วันที่ 5 กรกฏาคม ที่ผ่านมามีการสัมมนาคณะทำงานสภาองค์กรชุมชนจังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 320 คน เพื่อทำความเข้าใจและเตรียมการประชุมคณะทำงานสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับจังหวัด หลังจากที่สภาองค์กรชุมชนมีความคืบหน้าจดแจ้งจัดตั้งสภาแล้ว 136 ตำบล และอยู่ในระหว่างการจดแจ้งอีก 450 ตำบล
ที่ประชุมได้กำหนดทิศทางสำคัญในการเชื่อมโยงสภาองค์กรชุมชนระดับจังหวัดดังนี้
- เป็นการจัดปรับความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างชุมชนกับภาครัฐ ภาคประชาชน และหน่วยงานต่างๆ โดยที่ชุมชนและท้องถิ่น มีระบบข้อมูล มีเนื้อหาสาระที่มีอยู่จริง เป็นการสร้างความสัมพันธ์ในแนวราบของชุมชนและท้องถิ่นในระดับจังหวัด ที่มีอำนาจในการจัดการงานพัฒนาในพื้นที่ และแผนการพัฒนาในระดับจังหวัดโดยที่สภาองค์กรชุมชนสามารถทำหน้าที่ได้มากกว่าการเป็นเวทีกลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคนในตำบลและท้องถิ่น
- สภาองค์กรชุมชนต้องดำรงไว้ซึ่งพลังของท้องถิ่น รักษาอัตลักษ์ของชุมชนท้องถิ่น มีจิตวิญญาณในการขับเคลื่อนงานสภาอย่างเป็นธรรมชาติ โดยประชาชนเป็นผู้ถือกฎหมาย และใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชน ท้องถิ่นและจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม
- เวทีการประชุมสภาองค์กรชุมชนในระดับจังหวัด จะเป็นการเชื่อมโยงการทำงาน ของหน่วยย่อยต่างๆที่ทำงานพัฒนาอยู่ในจังหวัด ที่ต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง เห็นภาพรวมและทิศทางการพัฒนา ไม่ใช่เวทีที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อเพื่อเลือกสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง แต่เป็นเวทีของการเปลี่ยนโครงสร้างของการพัฒนา
- ในระดับตำบลสภาองค์กรชุมชนตำบลต้องมีเนื้อหาสาระ ที่เชื่อมโยงกลุ่ม องค์กรต่างๆ ที่หวังผลในการเปลี่ยนแปลงในระดับตำบล เช่นแผนพัฒนาระดับตำบล ที่จะต่อยอดเชื่อมโยงเป็นแผนพัฒนาระดับจังหวัด
- การจัดประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลในระดับจังหวัด ที่กำลังจะเกิดขึ้น จะเป็นการเชื่อมโยงขบวนการพัฒนา ของกลุ่ม องค์กรต่างๆในจังหวัด ซึ่งเป็นพลังของท้องถิ่น บนความหลากหลายของชุมชนและท้องถิ่น
ในด้านคณะอนุกรรมการสนับสนุนสภาองค์กรชุมชน ซึ่งมีการประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ ได้ระบุไว้ในตอนหนึ่งของการประชุมว่า พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน เป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาชน ซึ่งจะต้องไม่เป็นเครื่องมือของการเมืองในระบบตัวแทน ไม่เป็นเครื่องมือของกลไกรัฐ และต้องไม่ให้มีการผุกขาดของกลุ่มคนใด กลุ่มคนหนึ่ง
...อ่านต่อ




