณภาพ ๒.การพัฒนาความเข้มแข็งขององค์กรสวัสดิการชุมชน ที่ครอบคลุมเรื่องผู้นำ ศูนย์เรียนรู้ การจัดทำตัวชี้วัดและการเชื่อมโยงเครือข่าย ๓ การพัฒนาระบบข้อมูลสวัสดิการชุมชน ๔.การจัดการความรู้และสื่อสารสังคม ๕.การเชื่อมโยงภาคีสวัสดิการชุมชนทั้งภาครัฐ ท้องถิ่นและชุมชน ๖.การพัฒนาระบบการบริหารจัดการในแนวทางที่ชุมชนเป็นผู้มีบทบาทหลัก และสุดท้ายคือการรายงานและประเมินผล

ทั้งนี้ในการสนับสนุนการดำเนินโครงการฯดังกล่าวเป็นการร่วมมือของหน่วยงานงานหลายฝ่ายและขบวนองค์กรชุมชนด้านสวัสดิการ หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบโครงการคือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter