playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

31 2เมื่อวันที่ ๒๗-๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมพระปกเกล้า อาคารอเนกนิทัศน์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จังหวัดนนทบุรี คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ ร่วมกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และกระทรวงมหาดไทย จัดเวที สมัชชาสวัสดิการชุมชน : ปฏิรูปสังคมจากฐานราก เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนงานสวัสดิการในระดับพื้นที่หนุนเสริมการปฏิรูปสังคมไทย ซึ่งมีผู้แทนองค์กรสวัสดิการชุมชน หน่วยงานที่สนับสนุนสวัสดิการชุมชน และสังคมเข้าร่วมงานประมาณ ๑,๖๐๐ คน โดยได้รับเกียรติจากนายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มาเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสมัชชาในครั้งนี้

แม่น้ำ ๓ สาย สู่การปฏิรูปสังคมจากฐานราก

31 10อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกรัฐมนตรี และกรรมการสมัชชาปฏิรูป กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “สวัสดิการชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมจากฐานราก” โดยกล่าวว่า ณ ขณะนี้ เปรียบมีแม่น้ำ ๓ สาย กำลังไหลรวมมาบรรจบ หากแม่น้ำทั้ง ๓ ลื่นไหลไปด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นมหานทีที่มีศักยภาพสามารถนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง การอภิวัฒน์สังคมจากฐานล่าง นำไปสู่ความอยู่เย็นเป็นสุขให้กับสังคมไทยได้ต่อไป ซึ่งแม่น้ำที่ว่าก็คือ

แม่น้ำสายที่ ๑ ขบวนสวัสดิการชุมชน ที่ได้ริเริ่มก่อร่างสร้างตัวมาหลายปี จากกลุ่มเล็กๆ ค่อยๆ ขยาย ที่เริ่มจากการทำในเชิงคุณภาพ และต่อมามีการขยายในเชิงปริมาณในหลายพื้นที่ จนมาถึงวันนี้งานสมัชชาสวัสดิการชุมชน สามารถเป็นสิ่งบ่งบอกได้ถึงคุณภาพของงานที่ทำได้เป็นอย่างดี

แม่น้ำสายที่ ๒ ขบวนชุมชนเข้มแข็ง ครอบคลุมทุกมิติของชุมชนทั้งสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ที่ก่อกำเนิดขึ้นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา บางส่วนอาจริเริ่มโดยรัฐอย่างกรมพัฒนาชุมชน บางส่วนอาจริเริ่มโดยชุมชน อย่างกลุ่มออมทรัพย์ เครดิตยูเนี่ยน เป็นต้น ทั้งสองอย่างสามารถเดินไปข้างหน้าได้ดี ในส่วนที่ภาครัฐริเริ่มอาจขาดความรู้สึกเป็นเจ้าของ แต่ภาคประชาชนก็สามารถเข้ามาช่วยกันดูแลจัดการก็สามารถไปข้างหน้าได้ อย่างที่ตำบลคลองเปียก แต่ไม่ว่าจะรัฐหรือประชาชน ขบวนองค์กรชุมชนสามารถเข้มแข็งขึ้นมาได้ และมารวมตัวเป็นเครือข่ายสร้างความเข้มแข็งมากขึ้น มาถึงวันนี้ก็เป็นที่น่าพอใจ แต่ยังต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ อีก

แม่น้ำสายที่ ๓ ขบวนปฏิรูปประเทศไทย หรือปฏิรูปสังคม แม่น้ำสายนี้เป็นขบวนที่เกิดจากภาคประชาชนเช่นกัน อันเกิดจากนักคิด ปัญญาชนของไทยอย่างท่านอาจารย์ประเวศ วะสี ท่านอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งได้รวมตัวกันร่วมคิด ร่วมหาทางออก เพื่อร่วมกันฝ่าวิกฤติบ้านเมืองที่เกิดขึ้น ที่เกิดจากปัญหาโครงสร้างทางสังคม ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม และกลายตัวมาเป็นความแตกแยกขัดแย้ง ในที่สุดนำไปสู่ความรุนแรงมีคนบาดเจ็บล้มตาย จนมีการจัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูป และคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป โดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี

ข้อเสนอ ๓ ประการเพื่อเชื่อมโยงสร้างพลังร่วม
ทั้งนี้เพื่อการบรรจบพบกันของแม่น้ำ ๓ สายเกิดขึ้นได้อย่างดียิ่ง ช่วยให้ทั้งสามขบวนเดินไปด้วยกันได้ ไปสู่การอภิวัฒน์ สู่การปฏิรูปจากฐานราก ที่ร่วมมือกันทุกฝ่ายเชื่อมโยงเป็นพลังร่วม รวมพลังสร้างสรรค์ เช่นนี้แล้วการอยู่เย็นเป็นสุขจะเกิดขึ้นได้ อาจารย์ไพบูลย์ ได้มีข้อเสนอแนะ ๓ ประการต่อที่ประชุม ดังนี้

  1. การพัฒนาคุณภาพของกองทุนที่มีอยู่ให้ดีขึ้นขยายตัวเพิ่มขึ้น จากที่มีจนครอบคลุมเต็มพื้นที่ อาศัยหลักการวิธีการที่ดีในการพึ่งตนเอง รู้รักสามัคคี ใช้หลักชีวิตพอเพียง ก่อให้เกิดสัมมาชีพถ้วนทั่วทุกครัวเรือน รวมทั้งการสร้างเสริมสุขภาพตั้งแต่ก่อนเกิดจนตาย ซึ่งต้องดูแลการปฏิบัติตนของพ่อแม่ของทารกจากก่อนเกิด จนวัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน สูงอายุ นั่นจะทำให้กองทุนสวัสดิการเข้มแข็ง ซึ่งถ้ากองทุนไหนใช้เงินมากแสดงว่าไม่ดี แต่ถ้าใช้น้อยเพราะดูแลการเกิด ดูแลสุขภาพให้ดี ไม่ต้องรักษาพยาบาล การเสียชีวิตน้อยลง จะมีเงินเหลือทำประโยชน์เพื่อสิ่งอื่นๆ
  2. การเชื่อมประสานระบสวัสดิการที่ริเริ่มโดยชุมชน กับสวัสดิการสังคมที่ริเริ่มโดยภาครัฐ ที่จะให้ครอบคลุมทั่วประเทศ รูปธรรมคือการสมทบกองทุนที่ครบเงื่อนไข การเชื่อมโยงต้องไม่ทำลายความเข้มแข็งในการจัดการตนเองของชุมชน ตรงกันข้ามต้องทำให้ชุมชนมั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งชุมชนต้องเป็นแกนหลัก ต้องเป็นของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน
  3. การเชื่อมโยงผสมผสานขบวนสวัสดิการ กับขบวนปฏิรูปประเทศ ให้เรื่องขบวนสวัสดิการ ขบวนองค์กรชุมชน ขบวนปฏิรูปเป็นขบวนเดียวกัน ซึ่งมีทุกองค์ประกอบทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ทุกมิติรวมอยู่ที่ชุมชน ขบวนต้องเพิ่มความเข้มแข็งทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ สามารถรวมเป้าหมาย หลักการ วิธีการ ที่จะทำเรื่องปฏิรูปสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งทำให้เศรษฐกิจ และสิง่แวดล้อมดีขึ้น เป็นดลุยภาพที่มั่นคงแข็งแรง เอื้อให้ทุกครอบครัวมีอาชีพที่เลี้ยงตัวได้อย่างมั่นคงยั่งยืน มีสัมมาชีพทุกครอบครัวสามารถพึ่งพาตนเองได้

“สวัสดิการชุมชนสร้างสังคมเข้มแข็งอย่างยั่งยืน”

31 7นายประภาส  แสงประดับ  กองทุนสวัสดิการชุมชนเขตบางเขน กรุงเทพฯ กล่าวในหัวข้อการเสวนา“สวัสดิการชุมชนสร้างสังคมเข้มแข็งอย่างยั่งยืน” โดยระบุว่า “เชื่อว่ากองทุนวันละบาท สามารถพลิกศักดิ์ศรี คนทุกข์คนยากได้ เพราะทุกคนที่มารวมกันไปด้วยใจไปด้วยเมตตา เอาจิตวิญญาณมาร่วมกัน วันนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนสบายอกสบายใจ เอาเงินมากอง เอาบุญมากอง ตรงนี้คือหัวใจคนจนต้องช่วยชุมชนด้วยกัน เราสามารถสร้างกองทุนด้วยกัน โดยมีฐานจากจิตใจที่ดี มีจิตวิญญาณร่วมกัน ใช้กองทุนเป็นเครื่องมือในการโยง รวมพลังแก้ไขปัญหา โยงความร่วมไม้ร่วมมือเป็นสวัสดิการที่มากกว่าเงิน จนสามารถสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้”

31 6สอดคล้องกับ นางสายพิณ  คำฝอย  กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลสักงาม จ.กำแพงเพชร ที่ให้ข้อมูลว่า “กองบุญสวัสดิการชุมชนนั้น แต่ละแห่งมีหลักคิดไม่ต่างกัน ล้วนดูแลซึ่งกันและกันด้วยใจ คนต้องมาด้วยใจ ไม่ได้มาจากการจ้าง แต่ขึ้นอยู่กับบริบท ที่มา การก่อเกิด หัวใจ นอกจากกองทุนวันละบาทที่เป็นสัวสดิการให้กับคนในชุมชนแล้ว กองทุนก็สามารถไปแก้ปัญหาในเรื่องอื่นๆได้ อย่างปัญหาพื้นที่ทำมาหากินทับซ้อนกับเขตอนุรักษ์ ซึ่งเราใช้วิธีการเชิญหน่วยงานมาพูดคุยกันหลายครั้ง จนเกิดการแก้ไขมรการรังวัดที่ดิน ชี้แนวเขต ปลูกป่ากันแนวเขต นอกจากนี้ยังทำเรื่องของอาชีพในชุมชนด้วย หรืออย่างการทำสวนใช้สารเคมีมีผลต่อสุขภาพ ปัจจุบันบ้านเราสามารถเป็นที่ดูงานการทำสวนแบบชีวภาพได้ ทั้งหมดหัวใจคือการมีส่วนร่วม เราต้องให้หน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ เข้ามาร่วม”

31 9“เมื่อก่อนเราเป็นเพียงผู้แสดง เล่นไปตามบทที่ผู้อื่นกำกับ แต่วันนี้เราสามารถเป็นคนกำกับ สามารถเลือกนักแสดง เราสามารถกำหนดให้บทกับนักธุรกิจ กับองค์การบริหารส่วนตำบลได้” นายสำราญ  คงนาม  กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต บอกเล่าให้กับผู้เข้าร่วมประชุมฟัง โดยกล่าวว่า “ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยว การพัฒนาที่จังหวัดนี้มักคุยกันแต่เรื่องท่องเที่ยว แต่ที่ป่าคลอกช่วงที่ทำแผนชุมชน เรายกเอาวาระเรื่องสวัสดิการชุมชน เป็นวาระของคนภูเก็ต เอาใจนำ เอาทุนเป็นเครื่องมือ บูรณาการทุกภาคส่วน จากตำบลเราขยายผลไปสู่ในระดับจังหวัด ซึ่งที่นี่เราประชุมกันเป็นวิถีชีวิต ซึ่งเราเป็นคนเขียนบท เราเป็นคนกำกับ ต่างจากเมื่อก่อนเราเป็นเพียงผู้แสดง แต่วันนี้เราสามารถเป็นคนกำกับ เลือกนักแสดง เราสามารถกำหนดนักธุรกิจ อบต. และนำหลักการศาสนามาสู่ภาคปฏิบัติ ที่ป่าคลอกเราทำเรื่องที่ดิน ที่อยู่อาศัย ฯลฯ โดยเราเน้นที่คน เริ่มจากการจัดระบบข้อมูล โยงคนโดยกองทุน ใช้ศาสนาเป็นระเบียบ โยงนักธุรกิจ แก้ปัญหาคนภูเก็ตเรื่องที่ดิน ใช้ท้องถิ่นเป็นศูนย์ประสานงาน ขยับไปถึงวัฒนธรรม วิถีชีวิต
องค์กรการเงินมีเป้าหมายอยู่ที่สวัสดิการ ชุมชนต้องได้ผลประโยชน์อย่างยั่งยืน”

31 8ด้านตัวแทนจากกระทรวงมหาดไทย นายสมพร ใช้บางยาง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวแสดงความยินดีกับขบวนการภาคประชาชนที่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ดี และเน้นย้ำถึงหลักการในการเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชน โดยระบุว่า “การที่รัฐจะใส่เงินสมทบนั้น ชาวบ้านต้องเป็นแกนนำหลักในการเคลื่อน ภาคปชช.เป็นตัวนำ ภาครัฐท้องถิ่น หรือภาคส่วนต่างๆ เป็นตัวหนุน เป็นหัวใจในการเคลื่อน ต้องถือเป็นหัวใจการทำงานขับเคลื่อนต่อไป และอย่ากลับไปแบมือขอรัฐและท้องถิ่น นั่นจะเกิดปัญหาทันที ภาระการเคลื่อนต่อไปเป็นภาระของประชาชน ไม่ใช่ของรัฐ พอช. หรือ ฯลฯ เราพร้อมจะมาร่วมขับเคลื่อนกับท่าน อย่ารอผู้ว่าฯ พมจ.สั่ง แต่ท่านต้องนำ สร้างให้อีก ๒ พันกว่าแห่งให้ลุกขึ้นมาจัดสวด.ให้ได้ ท่านต้องเป็นธุระ อย่าปล่อยให้เป็นภาระของท้องถิ่น”  

การปฏิรูปเราต้องเปลี่ยนความคิด กลับประเทศไทยใหม่ กลับที่ความคิดเดินหน้าพัฒนาบ้านเมืองใหม่ เจ้าของอำนาจอธิปไตยได้แสดงความเป็นเจ้าของอำนาจแล้วหรือยัง ในคณะกรรมการปฏิรูปฯ เราคิดจะคืนอำนาจให้ประชาชนอย่างแท้จริง ต้องเชื่อมั่นในพลังของท่าน สร้างพลังชุมชนฐานล่างให้เข้มแข็ง ถ้าชุมชนกับท้องถิ่นไปด้วยกันเมื่อไหร่ประเทศไทยเข้มแข็ง ท้อถิ่น ๗,๘๕๓ องค์กร เมื่อผูกโยงเข้าด้วยกัน แต่ละแห่งเข้มแข็งก็จะเข้มแข็ง ฐานของบ้านของเมืองเข้มแข็ง นายสมพร กล่าวเสริม

31 11ทั้งนี้เวที “สมัชชาสวัสดิการชุมชน : ปฏิรูปสังคมจากฐานราก” จะสามารถสร้างสังคมเข้มแข็งอย่างยั่งยืนได้นั้น ชุมชนต้องอาศัยการบริหารจัดการที่ดี การประสานพลัง การพัฒนากลไกความร่วมมือในระดับจังหวัด การบูรณาการหน่วยงานสนับสนุน เพื่อนำไปสู่การปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมเพื่อชุมชนเข้มแข็ง บนฐานของการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นเป็นสำคัญ

 

 

31 1 31 3

31 4 31 5

       

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter