วันที่ 11 มกราคม 2553 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล คณะกรรมการเสริมสร้าวความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน จัดงาน “สวัสดิการชุมชนรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อมอบเงินสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนจำนวน 375 กองทุน จาก 66 จังหวัด วงเงิน 112.48 ล้านบาท จากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีผู้แทนหน่วยงานและองค์กรสวัสดิการชุมชนร่วมงานประมาณ 1,000 คน
คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ประธานคณะกรรมการเสริมสร้างคววมเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ กล่าวว่าสวัสดิการชุมชนเป็นรากฐานของการพัฒนาชุมชนจากฐานราก และในวันนี้มีการมอบเงินสมทบกองทุนของสวัสดิการชุมชนถือเป็นวันประวัติศาสตร์ของภาคประชาชน เพราะเรื่องสวัสดิการชุมชนเป็นเรื่องที่ประชาชนทำมาก่อนแล้วจึงชวนรัฐบาลมาร่วมทำงาน ที่จริงทั้งประเทศมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการแล้วถึง 3,174 แห่ง (กองทุน) แต่เกณฑ์การคัดเลือกองค์กรเพื่อให้มีการสมทบจากรัฐบาลในรอบแรกใช้เกณฑ์การคัดเลือก 5 ข้อคือ หนึ่งต้องจัดตั้งมาไม่น้อยกว่าหนึ่งปีและได้รับการรับรองจากคณะกรรมการขับเคลื่อนระดับจังหวัด สองมีเงินออมจากสมาชิกและได้รับการสมทบจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามมีสมาชิกที่ครอบคลุมคนอย่างหลากหลายในชุมชนและหลากหลายผู้เข้าร่วมในพื้นที่ตำบล สี่มีระบบการบริหารจัดการกองทุนที่ชัดเจน และห้ามีการจัดสวัสดิการชุมชนและเชื่อมโยงกับงานพัฒนาด้านอื่นๆในท้องถิ่น นอกจากนี้คณะอนุกรรมการที่เป็นผู้นำชุมชนได้เสนอหลักเกณฑ์เพิ่มเติมอีก สามประการสำหรับ 375 กองทุนที่มารับการสมทบในวันนี้ เพื่อให้เป็นกองทุนต้นแบบสามารถใช้เผยแพร่ขยายผลและเป็นครูสำหรับพื้นที่อื่นๆคือ หนึ่งมีพัฒนาการที่ชัดเจนต่อเนื่อง สองเป็นสถานที่เรียนรู้ศึกษาดูงานของชุมชนหรือหน่วยงาน และสามเป็นพื้นที่ๆมีการศึกษาวิจัย มีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายในภาคและข้ามภาค คุณหญิงสุพัตรากล่าวต่อว่า การสมทบกองทุนในวันนี้เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องหลักแต่เป็นสัญลักษณ์ของความดีที่ประชาชนทำมาแล้ว และเป็นตัวอย่างของความร่วมมือที่ดี
ทั้งนี้องค์กรสวัสดิการชุมชนที่ได้รับเงินสมทบจากรัฐบาลในวันนี้ ได้ผ่านกระบวนการคัดเลือกจากคณะกรรมการสนับสนุนการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนจังหวัดตามหลักเกณฑ์ โดยคณะอนุกรรมกาสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน ได้อนุมัติงบประมาณเพื่อการสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนในรอบแรกเป็นเงิน 112,488,872 บาท สำหรับ 375 กองทุน จาก 66 จังหวัด

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้มอบเงินสมทบกองทุนให้กับผู้นำองค์กรสวัสดิการชุมชนและให้กำลังใจประชาชนที่เดินทางมาถึงจุดนี้ เพราะรัฐบาลอยากเห็นแนวทางที่ประชาชนมีหลักประกัน เพราะที่ผ่านมาคนที่มีหลักประกันคือคนที่อยู่ในภาคราชการ ภาคเอกชนและประกันสังคม ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ได้รับการดูแล นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่าการที่รัฐบาลจะจัดสวัสดิการเพื่อดูแลคนทั้งหมดเป็นเรื่องที่ยากมาก และในประเทศไทยถือว่าเรามีรายได้อยู่ในระดับกลาง เป็นการยากที่รัฐจะเก็บภาษีจากประชาชนแล้วมาจัดสวัสดิการ ในหลายประเทศมีการเก็บภาษีที่สูงเพื่อมาจัดสวัสดิการ ซึ่งทำได้ไม่ยั่งยืน ในประเทศเราการต่อยอดความสำเร็จของประชาชนที่ทำสวัสดิการมาหลายปีน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งการทำงานทั้งหมดที่ผ่านมาเป็นกระบวนการของประชาชน และการมีส่วนร่วของภาครัฐจะเพิ่มความมั่นคงให้กับประชาชน ท่านที่ได้รับเงินสมทบในวันนี้ถือว่าเป็นพื้นที่ต้นแบบ ซึ่งจะต้องช่วยขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ และยึดหลักการสำคัญของการให้อย่างมีคุณค่ารับอย่างมีศักดิ์ศรี รวมทั้งการบริหารจัดการที่ดีเพื่อประโยชน์ของสมาชิกและส่วนรวม นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า อยากเห็นการพัฒนาในด้านอื่นๆที่เป็นเป็นความร่วมมือของชุมชนท้องถิ่น เช่นการส่งเสริมด้านอาชีพ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การจัดการภัญพิบัติต่างๆ ซึ่งรัฐบาลและคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติพร้อมที่จะสนับสนุน
ทั้งนี้จากข้อมูลสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนระบุว่า ปัจจุบันมีกองทุนสวัสดิการชุมชนที่จัดตั้งแล้ว 3,154 กองทุน ในจำนวน 2,990 กองทุนที่มีข้อมูลครบถ้วน มีสมาชิกเข้าร่วม 21,795 หมู่บ้าน จำนวน 1,044,318 คน เงินกองทุนรวม 617.7 ล้านบาท โดยเงินกองทุน 73 % มาจากการออมของสมาชิก นอกนั้นมาจากการสมทบของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานอื่นๆ
ตารางแสดงกองทุนสวัสดิการชุมชน 375 กองทุน ที่ได้รับเงินสมทบกองทุนจากรัฐบาลในรอบแรก
| ภาค | จำนวนจังหวัด | จำนวนตำบล | จำนวนสมาชิก (ราย) | จำนวนเงิน (บาท) |
| เหนือ | 12 | 71 | 62,180 | 18,715,935 |
| กลางบน/ตะวันตก | 14 | 34 | 22,627 | 7,791,657 |
| ตะวันออกเฉียงเหนือ | 17 | 67 | 63,263 | 16,666,341 |
| ใต้ | 13 | 158 | 149,467 | 56,759,559 |
| กทม.และตะวันออก | 10 | 45 | 34,563 | 12,555,380 |
| รวมทั้งหมด | 66 | 375 | 332,100 | 112,488,872 |






