playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

DSC 0249เวทีเสวนา “สืบทอดอุดมการณ์อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม” ครั้งที่ ๔ ภายใต้หัวข้อ “พลังสวัสดิการชุมชนสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง”  เมื่อวันที่  ๗ มิถุนายน  ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมไพบูลย์วัฒนศิริธรรม  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช) มีผู้นำสวัสดิการชุมชน  ผู้แทนหน่วยงาน นักวิชาการ  เจ้าหน้าที่พอช. เข้าร่วมกว่า  ๑๐๐ คน  

ทั้งนี้เมื่อปลายปี ๒๕๕๓  อาจารย์ไพบูลย์ ได้กล่าวปาฐกถากับผู้นำองค์กรสวัสดิการชุมชนในงานสมัชชาสวัสดิการชุมชน ปี ๒๕๕๓ ว่า ขบวนชุมชนสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ประกอบด้วยแม่น้ำสามสาย  สายที่ ๑ คือขบวนสวัสดิการชุมชน สายที่ ๒ คือขบวนองค์กรชุมชนแข้มแข็งซึ่งใหญ่กว่าสายแรก  และสายที่สามคือขบวนปฏิรูปประเทศไทยซึ่งใหญ่กว่าสองสายแรก   ซึ่งขบวนสวัสดิการชุมชนต้องเชื่อมโยงกับแม่น้ำทั้งสองสายซึ่งใหญ่กว่า

DSC 0190การเสวนาในครั้งนี้ จึงมีองค์ประกอบของผู้เข้าร่วมจากทุกฝ่าย  เสมือนแม่น้ำสามสายได้มาร่วมเสวนาเพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของสวัสดิการชุมชน  ผ่านผู้นำที่ร่วมกันขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการชุมชน และหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง  และดำเนินการเสนาโดย นายมณเฑียร  สอดเนื่อง ผู้นำกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลทุ่งขวาง จ.นครปฐม และนายสิน สื่อสวน ผู้ช่วยผู้อำนวยการพอช.

นางทิพย์รัตน์ นพลดารมย์  ผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า  การสืบทอดอุดมการณ์อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม  คือการสืบทอดทิศทางการพัฒนาที่ชุมชนท้องถิ่นเป็นแกนหลัก  ที่อาจารย์ได้วางรากฐานไว้ ซึ่งสัมพันธ์กับงานพัฒนาในหลายขบวน รวมทั้งขบวนสวัสดิการชุมชน ที่อาจารย์ได้สนับสนุนแนวคิดเรื่องสวัสดิการสังคมและชุมชนมาตั้งแต่สำนักงานกองการลงทุนทางสังคมได้สนับสนุน SIF เมนูห้า  เพื่อแก้ปัญหาและให้โอกาสผู้ด้อยโอกาสในสังคม ต่อเนื่องมาถึงกองทุนสวัสดิการชุมชน

สวัสดิชนเหมือนน้ำซึมบ่อทราย

001NCV-1 นางสาวนวลฉวี บุญจันทร์  ผู้แทนกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลคลองตันจังหวัดสมุทรสาคร ระบุว่าตนเป็นส่วนหนึ่งที่ได้เข้าร่วมอุดมการณ์สวัสดิการชุมชน และเล่าว่าที่ตำบลคลองตันเคยมีน้องคนหนึ่งในชุมชนโดนข่มขืน ตนจึงได้ได้ควักเงินส่วนตัวกับเพื่อนช่วยเหลือน้องคนนี้   ทำให้เข้าใจได้ลึกซึ้งว่าถ้าชาวบ้านมีกองทุนสวัสดิการของตนเอง   จะสามารถดูแลคนในชุมชนได้อย่างทันที บนพื้นฐานความเดือดร้อนที่เรามีอยู่จริง   และเมื่อมีกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลคลองตัน  ยิ่งสามารถช่วยเหลือคนยากลำบากและชุมชนได้หลายอย่าง เช่น ให้ยืมเพื่อการศึกษา พอเรียนจบแล้วให้ผ่อนใช้  ให้ยืมเพื่อประกอบอาชีพ    และในช่วงทำตัวชี้วัดความสุขที่ได้แนวคิดจาก อาจารย์ไพบูลย์ซึ่งในกระบวนการทำตัวชี้วัด เราได้ทำร่วมกับสวัสดิการชุมชน และตั้งคำถามว่าสวัสดิการชุมชนของคนคลองตันสามารถตอบโจทย์เพื่อแก้ปัญหาของชุมชนได้อย่างไรบ้าง  เรานำตัวชี้วัดมาปรับใช้ เราพบว่าสวัสดิการชุมชนเป็นการพัฒนารากฐานของชุมชน ส่งผลให้เกิดการแก้ปัญหาของชุมชนในด้านอื่นๆ เช่นเกิดโรงสีชุมชน ที่มีการระดมทุนกันเองจำนวน ๓๒๐,๐๐๐ กว่าบาท เป็นพลังของชุมชนจริงๆ โดยกองทุนสวัสดิการชุมชน สนับสนุนการจัดตั้งโรงสี ๕๐,๐๐๐ บาท เป็นเงินหมุนเวียน ทยอยจ่ายปีละ ๒๐,๐๐๐ บาท เดิมเราไม่เข้าใจหรอกว่าฐานทุนเรามีความสำคัญแค่ไหน กระทั่งเกิดน้ำท่วม คนบ้านแพ้วร่วมกันฝ่าฟันเพื่อช่วยเหลือกัน มีการระดมเงินเพื่อช่วยเหลือพี่น้องในอ.บ้านแพ้วทุกตำบลใน ๙๗ หมู่บ้าน ได้เงินแสนกว่าบาท เพื่อไปช่วยเหลือและต่อชีวิตคณะทำงานเฝ้าระวังน้ำ ๑๒ จุด เพื่อเฝ้าระวังเรื่องน้ำท่วม ในขณะที่ตำบลคลองตันมีความขัดแย้งขึ้นในพื้นที่ แบ่งเป็นสองฝ่าย จากฐานทางการเมือง เราจึงนำหลักคิดของ อาจารย์ไพบูลย์ โดยนำตัวชี้วัดความสุขมาบูรณาการกับการบริหารจัดการทั้งเรื่องสภาองค์กรชุมชน สวัสดิการชุมชน และด้านอื่นๆ ในการพัฒนาหมู่บ้าน ทำให้เราเห็นสภาพความเป็นจริงในพื้นที่ เราทิ้งศักดิ์ศรี แต่มีการรวมกันมากขึ้น สิ่งหนึ่งเรารับรู้ร่วมกันคือชุมชนมีเป้าหมายการพัฒนาร่วมกัน เราทำงานเหมือนน้ำซึมบ่อทราย ค่อยๆ ทำงานไปด้วยกัน

ในความเข้าใจเรื่องสวัสดิการชุมชน  แรกๆชาวบ้าน เขาคิดว่าเป็นเงินฌาปนกิจ หรือเงินประกันชีวิต คิดว่าส่งแล้วจะได้ผลที่กลับมาที่เยอะและมากมาย สุดท้ายเกิดการเปรียบเทียบระหว่างการทำเงินประกันและการทำสวัสดิการชุมชน ในหมู่บ้านแบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งทำสวัสดิการชุมชน อีกฝ่ายไม่ได้ทำสวัสดิการชุมชน มีสมาชิกของสองฝ่ายเข้าโรงพยาบาล คนป่วยที่เป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนได้เงิน ๖๐๐ บาท คนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกเริ่มเห็นความสำคัญ เดิมชาวบ้านคิดว่าสวัสดิการคือต้องได้ของฟรี ตอนนี้เงินสวัสดิการไม่สำคัญกับคนตาย แต่สำคัญกับคนเป็น  วันนี้ตำบลคลองตันได้เรียนรู้ถึงการให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรีและนางสาวนวลฉวี มีความเห็นว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนใครให้ยอมรับการพัฒนาได้ ถ้าจะให้เกิดความมั่นคงต้องเริ่มจากเราก่อน

นายกอบต.ท่างามสร้างงานสวัสดิการชุมชนแทนโครงสร้างพื้นฐาน

002KTPนายฐิติพงษ์  ศักดิ์ชัยสมบูรณ์  นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่างาม จังหวัดสิงห์บุรีalt ยอมรับว่าได้แรงบันดาลใจจากการอ่านหนังสือของอาจารย์ไพบูลย์ จึงเข้าใจเรื่องสวัสดิการชุมชน โดยอบต.ท่างามได้สมทบเงินเข้ากองทุนสวัสดิการชุมชนมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ สมัยที่ยังไม่มีระเบียบรองรับ ต้องขอขอบคุณ อาจารย์ไพบูลย์ และท่านสมพร  ใช้บางยาง(ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูป) ที่ออกระเบียบ กฎหมาย เป็น พ.ร.บ. คุ้มครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะเสี่ยงมาก่อนหน้านั้นประมาณ ๒ ปี   และกล่าวว่าที่ตำบลท่างามงานพัฒนาร้อยละ ๙๐ ที่เป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานจบแล้ว ทำให้มีงบประมาณในการสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชน  ๔ แสนกว่าบาท/ปี  ทั้งตำบล มีประชากร ๗,๘๐๐ คน เป็นสมาชิกกองทุน ๒,๕๐๐ คน หากถามว่าทำแล้วดีไหม คือเราโยกเงินไปใส่ในกองทุน แล้วนำประชาชนมาบริหารจัดการ ให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็เป็นพี่เลี้ยง จุดแข็งมี แต่จุดเสีย คือหากข้าราชการท้องถิ่นย้าย เราต้องสร้างคนรุ่นใหม่มาเป็นพี่เลี้ยง เลขาฯ ในส่วนของเหรัญญิกและบัญชี

พื้นที่ตำบลท่างาม และสิงห์บุรี วันนี้เราทำสวัสดิการ ๗ มิติ ชาวบ้านได้รับผลตอบแทนเมื่อเสียชีวิตน้อยลง แต่เพิ่มในเรื่องอุบัติเหตุ การตายเป็นสวัสดิการแค่ด้านหนึ่ง ไม่อยากให้มองเรื่องการตายเป็นเรื่องใหญ่  แต่คิดเรื่องสวัสดิการตอนเป็น  มีการทำความเข้าใจกับคนอายุ ๗๐ ปีขึ้นไป ว่าสมัครเป็นสมาชิกกองทุนได้แต่จ่ายเบี้ยตอนเสียชีวิตลดลงเหลือ ๕,๐๐๐ บาท และเรายังฝันในเรื่องเบี้ยยังชีพ ได้ร่างไว้คร่าวๆ ว่าวันหนึ่งเราจะเป็นชุมชนสวัสดิการอย่างแท้จริง ที่เป็นเงินของเรา พี่น้องของเราได้ดูแลผู้สูงอายุด้วยเงินสวัสดิการของเราเอง

ตอนนี้มีคนเข้าใจเรื่องสวัสดิการชุมชนมากขึ้น  เพราะเห็นรูปธรรม เช่นแค่ตั้งครรภ์แม่ก็ได้รับอาหาร ได้รับนม ได้อาหารเสริมบำรุงครรภ์ คลอดได้ถุงเยี่ยม มีสวัสดิการครบ ๗ มิติ  กองทุนเหมือนเป็นโรงเรียน เป็นสถานีอนามัย คนมีเงินฐานะ เวลาทำพิธีศพก็จะบริจาคเงินเข้ากองทุน วันนี้ทำธุรกิจน้ำดื่ม เพื่อเป็นรายได้ และสร้างความยั่งยืนของกองทุนตามอุดมการณ์ของ อาจารย์ไพบูลย์  และภาคประชาชนบอกความต้องการผ่านเวทีประชาคมได้เลย อบต.มีหน้าที่สมทบ ๓๖๕ บาททุกปี มีแต่ดีกับดี นายกอบต.ท่างามกล่าว

ทุนสวัสดิการต้องไปให้ไกลกว่ากองเงิน

003LPCเจ้าอธิการเจริญ กิตติคุโณ เจ้าอาวาสวัดกรับพวงเหนือ    พระนักพัฒนาสวัสดิการชุมชน ตำบลพรมพิราม จังหวัดพิษณุโลก หรือหลวงพีช้างมีประสบการณ์เรื่องการตั้งกองทุนสัจจะสะสมทรัพย์มาก่อน ท่านเล่าให้ฟังว่าโดนประธานคนแรกและประธานคนที่สองเอาเงินของชาวบ้านไปหมด สมาชิกที่ไม่เห็นด้วยก็ไปตามเงินคืนแต่ก็ไม่ได้คืน จึงหาวิธีใช้เงินคืนให้กับสมาชิก เอาเงินส่วนที่เหลือซื้อหม้อ ซื้อไห ซื้อเตา ๓๐ เตา ใครทำอะไรอร่อยก็มาช่วยทำช่วยขาย คนไปขายได้ ๓๐๐บาทต่อวัน กำไรที่ได้ก็แบ่งวัดไปทำกองทุนสวัสดิการชุมชนใหม่

การระดมทุนเข้ากองทุนจึงทำหลายวิธี คนมีเงินก็เอาเงินมาส่ง ๓๐ บาท  คนไม่มีเงินก็เอาอาชีพมาส่ง  เช่นทำไม้กวาด  ทำหมวก เอาเห็ดมาส่งก็ได้ เพราะเราทำโรงเพาะเห็ด เพราะกองทุนที่นี่ล้มแล้วล้มอีก ล้มสองครั้ง หาสมาชิกเก่าและใหม่ไม่ได้ทันที   จึงเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในการระดมทุนคือ เราเอาเงินที่มีอยู่ไปทำอาชีพ และให้เขานำผลผลิตมาส่งแทน หรือส่งเสริมปลูกต้นไม้ เลี้ยงวัว ให้ยายกับหลานมาเลี้ยงวัว ปลูกต้นไม้ด้วยกัน ทำสัญญาร่วมกัน ทอดผ้าป่าร่วมกัน  คนมีความรู้ก็เอาความรู้มาส่ง  แม้สมาชิกจะตายวันพรุ่งนี้ยังสมัครเป็นสมาชิกให้เลย ให้เงินสมทบให้ด้วยเพราะอุดมการณ์สวัสดิการคือการช่วยเหลือเกื้อกูล การช่วยเหลือดูแลคนใกล้ตัวเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการคิดเพื่อช่วยเหลือคนพิการ ๒๐๐ คน ด้วยการขายของช่วยเหลือคนพิการ  การช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยที่โรงพยาบาลพรมพิราม ที่ได้คุยกับหมอเพื่อตั้งธนาคารเครื่องมือการแพทย์ เพราะคนไข้ที่ป่วยหนักไม่อยากจะนอนที่โรงพยาบาลต่อไปก็มีหรือแม้แต่ใครพร้อมที่จะไปตายที่บ้านก็เอาเครื่องมือแพทย์ไปได้ หลวงพี่ช้างเล่าว่าท่านมีซึ้งนึ่งขนมตาล ๒ หม้อ  คิดจะสร้างโรงพยาบาล ๖๐ ห้อง  เมื่อคนต่างพื้นที่รู้ก็โอนเงินเข้าไปช่วย ๔๐๐,๐๐๐ บาท  จึงได้ช่วยกันสมทบช่วยกันทำบุญเพราะมนุษย์ไม่ดูแลกันแล้วใครจะดูแล มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต้องอยู่ร่วมกัน ถ้าไม่อยู่ร่วมกันพัฒนาการไม่ขึ้น มันจะกลายเป็นเดรัจฉาน มันละทิ้งกันไม่ได้หลวงพี่ช้างกล่าว        

ด้านพระมหาวีระ  กิตฺติวณฺโณ ศูนย์การเรียนรู้ จังหวัดสุรินทร์ผู้ริเริ่มต้นกล้าคุณธรรมในพื้นที่  กล่าวว่าได้ทำสวัสดิการชุมชน เมื่อปี ๒๕๔๒ โดยได้แรงบันดาลใจจากพระสุบิน เพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน ปรับเป็นกองทุนสวัสดิการชุมชนในปี ๒๕๔๙-๒๕๕๐  และมาเชื่อมกับ พัฒนาสังคมจังหวัด(พมจ.) ในส่วนของ อาจารย์ไพบูลย์ ได้มาทำกองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม ในช่วงทีท่านเป็นรองนายกรัฐมนตรีซึ่งท่านต้องการสร้างและส่งเสริมให้ความคิดเรื่องกระจายกองทุนให้ไปอยู่ในทุกจังหวัด ทำให้เกิดอนุกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมทั่วประเทศ

004LPVพระมหาวีระมีความเห็นต่อเรื่องสวัสดิการชุมชนว่า  สิ่งที่อยากให้ทุกคนจำให้ขึ้นใจคือalt จับหลักคิดไว้ก่อน เรื่องเงิน คน กิจกรรม เป็นเรื่องรอง ประการที่สองเรานำมาโยงกับโครงการ กิจกรรม แม้แหล่งทุนจะมาจากไหนก็ตาม ประการที่สาม อยากให้นักสวัสดิการชุมชนทุกท่าน ทวีศักยภาพ ใครเก่งก็เชียร์เขาให้ทำ ให้เข้ามาร่วม เชียร์ทุกองค์กรในตำบล ในจังหวัด เราให้คำพูด ให้การขวนขวาย ให้การเชียร์ จับหลักสามหลักได้ แนวคิดเรื่องสวัสดิการชุมชนจะมีพลังสูง คือเงินเป็นเครื่องมือ จะทำเรื่องอะไรเราไม่ทะเลาะกันเลย จะทำเรื่องอะไรก็ตามเงินเป็นเครื่องมือ อย่าเป็นทาสมัน      ที่จังหวัดสุรินทร์  ขบวนสวัสดิการชุมชนทำงานได้กับทุกประเด็นในจังหวัด เราไปดูพื้นที่เข้มแข็งทั้งหลาย อบต. ที่เข้มแข็งก็ต้องมีสวัสดิการชุมชนในพื้นที่ สวัสดิการชุมชนเป็นตัวหลอมละลายของคนในพื้นที่

พระอาจารย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า พอช.เดินมาถูกทางแล้ว พอทำมาระดับหนึ่งก็ต้องพัฒนาขึ้น ไม่งั้นจะตัน ทำอย่างไรให้ชาวบ้านเรียนรู้อย่างมั่นใจ อยากให้ความสำคัญเรื่องระบบข้อมูลการออนไลน์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ระบบข้อมูลกองทุนสวัสดิการชุมชนที่พอช.สนับสนุนให้สามารถเชื่อมต่อกับกระทรวงมหาดไทย   และเชื่อมโยงกับระบบฐานข้อมูลระดับประเทศได้ ที่สำคัญต้องทำใจให้กว้างเห็นความสุขของคนอื่น เป็นความสุขของเรา สวัสดิการชุมชนเป็นเรื่องที่ทำให้เรามีความสุข การทำงานสวัสดิการชุมชนเหมือนหาความสุขให้ตัวเอง

ต้องพัฒนาระบบสวัสดิการ ๓ ด้านเพื่อให้กองทุนไปได้

005BSนายบุญศรี  จันทร์ชัย  นายกอบต.ดงขี้เหล็ก   มีความเห็นว่าสวัสดิการเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ ที่ดงขี้เหล็กเริ่มจากการส่งเสริมการออม ทำกลุ่มออมทรัพย์ต่อยอดและพัฒนาเป็นระบบสวัสดิการชุมชน สิ่งที่เราทำคือโยงกับทุกเรื่องให้คนในตำบลรู้ เพราะมีคนมาดูงานที่ตำบลเราทุกวัน  มีการประชุม มีการส่งเสริมเรื่องอาชีพ ส่งเสริมการแก้ปัญหาเรื่องที่ดิน  นำเงินที่เรามีอยู่มาจัดสรรที่ดินสร้างเป็นที่อยู่อาศัยให้กับผู้เดือดร้อน  เราทำรถสวัสดิการชุมชน ซึ่ง อบต. ทำไม่ได้  องค์กรชุมชนทำได้คือซื้อรถเก่ามาทำ เป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ เป็นแหล่งท่องเที่ยว สวัสดิการชุมชนจึงเป็นเรื่องที่มากกว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย  และต้องให้ความสำคัญกับคนช่วงยังมีชีวิตอยู่  ตอนเป็นๆ ต้องมาดูแลกันคนจึงจะมีความสุข

ปัญหาเรื่องกองทุนที่เจอในปัจจุบันคือตั้งกองทุนแล้วบางกองทุนไปไม่ได้ ไปไม่เป็น สวัสดิการชุมชนจึงต้องทำในสามเรื่องคือ ๑. การมีส่วนร่วมเป็นหัวใจหลัก ๒. มีการจัดระบบการจัดการ ใช้ระบบจัดการกองทุนสวัสดิการให้ได้ ๓. การจัดการเรื่องข้อมูลและเอกสาร  หากเราทำสามเรื่องได้ดี สมาชิกเกิดการยอมรับ การสนับสนุนกี่ขาจะมาเอง หากเราทำสามตัวนี้ไม่ได้ก็จะเลิกและล้มเอง

นักวิชาการเสนอสวัสดิการชุมชนเป็นยุทธศาสตร์ชาติ

006YTPนายยุทธภัณฑ์  เตชะแก้ว  นักวิชาการอิสระได้เสนอการพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนใน ๕  ประเด็นคือประเด็นแรก สวัสดิการชุมชนจะยืนอยู่ขาเดียวไม่ได้ ต้องเชื่อมโยงตั้งแต่หมู่บ้าน ตำบล เครือข่าย และเชื่อมโยงกับหน่วยงานและภาคี รวมถึงระดับนโยบาย  จึงจะให้เข้มแข็งและยั่งยืนได้ ขบวนสวัสดิการชุมชนในพื้นที่ต้องเชื่อมโยงกับขบวนงานพัฒนาอื่นๆในพื้นที่ด้วย

ประเด็นที่สอง  วันนี้สวัสดิการชุมชนต้องมีหลายมิติ และหลากรูปแบบ alt เราทำแต่เรื่องของเงินไม่ได้ ต้องมองข้ามไปสู่มิติสังคม คนจะตาย คนเป็นหนี้ ต้องไม่แยกชั้นวรรณะ และมิติทางด้านศาสนา วัฒนธรรม ภูมิปัญญา ทิ้งไม่ได้ ต้องเกี่ยวโยงกันให้ได้ และมิติสิ่งแวดล้อม ที่ไม่ควรทิ้ง

ประเด็นที่สาม ต้องสร้างพลังมากพวกพ้อง  ในยุคหนึ่งที่อาจารย์ทำงานธนาคารออมสิน แต่ทิ้งตรงนั้นมาเพื่อเอาพี่เอาน้อง ลำพังพลังชุมชนไม่พอ ต้องสานต่อกับท้องถิ่น และรัฐบาล และที่เชยสุดๆ คือภาควิชาการ หรือสถาบันการศึกษา ต้องนำการเรียนการสอนมาจากต่างประเทศและมาสอน หากทำให้ไม่เชย คือ ประชาชน ท้องถิ่น รัฐ ภาควิชาการหรือนักคิดและนักวิจัย หรือที่ อาจารย์ประเวศ วะสี เคยพูดถึงสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา

ประเด็นที่สี่ อาจารย์เป็นผู้ก่อให้เกิด พอช. ฉะนั้นพอช.ต้องร่วมลงขันและร่วมลงแขก คือ ต้องลงหน้าส่งเสริมให้พี่น้องมีเต็มพื้นที่และทั่วถึง คือ ช่วยประสานปูเสื่อ ระหว่าง พัฒนาสังคมจังหวัด(พมจ.) รวมถึงด้านอื่นๆ ด้วย หาก พอช. ทำได้ การสืบทอดอุดมการณ์จะยั่งยืน

ประเด็นที่ห้า สวัสดิการชุมชนเป็นประเด็นทางสังคม พวกเราต้องผลักดันประเด็นทางสังคมเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อเป็นยุทธศาสตร์ชาติแล้ว ชุมชนท้องถิ่น  และสังคมเข้มแข็งเกิดขึ้นได้ ชุมชนจะเป็นชุมชนที่ไม่ทอดทิ้งกัน และเราจะเป็นประเทศหนึ่งในสิบของอาเซียนสู่สังคมคุณธรรม

สิ่งที่เราได้ทำร่วมกันมาต่อเนื่อง และสิ่งที่อาจารย์ทำมาในอดีต ผมเป็นคนหนึ่ง วันนี้แม้ขาดแม่ทัพใหญ่ แต่เรามีแม่ทัพในพื้นที่ ผมจะเป็นพลทหารและร่วมสืบทอดและสานต่ออุดมการณ์อาจารย์ไพบูลย์   สวัสดิการชุมชนสู่การจัดการตนเองได้ สิ่งที่ อาจารย์ได้ฝากไว้ คือ ชุมชนเป็นแกนหลัก อะไรจะมาก็ตามชุมชนต้องเป็นแกนหลัก ประโยชน์ที่สอง คือ พื้นที่ต้องเป็นตัวตั้ง โปรโมชั่นอะไรจะมา ชุมชนเป็นแกนหลัก พื้นที่เป็นตัวตั้ง หากเราจะจัดการตนเอง เราต้องสร้างกองทุนสวัสดิการชุมชน ไปพร้อมๆ กับความรู้ จึงจะเกิดความยั่งยืน และเป็นคุณธรรม

ยุทธศาสตร์พม. สวัสดิการสังคมถ้วนหน้า ปี ๒๕๖๐

007VTนายวิทัศน์  เตชะบุญ  รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  กล่าวว่าเคยทำงานอยู่กรมประชาสงเคราะห์มานานและเห็นว่าการทำงานแบบสงเคราะห์ไม่ยั่งยืนเมื่อมาเห็นการทำงานของภาคประชาชน มาเห็นการมีส่วนร่วมสิ่งที่ชาวบ้านคิดมีประโยชน์มาก และได้มีโอกาสเข้าร่วมกับขบวนสวัสดิการชุมชน  เห็นว่าภาครัฐเชยมากตามชาวบ้านไม่ทัน และเมื่อ อาจารย์ไพบูลย์ เข้ามาบริหารในช่วงปี ๒๕๕๐ มาปฏิรูประบบแนวคิด กระทั่งเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ปัจจุบันมีการเคลื่อนงานใน ๓,๘๐๐ กว่าตำบล บางพื้นที่เริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้น ที่ทำอยู่นี้ถูกต้องแล้วแต่ต้องทำให้เห็นเชิงคุณภาพมากขึ้น ชาวบ้านเป็นเจ้าของ   ทำประกอบกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง จะจ่ายเงินใช้เงินต้องมีเหตุมีผล พอประมาณ มีภูมิคุ้มกัน เช่น น้ำท่วม ก็มีการช่วยกัน เป็นรูปธรรมที่เห็นได้ชัด ในการสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนที่มาจากการมีส่วนร่วมจากหลายฝ่าย ยิ่งมากขายิ่งมากดี แต่ขาที่สำคัญคือขาของชาวบ้าน ต้องแข็งและเชื่อมโยงกับภาครัฐ ตอนนี้ยุทธศาตร์ของกระทรวงในข้อที่ ๑ คือ ขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนสู่สวัสดิการสังคมถ้วนหน้าในปี ๒๕๖๐ พอช. ต้องใช้โอกาสนี้ขับเคลื่อนให้มาก ตอนนี้มีประชากร ๒ ล้านต้นๆ ทำอย่างไรให้ครอบคลุมประชากรได้ทั่วถึง ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย และดึงคนที่มีกำลังมาพอเข้ามาสนับสนุน เป็นสังคมสวัสดิการ ชุมชนสวัสดิการ  เกิดสวัสดิการถ้วนหน้า     ตอนนี้มีฐานสมาชิก ๒ ล้านกว่า ถ้ามากเป็น ๑๐ ล้าน ฐานจะแข็งมาก  น้ำหนักก็จะมากขึ้น ในฐานะที่อยู่ในส่วนกลาง พยายามผลักดันให้กระทรวงเข้ามาร่วมให้มากที่สุด และเราต้องทำงานบนฐานข้อมูลและกำหนดเป้าหมายไปสู่สังคมสวัสดิการถ้วนหน้าในปี ๒๕๖๐ ด้วยกันและเชื่อมโยงกับทุกเครือข่าย รวมทั้งภาคธุรกิจหรือเอกชนที่มีกำลังมาสนับสนุนให้มากขึ้น

008KJนายคำจันทร์  จันทร์จำปา  กองทุนสวัสดิการชุมชน altตำบลศรีสุทโธ จังหวัดอุดรธานี    ให้ข้อมูลว่าตำบลศรีสุทโธ ตั้งกองทุนปี ๒๕๔๘ ตอนนี้มีสมาชิก ๕,๒๐๐ คน มีทุน ๖ ล้านเศษ จัดสวัสดิการ ๙ ประเภท อาจารย์ไพบูลย์ได้สอนว่าต้องโยงกับวิถีชีวิตของคนที่อยู่ในพื้นที่ ตั้งใจอย่างยิ่งว่าจะต้องหันไปดูในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ และเราจัดสรรสว้สดิการชุมชนดังนี้ ๒๐% หาดอกผลเข้าสู่กองทุน ๕๐% จัดสวัสดิการทุกประเภท ๒๐% บริหารจัดการ ๒๐% ให้ความรู้กับพี่น้อง ๒๔ หมู่บ้าน   โดยเฉพาะความรู้เรื่องนาเกลือที่ประชาชนได้รับผลกระทบ ทำให้เขาทำคูกั้นน้ำนาเกลือไม่ให้ไปทะลุนาข้าวของชาวบ้าน แต่ยังทะลุเหมือนเดิม ตอนนี้จึงคิดกันใหม่เรื่องนาเกลือในเขตบ้านเรารวมกันเป็นสหกรณ์เกลือ ประสานกับภาครัฐ ทำเป็นโรงงานมาตรฐาน สูบบ่อเดียว เป็นการให้ความรู้ และนอกพื้นที่ออกไปมีป่าบุ่งป่าทาม โดนนายทุนไปใช้รถขุด ทำลาย และปลูกข้าวนาปลัง ให้ชาวบ้านไปทำ เป็นการทำลายวิถีชีวิตชาวบ้าน เพราะเขาต้องหาผัก หาเห็ดในพื้นที่นั้น อาจารย์ไพบูลย์ให้แนวคิดพวกเราให้คำนึงถึงวิถีชีวิตคนในชุมชน ให้มีวิถีชีวิตที่ดี นายคำจันทร์ ระบุ

009VRN-1  นางวารุณี  ธารารัตนากุล ผู้นำชุมชน จังหวัดภูเก็ต  ให้ข้อมูลสวัสดิการชุมชนในเมืองภูเก็ตอย่างน่าสนใจว่ากองทุนสวัสดิการชุมชนป่าตอง ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจการเชื่อมโยงคนทำงานเพื่อสังคมทำได้ยาก แต่กองทุนสวัสดิการชุมชนเมืองป่าตองสามารถเชื่อมโยงหน่วยงานและภาคธุรกิจได้ ปัจจุบันสามารถโยงหน่วยงานเศรษฐกิจต่างๆ ให้การสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน เช่น โรงแรม ๑๙ แห่ง ให้การหนุนเสริมในการดูแลเอื้ออาทร ภูเก็ตจะใช้เรื่องเย็น คือสวัสดิการชุมชนไปแก้ไขประเด็นร้อน เพราะเดิมเคยใช้ประเด็นร้อนทำไม่ประสบผลสำเร็จ เกิดภูเก็ตหนึ่งเดียว คือ หนึ่งสวัสดิการชุมชน หนึ่งสภาองค์กรชุมชน

นายอาคม ภูติภัทร  ผู้นำชุมชน จังหวัดตราดมีความเห็นว่า เราจะสนับสนุนเครือข่ายพระสงฆ์ ให้เป็นพลังในการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนต่อไปได้อย่างไร  เช่นเมื่อปี ๒๕๔๒ อาจารย์ไพบูลย์และพระสุบิน ประชุมและให้ความรู้พระสงฆ์ ๔๔ จังหวัด พระสงฆ์ทำงานต่างคนต่างเดิน อุดมการณ์ไม่ตรงกัน หากเราไม่รีบไปช่วยท่านกลุ่มต่างๆ ก็จะไปกันใหญ่ ประการที่สอง ปัจจุบันขบวนการสวัสดิการชุมชนใช้เงินเป็นเครื่องมือจริง แต่ต้องใช้เวลา กองทุนที่จัดตั้งมีความพร้อมไม่เท่ากัน เราจะทำอย่างไรในเรื่องอุดมการณ์ แนวคิด ในขณะที่เงินโตขึ้น เราจะทำอย่างไรให้เกิดการพัฒนาจากภายในให้ทันกับเงินให้ได้ ประการถัดมา การจัดการความรู้ไม่เท่ากัน ตอนนี้เป็นห่วงคณะกรรมการ เรื่องกองทุนสวัสดิการที่ผ่านมามาถูกทางแล้วแต่เราต้องจัดให้มีเวทีที่สร้างปัญญาจัดให้บ่อยและคนในพื้นที่ได้ทราบกันถ้วนหน้า

สวัสดิการชุมชนหนึ่งในแม่น้ำสามสาย ที่อาจารย์ไพบูลย์เสนอให้ไหลมาบรรจบกัน   สู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของประเทศไทย และนำไปสู่ความอยู่เย็นเป็นสุขของชุมชนท้องถิ่น  จึงเป็นเรื่องที่ผู้เข้าร่วมเสวนา “พลังสวัสดิการชุมชน สู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง”  และขบวนองค์กรสวัสดิการชุมชนกว่า  ๔,๐๐๐  แห่งในประเทศไทย ต้องร่วมกันขับเคลื่อนต่อไป

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter