ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชุมชนริมคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อต่างก็เคยได้ยินข่าวว่าทางราชการจะก่อสร้างเขื่อนกั้นแนวคลองเพื่อการระบายน้ำมานานไม่ต่ำกว่า 20-30 ปีแล้ว และจะต้องมีการรื้อย้ายบ้านเรือนที่ปลูกอยู่ในคลองหรือบนตลิ่งซึ่งเป็นที่ดินของรัฐออกไป แต่ทุกครั้งข่าวที่ผ่านมาก็มักจะผ่านเลยไป ดังคำบอกเล่าของสำเนียง บุญลือ ประธานชุมชนพิบูลย์ร่วมใจ 2 ริมคลองลาดพร้าวว่า “ชาวบ้านได้ยินข่าวนี้มาตลอดจนชินชา เรียกว่ามีข่าวออกมาทุกปี แต่สุดท้ายก็ไม่ได้สร้าง ชาวบ้านจึงคิดว่าโครงการสร้างเขื่อนทำไม่ได้หรอก”
แต่สำหรับปี พ.ศ.2558 นี้ รัฐบาล คสช.เดินหน้าโครงการนี้อย่างเต็มสูบ กระทั่งผู้นำชุมชนริมคลองหลายชุมชนยังยอมรับว่าโครงการนี้เกิดขึ้นแน่ เพราะรู้ดีว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มาจากพรรคการเมือง ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าทำโครงการไปแล้วจะกระทบกับคะแนนนิยมของพรรค ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลหลายพรรคหลายสมัยที่ผ่านมาไม่อยากจะหยิบปัญหาร้อนขึ้นมาทำ นอกจากนี้การขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานเขตห้วยขวาง และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ก็ทำให้ชาวบ้านในชุมชนริมคลองต่างๆ เริ่มตื่นตัวและรับรู้ว่าโครงการก่อสร้างเขื่อนคงจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้
คณะทำงานฯ ระดับเขต กลไกการขับเคลื่อนงานในพื้นที่
โครงการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตเพื่อป้องกันน้ำท่วมในช่วงแรก (พ.ศ.2558-2560) ประกอบด้วยการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีต ค.ส.ล.และประตูระบายน้ำในคลองลาดพร้าว คลองบางบัว คลองถนน คลองสอง และคลองบางซื่อ จากอุโมงค์เขื่อนยักษ์พระราม 9-รามคำแหง ไปยังประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้ เขตสายไหม เพื่อระบายน้ำลงทะเลต่อไป โดยจะสร้างเป็นเขื่อนคอนกรีต ค.ส.ล. ความยาว 40,000 เมตร และ 5,300 เมตร รั้วเหล็กกันตกความยาว 43,000 เมตร และประตูระบายน้ำ 1 แห่ง ระยะเวลาก่อสร้าง 1,260 วัน งบประมาณจำนวน 2,426 ล้านบาทเศษ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการขับเคลื่อนโครงการในภาพรวมจะมองไม่เห็นความคืบหน้ามากนัก ทั้งที่สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลการก่อสร้างเขื่อนจะเปิดประมูลและได้บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างไปเมื่อเร็ว ๆ นี้แล้วก็ตาม แต่สำหรับการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่กลับมีความคืบหน้าและต่อเนื่อง โดยกรุงเทพมหานครมีคำสั่งให้สำนักงานเขตต่างๆ ในพื้นที่ที่จะก่อสร้างเขื่อนจัดตั้ง “คณะทำงานระดับเขตเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง” ขึ้นมา ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อรองรับปัญหาชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อน ซึ่งคณะทำงานระดับเขตฯ นี้ถือเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ ดังรูปธรรมที่เห็นได้ชัดจากการทำงานของ “คณะทำงานระดับเขตเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าว เขตห้วยขวาง”
คณะทำงานระดับเขตฯ เขตห้วยขวาง ประกอบด้วยตัวแทนของหน่วยราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานเขต สำนักการระบายน้ำ กรมธนารักษ์ สำนักงานทรัพย์สินฯ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ตัวแทน คสช. ผู้กำกับการสถานีตำรวจในพื้นที่ และผู้แทนชุมชน 7 ชุมชนริมคลอง โดยมีผู้อำนวยการเขตห้วยขวางเป็นประธานคณะทำงานฯ ซึ่งคณะทำ งานฯ ชุดนี้จะมีการประชุมกันเดือนละ 1 ครั้ง เริ่มประชุมครั้งแรกในช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาที่สำนักงานเขตห้วยขวาง หลังจากนั้นคณะทำงานฯ ได้จัดทำแผนงานชี้แจงและประชาสัมพันธ์เพื่อทำความเข้าใจกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งการลงพื้นที่เพื่อสำรวจแนวคลองทั้ง 7 ชุมชน ซึ่งประกอบด้วย ชุมชนซอยลาดพร้าว 45, ชุมชนร่วมใจพิบูล 2, ชุมชนซอยลาดพร้าว 80, ชุมชนประชาอุทิศ, ชุมชนหลังสมาคมโรงเรียนไทย-ญี่ปุ่น, ชุมชนบึงพระราม 9 และชุมชนบึงพระราม 9 พัฒนา
นายสุชีพ อารีประชาภิรมย์ ผู้อำนวยการเขตห้วยขวาง กล่าวว่า จากการสำรวจข้อมูลพบว่า ในเขตห้วยขวางมี 7 ชุมชนริมคลองลาดพร้าวที่ได้รับผลกระทบ จำนวนบ้านเรือน 770 หลัง รวม 1,389 ครัวเรือน และประชากรจำนวน 4,062 คน โดยในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา คณะทำงานฯ ได้เปิดเวทีประชาคมเพื่อชี้แจงสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านไปแล้วทั้ง 7 ชุมชน รวม 5 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 1,044 คน ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่มีความเห็นว่าจะขออยู่ในที่ดินเดิม และขอจัดรูปแบบที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
“นอกจากนี้ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คณะทำงานยังได้ลงสำรวจแนวความกว้างของคลองทั้ง 7 ชุมชน เพื่อให้รู้ว่าแต่ละชุมชนมีความกว้างของคลองเท่าไหร่ หลังจากนั้นจะนำข้อมูลจากทั้ง 7 ชุมชนไปเสนอต่อสำนักการระบายน้ำ เพื่อพิจารณากำหนดแนวก่อสร้างเขื่อนของแต่ละชุมชน เพราะแต่ละชุมชนก็มีความกว้างของคลองไม่เท่ากัน ซึ่งการทำโครงการนี้ถือว่าเป็นการแปรวิกฤตให้เป็นโอกาส เพราะเขตห้วยขวางถือว่าเป็นย่านเศรษฐกิจ เป็นทำเลทอง ชาวบ้านจะได้ปรับปรุงที่อยู่อาศัยใหม่ให้มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” ผอ.เขตห้วยขวางกล่าว
จำรัส กลิ่นอุบล แกนนำเครือข่ายชุมชนริมคลองลาดพร้าวเขตห้วยขวาง กล่าวว่า ชุมชนริมคลองลาดพร้าวทั้ง 7 ชุมชน ได้มีการประสานการทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2556 เพื่อจัดทำโครงการฟื้นฟูลำคลอง การอนุรักษ์ประเพณีและวัฒนธรรม และการท่องเที่ยววิถีชุมชน เมื่อทางรัฐบาลมีนโยบายสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมในคลองลาดพร้าว และมีการจัดตั้งคณะทำงานระดับเขตเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าวเขตห้วยขวางขึ้นมา แกนนำชุมชนริมคลองในเขตห้วยขวางจึงได้เข้าร่วมเป็นคณะทำงานฯ ด้วย
“ที่ผ่านมาคณะทำงานฯ ได้ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง มีการจัดประชุมร่วมกันทุกเดือนเพื่อรายงานสถานการณ์ในพื้นที่ มีการเสนอปัญหา ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อสงสัย และช่วยกันเสนอแนวทางในการแก้ไข รวมทั้งมีการจัดเวทีประชาคมเพื่อชี้แจงโครงการและรับฟังความเห็นของชาวบ้านในชุมชน ทำให้ชุมชนได้มีส่วนร่วม โดยเฉพาะเรื่องการสร้างเขื่อนในคลอง ชุมชนได้ร่วมกับคณะทำงานฯ สำรวจแนวคลอง และเสนอความเห็นเรื่องความกว้างของแนวคลองที่จะสร้างเขื่อน ซึ่งหากชาวบ้านสามารถอยู่ในชุมชนเดิมได้ ชาวบ้านก็ต้องเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงอย่างแน่นอน” แกนนำเครือข่ายฯ กล่าว
จสอ.ชัยชาญ ศรีศักดิ์ หัวหน้าชุดทหารคสช.ในพื้นที่เขตห้วยขวาง ซึ่งเข้าร่วมการสำรวจแนวคลองลาดพร้าว กล่าวว่า การจัดตั้งคณะทำงานระดับเขตฯ เป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้มีการประชุมร่วมกัน ทำให้รับรู้ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน แล้วหาแนวทางในการแก้ไข ซึ่งหากทางรัฐบาลมีโครงการบ้านมั่นคงรองรับชาวบ้านก็เป็นเรื่องที่ดี ทำให้ชาวบ้านอยู่ในที่เดิมได้ ไม่ต้องถูกไล่รื้อไปอยู่ที่อื่น
“ตอนแรกที่ยังไม่มีคณะทำงานฯ เวลาตรวจเยี่ยมชุมชน ชาวบ้านก็จะถามเพราะไม่รู้รายละเอียดและกลัวเรื่องการรื้อย้ายชุมชน แต่เราก็ตอบไม่ได้ แต่เมื่อได้ประชุมร่วมกันและมีความเข้าใจโครงการแล้ว ทหารก็ได้ช่วยประชาสัมพันธ์ชี้แจงกับชาวบ้านตามชุมชนต่างๆ ว่า โครงการนี้รัฐบาลเอาจริงแน่ เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาล ดังนั้นชาวบ้านก็จะต้องเตรียมตัว เช่น การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อทำบ้านมั่นคง และหากการก่อสร้างเขื่อนแล้วเสร็จก็จะทำให้การระบายน้ำเป็นระบบ เป็นการป้องกันน้ำท่วม หากชาวบ้านจะพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยวหรือการเดินเรือในคลองก็สามารถทำได้เพราะมีแนวเขื่อนกั้นแล้ว แต่ถ้าไม่มีเขื่อน หากเอาเรือมาวิ่งก็จะทำให้บ้านเรือนริมคลองพังเสียหายจากคลื่นในคลองได้” หัวหน้าชุดคสช.ในพื้นที่กล่าว
นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้จัดการสำนักงานภาคกรุงเทพฯ และปริมณฑล พอช. กล่าวว่า พอช.สนับสนุนให้ชาวบ้านจัดทำโครงการบ้านมั่นคง โดยการให้สินเชื่อเพื่อก่อสร้างบ้านจำนวน 95% ของเงินออมชาวบ้าน จากเดิมที่เคยอนุมัติจำนวน 90 % เนื่องจากโครงการบ้านมั่นคงริมคลองเป็นโครงการเร่งด่วน โดยชาวบ้านจะต้องจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ แล้วออมให้ได้อย่างน้อย 5 % ของวงเงินกู้ที่จะใช้สร้างบ้าน จากนั้นจึงเสนอใช้สินเชื่อจาก พอช.ได้ ส่วนเรื่องการเช่าที่ดินกรมธนารักษ์ก็พร้อมที่จะให้ชาวบ้านทำสัญญาเช่าในราคาถูก ระยะเวลา 30 ปี หรือหากที่ดินเดิมไม่พอก็อาจจะหาที่ดินใหม่ในรัศมี 5-10 กิโลเมตรจากชุมชนเดิม หรือหาที่อยู่อาศัยของการเคหะฯ รองรับ
“ชาวบ้านต้องออมเงินเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือนจึงจะทำโครงการบ้านมั่นคงได้ เพราะต้องมีกระบวนการต่างๆ เช่น การสำรวจข้อมูล ทำผังชุมชน ออกแบบบ้าน จากนั้นจึงเสนอขอใช้สินเชื่อ และเมื่อ พอช.อนุมัติสินเชื่อแล้ว ชาวบ้านจึงสร้างบ้านมั่นคงได้” นายสยามชี้แจงกระบวนการบ้านมั่นคง
แนวทางการพัฒนาชุมชนและเสียงจากคนริมคลอง
นายสำเนียง บุญลือ ประธานชุมชนร่วมใจพิบูล 2 บอกว่า ชุมชนของตนมีบ้านเรือนทั้งหมด 245 หลัง ประชากรทั้งหมดประมาณ 1,200 คน มีพื้นที่ริมคลองยาวประมาณ 1,200 เมตร และจากการสำรวจวัดความกว้างของคลองมีความกว้างตั้งแต่ 20-25 เมตร หากทางสำนักการระบายน้ำจะสร้างเขื่อนขนาดความกว้างของคลอง 38 เมตร ชาวบ้านก็จะอยู่ไม่ได้ เพราะพื้นที่ของชุมชนและคลองรวมกันยังกว้างไม่ถึง 38 เมตร ดังนั้นชุมชนร่วมใจพิบูล 2 จะเสนอความเห็นต่อคณะทำงานระดับเขตฯ ว่าชุมชนเสนอความกว้างของเขื่อนที่ 20-25 เมตร เพื่อให้ชาวบ้านสามารถอยู่ในที่เดิมได้ และพร้อมที่จะจัดทำโครงการบ้านมั่นคง โดยในขณะนี้อยู่ในระหว่างการเตรียมการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยขึ้นมา
“ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้ขัดขวางโครงการก่อสร้างเขื่อน แต่ยังไม่มั่นใจเรื่องที่อยู่อาศัยว่าชาวบ้านจะอยู่ในที่เดิมได้หรือเปล่า เพราะเรื่องความกว้างของเขื่อนยังไม่ชัดเจน แต่หากอยู่ในที่เดิมได้ เราก็จะทำเรื่องบ้านมั่นคง ทำถนนเลียบคลอง การเดินเรือในคลอง รวมทั้งทำเรื่องการท่องเที่ยววิถีชุมชนด้วย” ประธานชุมชนร่วมใจพิบูล 2 กล่าว
นางพวงผกา จันทร์หิรัญ แกนนำชุมชนประชาอุทิศ กล่าวว่า ชาวบ้านในชุมชนต่างก็รับรู้โครงการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมของทางราชการแล้ว เพราะได้มีการจัดเวทีประชาคมไปเมื่อเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ชาวบ้านก็ได้เริ่มจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมา มีสมาชิกประมาณ 140 ราย ออมกันเดือนละ 200 บาท แต่ในเดือนพฤศจิกายนนี้จะเพิ่มเป็นเดือนละ 500 บาท เพื่อให้แต่ละครอบครัวได้สะสมเงินออมมากขึ้น จะได้เพิ่มวงเงินสะสมให้ถึง 5 % ของวงเงินที่จะกู้จาก พอช.เพื่อก่อสร้างบ้านมั่นคง
“เรื่องการรื้อบ้าน ย้ายบ้าน ความจริงแล้วก็ไม่ใครอยากจะรื้อหรอก แต่ชาวบ้านเห็นว่าเป็นโครงการของรัฐบาล และพวกเราก็อยู่ในที่ดินของหลวงมานานแล้ว ดังนั้นถ้าจะให้รื้อบ้านเพื่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม แล้วชาวบ้านยังสามารถอยู่ในที่เดิมได้ พวกเราก็ยินดีให้ความร่วมมือ” แกนนำชุมชนประชาอุทิศกล่าวและว่า หากมีการจัดทำบ้านมั่นคงในชุมชนก็จะต้องมีการจัดระบบสาธารณูปโภคใหม่ เช่น มีการจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียในชุมชนก่อนทิ้งลงคลอง การจัดการขยะ ไม่ทิ้งขยะลงในคลอง เป็นการช่วยกันฟื้นฟูคลอง
จำรัส กลิ่นอุบล กล่าวเสริมว่า เครือข่ายชุมชนริมคลองลาดพร้าวทั้ง 7 ชุมชน รวมทั้งชุมชนริมคลองบางซื่อ (ซอยลาดพร้าว 34-46) ซึ่งมีลำคลองเชื่อมกัน ได้มีการประสานการทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2556 เพื่อจัดทำโครงการฟื้นฟูลำคลอง การอนุรักษ์ประเพณีและวัฒนธรรม และการท่องเที่ยววิถีชุมชน โดยมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นที่ปรึกษา ใช้ชื่อว่า “โครงการวิถีชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง” โดยจะให้แต่ละชุมชนได้ศึกษาและจัดทำอัตลักษณ์ของชุมชนว่า ชุมชนใดมีจุดเด่นอย่างไร เพื่อนำมาใช้ในการประชาสัมพันธ์ชุมชน เช่น ชุมชนร่วมใจพิบูล 2 มีอาชีพแกะสลักไม้เป็นจุดเด่น ชุมชนลาดพร้าวซอย 45 มีการอนุรักษ์ประเพณีการแห่เทียนเข้าพรรษาทางเรือ ส่วนคลองบางซื่อก็มีทิวทัศน์ร่มรื่น มีต้นไม้ใหญ่เรียงรายตามแนวคลองเหมือนเป็นอะเมซอนของกรุงเทพฯ
“นอกจากนี้เราก็ยังมีแผนงานที่จะเดินเรือในคลอง ซึ่งเมื่อก่อนก็เคยมีการเดินเรือจากสะพานใหม่ไปยังคลองพระโขนง แต่เป็นการเดินเรือโดยบริษัทเอกชน ชุมชนไม่มีส่วนร่วม แถมยังได้รับผลกระทบเพราะเรือวิ่งเร็ว เสียงดัง คลื่นไปกระแทกกับบ้านเรือน ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน แต่โครงการที่เราจะทำนี้เราจะให้ชุมชนมีส่วนร่วม รู้ว่าเราจะทำอะไร เพื่ออะไร ชาวบ้านจะได้อะไร เพื่อสร้างความเข้าใจและพัฒนาคลองร่วมกัน” แกนนำเครือข่ายฯ คลองลาดพร้าวขยายรายละเอียด
เขาบอกอีกว่า ที่ผ่านมาทางเครือข่ายฯ ได้ร่วมกับตัวแทนบริษัทท่องเที่ยวและสมาคมเดินเรือไทย นำคณะสำรวจเส้นทางเดินเรือและศักยภาพการท่องเที่ยววิถีชุมชน ซึ่งผลการสำรวจพบว่ามีความเป็นไปได้สูง โดยเฉพาะการเดินเรือเชื่อมกับเส้นทางรถไฟฟ้าที่จะก่อสร้างในถนนลาดพร้าว จุดเริ่มต้นอาจจะเริ่มจากท่าเรือสะพานใหม่ลงมาในคลองบางบัว-คลองลาดพร้าว-สะพานสอง-พระราม 9 แล้วไปเชื่อมกับคลองแสนแสบ นอกจากนี้เครือข่ายฯ ยังมีแผนการจัดทำตลาดน้ำบริเวณชุมชนร่วมใจพิบูล 2 และในคลองบางซื่อด้วย หรือหากการก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมแล้วเสร็จ และมีการก่อสร้างทางเดินเลียบคลองก็สามารถใช้ทางเดินเป็นไบค์เลนเพื่อขี่จักรยานท่องเที่ยวชุมชนได้ด้วย
ส่วนการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในลำคลองนั้น จำรัสกล่าวว่า ที่ผ่านมาชุมชนได้ทำแนวดักขยะในคลอง และมีแผนงานที่จะทำระบบบำบัดน้ำเสียในชุมชนด้วย แต่หากท่อระบายน้ำทิ้งของ กทม.ยังปล่อยลงคลองโดยไม่มีการบำบัดเหมือนอย่างทุกวันนี้ การบำบัดน้ำเสียเฉพาะในชุมชนก็คงจะมีผลไม่มากนัก และจะโทษชุมชนไม่ได้เพราะชุมชนริมคลองเป็นเพียงปลายทาง ดังนั้นทั้งชุมชนริมคลอง ทั้งกทม. รวมทั้งคนกรุงเทพฯ ก็จะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาน้ำเสียด้วย ไม่ใช่สร้างเขื่อนเพื่อป้องกันน้ำท่วมอย่างเดียว แต่น้ำในคลองยังเน่าเหม็น จะใช้ประโยชน์หรือฟื้นฟูให้เป็นเวนิสตะวันออกก็คงเป็นไปได้ยาก...
นี่คือแนวคิดและแนวทางการพัฒนาคลองของเครือข่ายชุมชนริมคลองลาดพร้าวเขตห้วยขวาง แม้ว่าแนวคิดและโครงการต่างๆ เพิ่งจะเริ่มต้นก็ตาม แต่การมีเวทีโดยมีการจัดตั้งคณะทำงานระดับเขตเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยฯ ก็เป็นช่องทางให้ชุมชนต่างๆ ได้เข้ามาทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนริมคลองร่วมกัน ถือเป็นโมเดลหรือต้นแบบที่พี่น้องชาวชุมชนริมคลองต่างๆ สามารถนำไปปรับใช้ได้...!!
ห้วยขวางโมเดล : ก้าวแรกของการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมชุมชนริมคลองลาดพร้าว
- รายละเอียด
- ผู้ดูแลระบบ
- หมวดหลัก: การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง
- ฮิต: 3625





