playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

070655 1-1ตั้งแต่ช่วงที่อ.ไพบูลย์ เป็นกรรมการผู้จัดการสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง( พชม.)ในปี 2535 ได้เริ่มคิดเรื่องสวัสดิการที่จะมาจากการบริหารเงินกองทุนพัฒนาคนจนในเมือง หรือกองทุน พชม. ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการออมทรัพย์และสินเชื่อชุมชนเมือง ทำให้คนในเมืองที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินสินเชื่อในระบบได้มีการออมและใช้สินเชื่อเพื่อการพัฒนาอาชีพ รายได้  ที่อยู่อาศัย รวมทั้งเงินทุนหมุนเวียนโดยไม่ต้องพึ่งแหล่งเงินกู้นอกระบบที่อัตราดอกเบี้ยสูงมาก

ซึ่งในช่วงนั้นได้วางแนวทางเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกองทุน พชม.เฉลี่ยร้อยละ 7 ต่อปี แยกเป็น ร้อยละ 4 สำหรับบริหารจัดการ  ร้อยละ 1 สำรองหนี้มีปัญหา ร้อยละ 1 สำหรับจัดสวัสดิการ และร้อยละ 1 สำรองกองทุนเติบโต แต่เนื่องจากการอนุมัติสินเชื่อไม่ได้เป็นการกระจายตามสัดส่วนประเภทสินเชื่อที่อัตราดอกเบี้ยแตกต่างกัน (อัตราสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ยอดอนุมัติสูง แต่อัตราดอกเบี้ยต่ำ) ทำให้ยังไม่สามารถจัดสรรตามที่กำหนดได้ ในส่วนการส่งเสริมกลุ่มออมทรัพย์ก็เน้นให้มีการจัดสรรกำไรส่วนหนึ่งเป็นสวัสดิการ แต่ยังไม่เกิดผลชัดเจนนัก  จนกระทั่งพระอาจารย์สุบิน ปณีโต ได้ริเริ่มกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ที่มุ่งเน้นนำรายได้จากการปล่อยกู้มามาจัดเป็นกองทุนสวัสดิการ ส่วนที่เหลือจากจ่ายสวัสดิการก็ปล่อยให้กู้ต่อทำให้กองทุนสวัสดิการ ที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มออมทรัพย์เติบโตต่อเนื่อง รวมทั้งทำให้มีการออมและการชำระคืนสม่ำเสมอเพราะถ้าหากไม่มีสัจจะในการออมและชำระคืนจะทำให้ไม่ได้รับสวัสดิการ

070655 1-2ในช่วงที่อาจารย์ไพบูลย์ เป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ซึ่งรับผิดชอบการดำเนินการกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (SIF) ที่เริ่มขึ้นในปี 2540  ซึ่งช่วงแรกก็ได้จัดแนวทางสนับสนุนโครงการพัฒนาตามเมนู 1-4  ต่อมาชุมชนที่มีพื้นฐานเรื่องสวัสดิการชุมชนจากฐานต่างๆ ทั้งจากกลุ่มออมทรัพย์   กองทุนสวัสดิการผู้สูงอายุ  วิสาหกิจชุมชน การจัดการทรัพยากธรรมชาติ ฐานความเชื่อทางศาสนา ฯลฯ  ได้เสนอให้มีการจัดสวัสดิการเร่งด่วนเพื่อผู้ยากลำบากในช่วงปี 2542 – 2543 ทำให้เกิดเครือข่ายชุมชนที่มาร่วมกันจัดสวัสดิการผู้ยากลำบาก โดยที่ชุมชนเป็นผู้ร่วมกันกำหนดความความหมายว่า ใครคือผู้ยากลำบาก มีการจัดทำข้อมูล กลั่นกรองพิจารณาการให้ความช่วยเหลือโดยชุมชน ทำให้เกิดเครือข่ายในการจัดสวัสดิการประมาณ 500 เครือข่าย สามารถดูแลกลุ่มเป้าหมายผู้ยากลำบากในรอบแรกได้ 538,414 ราย ทั้งในส่วนของผู้สูงอายุ ผู้ติดเชื้อเอดส์ คนพิการ เด็ก ผู้ยากไร้ ฯลฯ ใช้งบประมาณ 2,017 ล้านบาท ซึ่งใช้ทั้งเป็นงบสงเคราะห์ช่วยเหลือแบบให้เปล่า จัดเป็นกองทุนหมุนเวียน และกองทุนสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนที่มีอยู่เดิมในกรณีของจังหวัดสงขลา  หลังจากที่ได้ดำเนินการไปแล้วมีเงินทุนที่ยังคงหมุนเวียนอยู่ในชุมชนประมาณ 700 ล้านบาท

หลังจากนั้นอาจารย์ไพบูลย์ ได้ติดตามความคืบหน้าเรื่องสวัสดิการชุมชนมาต่อเนื่อง บางครั้งก็มีโอกาสไปเยี่ยมพื้นที่ที่มีการจัดสวัสดิการชุมชน บางครั้งก็ไปให้ความเห็นในงานวิชาการหรือการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ อย่างเช่น งานวิถีพลังไทครั้งที 1 ปี 2546   การไปร่วมอภิปรายหัวข้อ “ทิศทางการพัฒนาระบบความคุ้มครองทางสังคมของประเทศไทย” จัดโดยกระทรวงแรงงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสัมมนา “สรุปโครงการ CDP – SP II” (Country Development Partnership for Social Protection II Closing Workshop)      ซึ่งอาจารย์ได้ติดตามเอกสารความคืบหน้าเรื่องสวัสดิการชุมชน และได้ใช้เรื่องสวัสดิการชุมชนเป็นหลักในการนำเสนอ ได้ให้ความเห็นว่า “การพัฒนาระบบความคุ้มครองทางสังคม” ของรัฐบาลควรคำนึงถึงและให้ความสำคัญกับ “ระบบสวัสดิการชุมชนพึ่งตนเอง” ที่ชุมชนไทยได้พัฒนาขึ้นจนกลายเป็นระบบและขบวนการสำคัญในปัจจุบันและมีแนวโน้มจะมีความก้าวหน้าเป็นปึกแผ่นมากขึ้นเป็นลำดับ

เข้าร่วมการประชุมระดมสมอง เรื่อง “การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเรื่อง การออม การจัดสวัสดิการ และเกื้อกูลโดยภาคประชาชน” จัดโดย “แผนงานพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี มูลนิธิสาธารณสุขภาพแห่งชาติ (มสช.)”  ในเดือนเมษายน 2549  ซึ่งอาจารย์ได้นำมาเขียนต่อใน BLOG goto know  เรื่อง “การออม การจัดสวัสดิการ และการเกื้อกูลโดยภาคประชาชน” ว่าพบปรากฎการณ์ที่น่าสนใจในหลายพื้นที่ที่ได้ใช้ทุนทางสังคมในท้องถิ่นมาส่งเสริมการทำงานร่วมกันในการจัดสวัสดิการให้กับประชาชนในชุมชน ทั้งในด้านสุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ ฯลฯ  ท่ามกลางสภาพการณ์ของสังคมไทยปัจจุบันที่พบว่า ยังมีปัญหาการออมที่ไม่พอเพียงและระบบสวัสดิการยังไม่ทั่วถึง ประชากรส่วนใหญ่โดยเฉพาะที่อยู่ในภาคชนบทยังขาดหลักประกันทางสังคมอันนำมาซึ่งการบั่นทอนคุณภาพชีวิต ทั้งสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชน ทาง มสช. จึงได้ประสานกับ กลุ่มงานสำนักนโยบายการออมและการลงทุน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง  กระทรวงการคลัง  ในฐานะเป็นหน่วยงานนโยบายของรัฐ ที่กำลังมีแนวคิดในการผลักดันนโยบายจัดตั้งระบการออมเพื่อสวัสดิการของชุมชนจัดเวทีระดมสมองขึ้น  ในเวทีระดมสมอง ได้มีการนำเสนอกรณีการจัดสวัสดิการชุมชนโดยชุมชนเองจากทั้ง 4 ภาคของประเทศ โดยครูชบ ยอดแก้ว จ.สงขลา คุณสามารถ พุทธา จ.ลำปาง คุณสมนึก ไชยสงค์ จ.มหาสารคาม คุณพล ศรีเพชร จ.พังงา คุณพรทิพย์ ศิริบาล จ.ปทุมธานี คุณประจวบ แต่งทรัพย์ จ.ชัยภูมิ คุณลออ อินมารี จ.สุโขทัย คุณอุดร บุตรสิงห์ จ.อุทัยธานี

อาจารย์ไพบูลย์ได้ให้ความเห็นว่า ชุมชนในประเทศไทยได้มีวิวัฒนาการการจัดการเงินทุนที่อาจแบ่งได้เป็น 3 ช่วง คือ

  1. การจัดการเงินทุนที่เน้นการใช้สินเชื่อหรือเงินกู้
  2. การจัดการเงินทุนที่เน้นการออมมากขึ้น
  3. การจัดการเงินทุนโดยมุ่งเรื่องสวัสดิการ

ทั้ง 3 ช่วงนี้ไม่ได้แยกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่มีรอยต่อและการเหลื่อมทับกันอยู่ด้วย จนในปัจจุบันได้เกิดระบบการจัดการเงินทุนที่มีทั้ง 3 ลักษณะผสมผสานกันอยู่ในสัดส่วนต่างๆตามแต่วิวัฒนาการของแต่ละท้องถิ่นหรือแต่ละกรณี และได้มีข้อคิดเห็นเชิงเสนอแนะ 3 ประการ ดังนี้

1. ความริเริ่มของชุมชนในการพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนขึ้นมาเอง ถือเป็นเรื่องที่มีคุณค่าน่าชื่นชม น่าสนับสนุน และน่าส่งเสริม เพราะเป็นวิธีที่ก่อให้เกิดการพัฒนาทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน และในสังคมที่กว้างกว่าชุมชน พร้อมๆกับถือเป็นนวัตนกรรมและความสามารถของชุมชนที่น่าภาคภูมิใจอีกด้วย

2. กองทุนประเภทที่สมาชิกจ่ายเงินสมทบก่อนโดยมีเงื่อนไขจะได้รับประโยชน์ในภายหลังภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ย่อมมีความเสี่ยงอยู่หลายประการ ทำนองเดียวกับการประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ ประกันชีวิต และประกันอื่นๆ ความเสี่ยงเหล่านี้รวมถึง
      (1) ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเงินที่ต้องจ่ายให้ผู้พึงได้รับประโยชน์ในอนาคต
      (2) ความเสี่ยงจากนำเงินที่สะสมได้ไปลงทุนให้มีผลตอบแทนสูงพอ
      (3) ความเสี่ยงจากการกำหนดประโยชน์ซึ่งสมาชิกจะได้รับที่อาจสูงเกินไปจนกองทุนรับภาระไม่ได้ในบางเวลา หรืออาจต่ำเกินไปจนไม่เหมาะสมหรือไม่เป็นธรรม
ดังนั้น ทั้งชุมชนและผู้ส่งเสริมสนับสนุนจึงควรคำนึงถึงความเสี่ยงทั้งหลายที่กองทุนสวัสดิการมีอยู่ และพิจารณาหาทางบริหารความเสี่ยงให้ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

3. ภาครัฐน่าจะพิจารณาส่งเสริมสนับสนุนระบบสวัสดิการชุมชนด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธี ดังต่อไปนี้
      (1) การสนับสนุนด้วยวิชาการ ความรู้ และการจัดการความรู้
      (2) การสนับสนุนด้วยระบบและวิธีการจัดการ รวมถึงการประสานความร่วมมือ
      (3) การสนับสนุนด้วยงบประมาณหรือเงินทุนสมทบในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง

ในช่วงที่อาจารย์ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และรองนายกรัฐมนตรีด้านสังคม(ปี 2549-2551) เรื่องสำคัญที่ถือเป็นนโยบายกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ คือ “สังคมไทย ไม่ทอดทิ้งกัน “  การสนับสนุนให้สวัสดิการชุมชนเป็นฐานในการร่วมสร้างสวัสดิการสังคม ซึ่งได้มีการอนุมัติงบประมาณสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชนผ่านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน วงเงิน 200 ล้านบาท ซึ่งเป็นการต่อยอด/ขยายขบวนการจัดสวัสดิการชุมชนในแนวทางการสมทบงบประมาณกองทุนที่ใช้งบประมาณจากศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ (ศตจ.) ตั้งแต่ปี 2548  ให้เกิดขึ้นและกระจายกว้างขวางขึ้นเป็นประมาณ 2,600  กองทุน  ที่ได้การสมทบงบประมาณกองทุนละ 55,000 บาท  ซึ่งถือเป็นฐานสำคัญให้เครือข่ายสวัสดิการชุมชนได้ขับเคลื่อนนโยบายกองทุนสวัสดิการชุมชนที่เสนอให้รัฐสมทบต่อรายเท่ากับจำนวนเงินออมของสมาชิกกองทุนไม่เกิน 365 บาท/ปี ในสมัยรัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปี 2553 -2554 และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

อาจารย์ไพบูบลย์  ได้ให้แนวทางเกี่ยวสวัสดิการชุมชนในเวทีสัมมนาต่างๆ อย่างเช่น ในงานสมัชชาสวัสดิการชุมชน  เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2553 ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในส่วนที่จะให้สวัสดิการชุมชนเป็นฐานในการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่น นำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทยว่า

“ ประการที่หนึ่ง การพัฒนาคุณภาพของกองทุนสวัสดิการที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งขยายตัว ขยายพื้นที่ออกไปให้มีเพิ่มขึ้น จนกระทั่งทั่วทั้งประเทศ ทุกตำบล ถ้าเป็นไปได้ในการเพิ่มนี้ น่าจะรวมถึงการอาศัยหลักการ และวิธีปฏิบัติที่ดีด้วย เช่น การพึ่งตนเอง มีจิตสำนึกที่จะพึ่งตนเอง รู้รักสามัคคี เศรษฐกิจพอเพียง ใช้ชีวิตแบบพอเพียง มีสัมมนาชีพให้ทั่วทุกครัวเรือน สร้างเสริมสุขภาพให้ดีตั้งแต่ก่อนเกิดจนถึงสูงอายุ หมายถึง เริ่มดูแลผู้ที่จะเกิด คือ ดูแลการปฏิบัติตนของแม่ที่จะให้กำเนิด และอีกหลายรูปแบบ จากวัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน วัยผู้ใหญ่ วัยสูงอายุ เป็นวิธีที่ทำให้เรามีกองทุนสวัสดิการที่เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ แต่ถ้ามีกองทุนแล้วใช้มากยังไม่ถือว่าดี ยิ่งใช้เพื่อรักษาพยาบาล หรือตายบ่อย เกิดบ่อยก็ไม่ดี ถ้าใช้กองทุนน้อย ก็แสดงว่าเราดูแลสุขภาพ ดูแลซึ่งกันและกันดี เราก็มีเงินเหลือเพื่อสร้างเสริมสุขภาพเรื่องอื่น ๆ ได้มากขึ้น

ประการที่สอง การเชื่อมประสานระบบสวัสดิการชุมชนที่ริ่มเริ่มโดยชุมชน กับระบบสวัสดิการสังคมที่ริเริ่มโดยภาครัฐเข้าด้วยกัน ซึ่งเราทราบดีว่า รัฐบาลกำลังสร้างระบบสวัสดิการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ มาตรการที่เป็นรูปธรรม คือ การสมทบเงินกองทุนสวัสดิการให้กับกองทุนที่เป็นไปตามเงื่อนไข ที่ผ่านมาสมทบรวมกว่า 1,000 กว่ากองทุน รวมพรุ่งนี้อีก 820 กองทุน)

การเชื่อมประสานสองระบบนี้ เสนอว่า การเชื่อมประสานจะต้องเป็นในลักษณะไม่ทำลายความเข้มแข็งมั่นคงของชุมชน แต่จะส่งเสริมให้ชุมชนจัดการตนเองให้ดียิ่งขึ้น ชุมชนยังเป็นแกนหลักในการจัดสวัสดิการชุมชน เป็นการจัดการของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน ซึ่งก็จะมีคุณภาพที่แตกต่างกันของแต่ละกองทุน แต่ถ้าเรียนรู้ไปพบอะไรที่เป็นข้อบกพร่อง นำมาปรับปรุงพัฒนาก็สามรถพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นต่อไปได้

ประการที่สาม คือ การเชื่อมโยงผสมผสานระหว่างขบวนชุมชน ขบวนสวัสดิการชุมชน กับขบวนปฏิรูปสังคม ประเทศ ที่เป็นแม่น้ำสายที่สาม ให้เรื่องสวัสดิการ และขบวนชุมชนเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะชุมชนยังเป็นฐานรากของสังคมที่สำคัญ เป็นทุกมิติของชีวิตที่มีอยู่ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง จิตใจ วัฒนธรรม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และอื่น ๆ ล้วนรวมกันอยู่ที่ชุมชน ฉะนั้น จึงขอเสนอว่า ขบวนชุมชนจึงต้องเพิ่มเข้มแข็งทั้งเชิงปริมาณ คุณภาพ ภายใต้กระแสปัจจุบัน ให้รวมอยู่ในขบวนปฏิรูปสังคมนี้ด้วย

หากเป็นไปได้อย่างนี้ จะสามารถรวมเป้าหมาย วัตถุประสงค์ หลักการวิธีการต่าง ๆ รวมถึงการสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมให้เหลือน้อยที่สุด ให้สภาพแวดล้อมดีขึ้น ให้เศรษฐกิจดีขึ้นทั้งชุมชน สังคมเป็นเศรษฐกิจพอเพียง มั่นคง แข็งแรง ยั่งยืน รวมถึงการเอื้อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดี มีอาชีพที่เลี้ยงตนเองได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน ที่เรียกว่า มีสัมมาชีพทุกครอบครัว ไม่มีใครต้องพึ่งพาคนอื่นเพราะความอัตคัด แต่พึ่งตนเองได้เพราะการมีสัมมาชีพทุกครอบครัว

ถ้าขบวนชุมชน และขบวนปฏิรูป ครอบคลุมถึงขบวนสวัสดิการเป็นขบวนเดียวกัน จะทำให้สังคมมีความเข้มแข็ง ยั่งยืนได้ หวังว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นในแม่น้ำสายที่สาม ถ้าเราทำได้ และดูแลกันและกัน พร้อมทั้งเอื้ออำนวย ประสานงานกันทั้งสามขบวน ให้รวมกันแล้วเป็นการสร้างความเข้มแข็งของสังคม ชุมชนฐานรากที่เป็นปัจจัยสำคัญของสังคม ถือว่าเป็นภารกิจที่เราได้ทำเต็มที่  ได้เป็นภาวะที่น่าพึงพอใจที่สุด”

070655 1-3 070655 1-4

แม้กระทั่งช่วงที่เจ้าหน้าที่พอช.ไปสัมภาษณ์อาจารย์เพื่อทำวีดิทัศน์ในงานประชุมระดับชาติสภาองค์กรชุมชนตำบล ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เมื่อเดือนกันยายน 2554 อาจารย์ยังได้ให้ข้อคิดเรื่องสวัสดิการมาด้วยว่า “มีคนใช้คำหลายๆ คำ ทั้ง ชุมชนสวัสดิการ รัฐสวัสดิการ ประชานิยม ตีความต่างกัน คำว่าสวัสดิการสังคม มีความหมายกว้าง บางคนหมายถึงสวัสดิการชุมชน แต่คิดว่า น่าจะเป็นระบบสวัสดิการที่ดีมากกว่า เพราะเรามีสวัสดิการชุมชนที่ชุมชนจัดการตนเอง บางแห่งมี อปท.ร่วมสนับสนุน ในขณะที่เรามีสวัสดิการที่จัดเป็นระบบมาแล้วก็มี เช่น ประกันสังคม บำนาญต่างๆ

ถ้าเราจะจัดระบบสวัสดิการให้ดี เรามาดูว่าสังคมเรามีอะไรอยู่แล้ว ทั้งอุปนิสัย ค่านิยม ขีดความสามารถต่างๆ เราจะประยุกต์ใช้ของต่างประเทศ กับเราอย่างไร อาจจะผสมผสานกันได้ เช่น กองทุนเงินออมแห่งชาติ หรือการให้สวัสดิการชุมชนเป็นแกนโดยให้ อปท.สนับสนุน เป็นต้น บอกยังไม่ได้ว่าอย่างไหนดีไม่ดี เพราะต้องไปดูที่เงื่อนไขว่ามีอะไรอยู่บ้างแล้ว อาจจะมีการศึกษาวิจัยร่วม พร้อม ๆกับการคิด การประยุกต์ใช้ เชื่อว่าประเทศไทยมีระบบสวัสดิการที่ดีอยู่แล้ว เป็นเรื่องที่จะโยงเข้าหากันได้ สร้างความมั่นคงให้ชีวิตได้ สามารรถจัดเป็นสมัชชาได้ จัดระบบให้มีขั้นตอนได้ ทำเป็นแผนงานได้ ทำไปเรียนรู้ไป ปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่จะทำแบบเดิม ๆ เชื่อว่าเรื่องสวัสดิการเป็นเรื่องที่ดีเรื่องหนึ่ง” 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter