จังหวัดเชียงใหม่ได้มีกลุ่มขับเคลื่อนประเด็นเชียงใหม่จัดการตนเองมากว่าสองปีแล้ว โดยเฉพาะการผลักดัน พรบ.เชียงใหม่มหานคร เพื่อให้คนเชียงใหม่สามารถเลือกตั้งผู้ว่าและมีอำนาจบริหารจัดการเมืองเชียงใหม่ได้โดยตรง กว่าสองปีที่ผ่านมานี้ทางกลุ่มได้ระดมความคิดเห็นจากคนเชียงใหม่หลายฝ่ายหลายอาชีพเพื่อให้ประเด็นปัญหาต่างๆ ถูกนำเสนออย่างรอบด้านและให้ทุกฝ่ายสามารถมีส่วนร่วมในการออกแบบการบริหารจัดการเมืองเชียงใหม่ได้ด้วยตนเอง
เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๖ เวทีเชียงใหม่จัดการตนเอง ได้จัดพูดคุยในหัวข้อ “สวัสดิการชุมชนสู่สังคมที่ดี” ณ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ในช่วงเวลาแดดร่มลมตก อากาศเย็นสบายกำลังดี กลุ่มกองทุนสวัสดิการจากพื้นที่หลากหลายของเชียงใหม่ได้เดินทางมาร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนมุมมอง อาทิ กลุ่มสวัสดิการแม่กำปอง กลุ่มสวัสดิการบ้านกลาง กลุ่มสวัสดิการแม่หอพระ กลุ่มสวัสดิการสันมหาพน ฯลฯ โดย นายเฉลิมพล เมืองเฉลิม เจ้าหน้าที่ พอช. เป็นผู้ดำเนินรายการนางมยุรี ยกตรี พมจ.เชียงใหม่ ได้บอกเล่าถึงความจำเป็นที่ต้องกลุ่มสวัสดิการชุมชนว่ากองทุนสวัสดิการนั้นเกิดมาได้เพราะรัฐธรรมนูญและรัฐธรรมนูญนั้นเชื่อมกับเรื่องของสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าสิทธิของเด็ก ผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ทุกๆ กลุ่ม ต้องมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน และรัฐธรรมนูญนั้นตราไว้แล้วว่าทุกคนจะได้รับสวัสดิการอะไรบ้าง เช่น การศึกษา เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษาเท่าเทียมกันอย่างน้อยก็การศึกษาภาคบังคับ แล้วยังมีสิทธิเรื่องการรักษาพยาบาล เราจะเห็นว่าสวัสดิการเราก็ดีขึ้นเรื่อยๆ หรือเด็กๆ ก็จะมีกฎหมายคุ้มครองเด็ก หรือผู้สูงอายุในปัจจุบันเรามีมากขึ้น ทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุมีกลุ่มหรือชุมชนของเขา มีที่อยู่ สวัสดิการ มีการนำเอาภูมิความรู้ ความสามารถของผู้สูงอายุมาช่วยพัฒนาบ้านเมือง เราต้องมีพื้นที่ให้ผู้สูงอายุ หรือกลุ่มผู้พิการ เราไม่ได้มองว่าเขาด้อยกว่าเรา แต่ทำอย่างไรเขาถึงจะมีที่อยู่ที่ยืน มีการประกอบอาชีพ มีสวัสดิการ เหมือนๆ เรา ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดสวัสดิการต่างๆ มีให้ทุกคนอยู่แล้วตามกฎหมาย แต่ว่าทำไมต้องมีสวัสดิการชุมชนอีก นั่นก็เพราะว่า ประเทศของเรามีบริการสวัสดิการที่หลากหลายถ้าเทียบกับต่างประเทศอย่างประเทศแถบสแกนดิเนเวียที่สวัสดิการดีที่สุด เขาจะมีรัฐสวัสดิการอย่างเดียว คือ รัฐให้สวัสดิการทุกอย่าง จัดการทุกอย่าง แต่ว่าการจัดเก็บภาษีสูงมากประมาณ ๔๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์ คือ ทำมาหากินได้เท่าไหร่ก็แบ่งเข้ารัฐเกือบหมด แล้วให้รัฐจัดสวัสดิการ แต่พอคนอายุยืนนานขึ้นรัฐต้องจ่ายสวัสดิการมากขึ้น ก็เริ่มประสบปัญหาว่าเงินจากภาษีไม่พอ แต่รัฐไทยเราจะเป็นลักษณะทุกคนร่วมด้วยช่วยกันไม่ใช่รัฐต้องให้ฝ่ายเดียว
ปัจจุบัน สวัสดิการของประเทศเรามีหลายประเภท อย่างแรกเลยคือ สวัสดิการมาจากรัฐ รัฐเป็นพ่อเป็นแม่ต้องดูแลทุกคน อีกส่วนคือการให้บริการสังคม เช่น จัดรถไฟ รถเมล์ฟรี รักษาพยาบาลฟรี การเข้าชมสถานที่สาธารณะฟรี แต่ก็ยังไม่เพียงพอสวัสดิการต้องเข้าไปให้ถึงท้องถิ่นเพราะท้องถิ่นอยู่ใกล้ตัวเรา แต่ท้องถิ่นก็ยังเป็นหน่วยงานของรัฐ ทำยังไงประชาชนจะได้มีส่วนร่วมในการสวัสดิการตรงนี้จริงๆ เพราะอย่างการให้จากรัฐ รัฐจะเหมือนผู้ให้ มือจะอยู่ข้างบน ส่วนมือผู้รับอยู่ข้างล่าง ดังนั้น ทำอย่างไรที่จะให้ผู้ให้และผู้รับเท่าเทียมกัน เราจึงจัดให้มีสวัสดิการของเราเอง กำหนดคุณสมบัติ รูปแบบของเราเอง สามารถวางแผนอนาคตของเราเอง
บางคนอาจบอกว่า เราก็มีประกันสังคมแล้วนี่นา แต่ประกันสังคมก็จะดูแลคนในระบบการใช้แรงงาน สถานประกอบการ ซึ่งจะต้องออมระดับหนึ่งซึ่งมากกว่าการออมระดับชุมชน ดังนั้น สวัสดิการชุมชนจึงไม่ใช่ประกันสังคม และไม่ใช่การที่รัฐมาดูแลสวัสดิการให้โดยตรง แต่เป็นการที่รัฐมาสนับสนุนให้ชุมชนสามารถจัดสวัสดิการให้กันภายในชุมชนเองได้ โดยรัฐมาช่วยสมทบและสนับสนุนให้ชุมชนมีความรัก ความเอื้ออาทรต่อกัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้สูงอายุ เด็กๆ เพราะถ้าชุมชนเข้มแข็ง จะไม่มีผู้สูงอายุหรือเด็กๆ ถูกทอดทิ้ง ผลดีของการที่ชุมชนเข้มแข็งจะส่งผลต่อเนื่องเป็นวงกลมเช่นนี้
สวัสดิการชุมชนจึงมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การมีส่วนร่วม ลองคิดดูในระดับครอบครัวก็ได้ว่า ถ้าท่านได้มีส่วนร่วม ส่วนคิด ส่วนรู้เห็นในเรื่องใดๆ ก็ตามตั้งแต่เห็น มีส่วนรู้เห็นการบริหารการดำเนินงาน ท่านจะมีความรู้สึกเต็มอกเต็มใจที่จะทำ ทำด้วยความเพลิดเพลิน มีความสุข สนุก แต่ถ้าท่านรอแต่เขาจัดให้ท่านอย่างเดียว ท่านจะไม่รู้ว่าเขาดำเนินการถึงไหนแล้ว ไม่รู้ว่าการบริหารจัดการเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าจะพึงพอใจไหม ดังนั้น การมีส่วนร่วมจึงสำคัญที่สุดที่ประชาชนต้องร่วมกันคิดร่วมกันทำ ปัจจุบันนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่รัฐเปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มได้เข้ามาส่วนร่วม ไม่ว่าสวัสดิการผู้สูงอายุ สวัสดิการคนพิการ สวัสดิการชุมชน กลุ่มสตรี ฯลฯ
ดังนั้น สวัสดิการชุมชนจึงมีความสำคัญมาก จึงมั่นใจได้ว่าทุกรัฐบาลจะต้องให้การสนับสนุนว่า หากใครได้ข่าวว่ารัฐบาลจะไม่สนับสนุนแล้วนั้น ไม่เป็นความจริง อย่ากังวลว่ารัฐจะไม่สนับสนุน เพราะไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนๆ ก็จะสนับสนุนกองทุนสวัสดิการอย่างแน่นอน
นายวินิจ ชัยชิต รองประธานคณะกรรมการสวัสดิการเชียงใหม่ ได้กล่าวถึงความเติบโตของกองทุนสวัสดิการชุมชนของจังหวัดเชียงใหม่ว่าปัจจุบันเชียงใหม่มีสมาชิกกองทุนสวัสดิการ 165,000 คน มีเงินออมของชาวบ้าน 39,800,000 บาท และเป้าหมายในปี ๒๕๕๘ นี้ ทางกลุ่มสวัสดิการเชียงใหม่ตั้งเป้าจัดตั้งกลุ่มสวัสดิการเต็มทุกพื้นที่ ๒๑๐ ตำบล ซึ่งแต่ละตำบลหรือแต่ละกลุ่มต่างก็มีการออมเงินด้วยเป้าหมายที่ต่างกันไป บางกลุ่มมีเป้าหมายเพื่อการกู้ยืม แต่การออมเงินเพื่อการกู้ยืมมักเกิดปัญหา ดังนั้น กลุ่มสวัสดิการของเชียงใหม่จึงพยายามเน้นที่จะให้เกิดการออมเพื่อเป็นกองทุนสวัสดิการ ซึ่งปัจจุบันนี้ มีกองทุน ๙๖ กองทุนเป็นกองทุนเพื่อสวัสดิการไม่ใช่การกู้ยืม
สำหรับประเด็นการผลักดัน พรบ. เชียงใหม่มหานครนั้น ตนเห็นว่าเชียงใหม่จะจัดการตนเองได้ จะละเลยเรื่องสวัสดิการชุมชนไม่ได้เลย กองทุนสวัสดิการจะต้องเป็นส่วนหนึ่งในพรบ.เชียงใหม่มหานครเพื่อให้เชียงใหม่จัดการตนเองได้อย่างแท้จริง พรบ.ต้องระบุเลยว่าภาษีที่ได้จะแบ่งมาสมทบกองทุนของพี่น้องกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเรื่องนี้เราจะต้องขับเคลื่อนร่วมกัน
นายธีรเมศว์ ขจรรัตนภิรมย์ (หรือชื่อเดิมคือนายพรหมมินทร์ พวงมาลา เนื่องจากมีการเปลี่ยนชื่อหลังเกษียณ) ประธานกลุ่มท่องเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์แม่กำปองและประธานกองทุนสวัสดิการแม่กำปอง ได้ยกตัวอย่างพื้นที่แม่กำปองซึ่งเป็นพื้นที่กองทุนสวัสดิการที่ไม่มีการกู้ยืม อีกทั้งไม่มีการออมเงิน แต่เป็นการเอาแรงมาออมกันเพื่อจัดทำการท่องเที่ยวภายในหมู่บ้าน หรือโฮมสเตย์ แล้วนำเงินรายได้จากการท่องเที่ยวมาเป็นเงินปันผล จัดสวัสดิการให้กับคนในชุมชน
หมู่บ้านแม่กำปองมีชื่อเสียงในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงโฮมสเตย์ ด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของทุกฝ่าย ตลอดไปจนถึงการทำกิจกรรมร่วมกันหลายอย่าง อาทิ การถางหญ้า การทำแนวกันไฟ เพื่อให้หมู่บ้านดูสวยงามและปลอดภัย รวมถึงงานบุญ งานวัด งานศพ ทุกคนจะมาร่วมไม้ร่วมมือกันอย่างแข็งขัน เมื่อหมู่บ้านมายได้ก้ได้ทำรายได้เหล่านั้นมาจัดสรรปันส่วนทั้งในส่วนของการทำนุบำรุงสถานที่ การจัดสวัสดิการให้พี่น้องในชุมชน เช่น เงินรับขวัญเด็กแรกเกิด ๑,๐๐๐ บาท เงินสมทบค่าบุญศพ ๑,๐๐๐ บาท รางวัลรับขวัญคนเรียนจบ ม.6 หนึ่งพันบาท หรือ จบปริญญาตรี ๑,๕๐๐ บาท เพื่อให้เด็กเกิดแรงบันดาลใจเรียนหนังสือให้สำเร็จ แม้อาจไม่มากมาย แต่ก็ถือเป็นการมัดมือเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ หรือถ้ามีกรณีคนเจ็บป่วย ก็จะให้ค่าเสียโอกาสแก่คนเฝ้าไข้คนป่วย (ไม่ให้คนป่วยเพราะว่ามีการประกันสุขภาพถ้วนหน้าแล้ว แต่ให้คนเฝ้าไข้เพราะคนเฝ้าไข้ถือว่าเสียโอกาสในการทำมาหากิน) คืนละ ๑๕๐ บาท
สำหรับภาคธุรกิจที่เข้าไปทำรีสอร์ทในหมู่บ้านนั้น เราก็มีการกำหนดว่าต้องจ่ายค่าบำรุงให้หมู่บ้าน โดยหัก ๕๐ บาทต่อแขกหนึ่งคน เนื่องจากโครงการท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่เราได้ริเริ่มมาก่อน ได้ปูพื้นการประชาสัมพันธ์มาก่อนแล้ว ดังนั้น เขาควรจ่ายให้กับชาวบ้านด้วย
แม่กำปองเป็นเพียงหมู่บ้านหนึ่ง เป็นรูปแบบหนึ่งของกองทุนสวัสดิการเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันให้คนในชุมชน ซึ่งนายธีรเมศว์ ขจรรัตนภิรมย์ ได้กล่าวว่า การที่กลุ่มแม่กำปองจัดสวัสดิการเช่นนี้ทำให้ชาวบ้านเกิดสำนึกในการดูแลท้องถิ่น เกิดความรักธรรมชาติ ไม่ทำลายได้
นายรุ่งสุริยา เชียงชีระ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลข่วงเปา ได้สะท้อนในมุมมองจากท้องถิ่นว่า การที่ชาวบ้านพึ่งตนเองนั้นดีที่สุดแล้ว อย่าไปหวังพึ่งรัฐหรืออปท. (องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น) เพราะนายกฯ (อปท.) เพราะจะหาความยั่งยืนไม่ได้เพราะคณะบริหารอปท.มีวาระ แต่ละคนที่เข้ามาต่างก็มีนโยบายแตกต่างกันไป ท้องถิ่นนั้นขอให้เป็นตัวเลือกสุดท้าย อย่างบ้านกลางตัวอย่างที่ดี ไม่มีท้องถิ่นก็สามารถอยู่ต่อไปได้ ไม่ใช่ตั้งกองทุนเพื่อมารับงบสมทบจากท้องถิ่นหรือรับงบสมทบจากรัฐบาล อันนี้ไม่ใช่ทางเลือก อยากให้ตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนเพื่อช่วยชาวบ้าน ทุกวันนี้หลายคนมาเป็นสมาชิกสวัสดิการชุมชนเพราะตายได้กี่บาท แล้วจะได้เพิ่มไหม เมื่อไหร่จะได้เพิ่ม แล้วถ้าออกจะได้กี่บาท ทุกคนมีการต่อรองคณะกรรมการหมดเลย มีน้อยกองทุนที่ให้แล้วไม่เอาคืน แต่ตอนนี้เริ่มมีคำถาม เป็นห้าปีแล้วได้กี่บาท ถ้าตายปีหน้าหน้าจะได้เพิ่มกี่บาท เมื่อเป็นอย่างนี้ อีกสิบปี ถ้ากองทุนใดถ้าไม่มีการปฏิวัติหรือปรับตัวให้สมดุลกับการเงินถ้าจะอยู่ไม่รอด เพราะตอนนี้หลายคนอยากให้มีเงินกองทุนเยอะๆ
สรุปว่าวันนี้ ถ้าจะให้กองทุนสวัสดิการชุมชนเชื่อมกับ พรบ.เชียงใหม่มหานครได้ มีทางเลือกสองสามทางคือ หนึ่ง สมมาขิชกกองทุนทั้งหมดจะต้องมีส่วนร่วมในการจัดการบริหารตนเอง สอง คณะกรรมการหรือสมาชิกจะต้องมีส่วนร่วมในการจัดการกองทุนด้วย และสุดท้าย ถ้าจะขับเคลื่อน พรบ.เชียงใหม่มหานคร จะต้องทำความเข้าใจกับแกนนำชุมชนระดับ เพราะตอนนี้มีคนที่รู้ไม่กี่คน กำนันผู้ใหญ่บ้านส่วนใหญ่ยังไม่รู้ อบต.ก็ไม่รู้ นายกฯท้องถิ่น ส่วนใหญ่ก็รู้เรื่องนี้น้อย ดังนั้นจะต้องช่วยกันประชาสัมพันธ์
ส่วนกรณีที่เราต่อรองกับรัฐไม่ได้นั้นมีอยู่ข้อเดียว นั่นคือเราเป็นชาวบ้าน ลองไปถามบ้านกลาง ระเบียบเป็นอย่างหนึ่ง แม่อาย ข่วงเปา เป็นอีกแบบหนึ่ง เอามารวมกันแล้วพูดกันคนละเรื่อง อย่างเรื่องตายนี่ บางตำบลจ่ายหมื่นสอง บางตำบลจ่ายห้าพัน นี่คือความเป็นชาวบ้านต่อรองไม่ได้ แต่ถ้าเป็นกองทุนสมัชชาสุขภาพต่อรองได้ครับเพราะระเบียบเดียวใช้ได้ทั่วประเทศ ถ้าคุณมาห้าหมวด จัดให้ ถ้าคุณมาหมวดที่หกไม่เข้ากรอบ ตกไป เห็นไหมครับ ณ วันนี้ สวัสดิการชุมชนจะจัดการตนเองได้ ต้องมานั่งคุยกันและจัดระเบียบใหม่ ยกตัวอย่าง กรณีมีคนตายจ่ายศพเท่าไหร่ ให้เป็นมาตรฐานกลาง หรือ ถ้ามีเด็กเกิดจ่ายเท่าไหร่ ไม่ใช่ให้เป็นมาตรฐานของคณะกรรมการ
ดร.สมคิด แก้วทิพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ย้อนถึงก่อนการก่อเกิดของการมีสวัสดิการว่า แต่ก่อนชุมชนไม่มีสวัสดิการแต่มีของหน้าหมู่ มีของที่เป็นที่สาธารณะใช้ประโยชน์ร่วมกัน อย่างป่าแพะ หรือป่าชุมชน ทุกคนจะมีจิตสาธารณะ มีอะไรก็มาร่วมกันทำ ร่วมกันสร้าง เวลาไปวัดก็มีจิตใจถวายไปหน้า คือ เป็นการทำบุญเพื่อหวังเสวยผลบุญข้างหน้า ปัญหาการทอดทิ้งคนแก่ ทอดทิ้งเด็กไม่มี เพราะประเพณิพิธีกรรมเก่าๆ ของเรากำหนดไว้ให้เราดูแลกัน สวัสดิการของเราก็คือการดูแลกันและกัน แต่ปัจจุบันเมื่อสังคมเปลี่ยนไป การมีกองทุนก็ดีในแง่ทำให้สมาชิกกองทุนได้รับสวัสดิการต่างๆ ที่อดีตที่เราเคยมี เพราะกองทุนจะช่วยกำกับให้เราต้องดูแลกัน แต่ว่า ถ้าเราฟื้นพิธีกรรมเก่าๆ เพื่อดูแลพี่น้อง คนเฒ่าคนแก่ เด็กๆ อย่างแต่ก่อนได้ด้วยก็จะดี เป็นการดูแลกันด้วยใจ
ดร.สมคิด ได้เสนอแนะอีกว่า ถ้าเราเน้นเรื่องสภาพแวดล้อมดี ดินดี น้ำดี อากาศดี เศรษฐกิจดี อนามัยดี ดีให้หมดครบทุกด้าน รวมไปถึงเชิงลึกคือมิติทางจิตวิญญาณด้วยก็จะดีมาก นั่นคือ ขอให้การมีกองทุนสวัสดิการเอาบุญนำหน้า อย่าเอาเงินนำหน้า อย่าตั้งกองทุนโดยเอาเงินเข้าล่อ แต่ให้ชวนมาตั้งกองทุนเพื่อทำบุญ
ขณะที่เมื่อมีการเปิดให้ผู้ฟังจากข้างล่างได้ร่วมแลกเปลี่ยน นายนรินทร์ เอื้ออมรรัตน์ จากกลุ่มคนเร่ร่อนคนไร้บ้านเชียงใหม่ ก็ได้กล่าวว่า ตนมาจากกลุ่มคนไร้เร่ร่อนคนไร้บ้าน ซึ่งรวมกลุ่มกันประมาณ ๖๐ คนใน จ.เชียงใหม่ ทำมาหากินโดยการเก็บขยะ มีรายได้ไม่แน่นอน แต่เห็นความสำคัญของการออมจึงมีการออมเงินกันวันละ ๑ บาทเป็นกลุ่มเล็กๆ ซึ่งรัฐก็ไม่ได้ช่วยอะไร ตนจึงหวังว่า หากมี พรบ.เชียงใหม่มหานคร ก็ขอให้ช่วยเหลือกลุ่มคนไร้บ้านด้วย ซึ่งหลังนายนรินทร์ได้ออกไปพูดก็ได้รับเสียงปรบมืออย่างเกรียวกราว




