“ผมรอวันนี้มานานแล้ว”
กิตติชัย เรืองมาลัย ประธานชุมชนแจ้งวัฒนะซอย 5 ชุมชนริมคลองเปรมประชากร เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ บอกด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นดีใจ ไม่ต่างไปจากดุสิตธร ทิวะกะลิน ผู้นำหญิงแกร่งจากชุมชนคนรักถิ่น คลองเปรมฯ ที่บอกเล่าความรู้สึกผ่านสื่อมวลชนด้วยความรู้สึกดีใจไม่แพ้กัน นั่นเป็นเพราะว่าชาวบ้านทั้ง 2 ชุมชนรวมแล้วเกือบ 20 หลังคาเรือนได้รื้อถอนบ้านเรือนออกจากแนวคลองแล้วตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา โดยหวังว่าเมื่อรื้อถอนบ้านแล้วก็จะเริ่มสร้างบ้านใหม่ได้ทันที เพื่อเป็นแบบอย่างให้ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่ยังไม่มีความมั่นใจว่าโครงการบ้านมั่นคงชุมชนริมคลองจะเป็นไปได้
เรือน้อยลอยฝ่ามรสุม
แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นไปตามนั้น เมื่อชุมชนแจ้งวัฒนะซอย 5 เริ่มตอกเสาเข็มเพื่อเตรียมก่อสร้างบ้านในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน และมีพิธียกเสาเอกในวันที่ 7 พฤศจิกายน แต่ก็มีกลุ่มชาวบ้านต่างชุมชน นำโดยอดีตนักการเมืองและเป็นผู้กว้างในท้องถิ่นยกพวกมาคัดค้านการก่อสร้างบ้าน โดยอ้างว่าอยากจะให้ชาวบ้านที่กำลังสร้างบ้านทำให้ถูกกฎหมาย และต้องได้รับอนุญาตก่อสร้างจากสำนักงานเขตเสียก่อน เท่านั้นยังไม่พอกลุ่มผู้คัดค้านยังได้ยกพวกไปขัดขวางการประชุมชี้แจงโครงการบ้านมั่นคงที่สำนักงานเขตหลักสี่ในวันเดียวกัน


ประมาณ 1 สัปดาห์หลังจากนั้น สำนักงานเขตหลักสี่ได้นำหมายมาปิดในพื้นที่ที่ชาวบ้านชุมชนคนรักถิ่นกำลังตอกเสาเข็ม ทำให้การก่อสร้างบ้านที่เพิ่งเริ่มต้นหยุดชะงัก ทั้งนี้ก่อนหน้านั้นก็มีการพูดจาข่มขู่ว่าจะเผาปั้นจั่นที่ตอกเสาเข็ม จนชาวบ้านต้องผลัดกันมาคอยเฝ้ายาม บางคนกว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไปตี 3 แม้แต่คนงานที่มารับจ้างตอกเสาเข็มก็ยังไม่ยอมนอนเฝ้าเครื่องมือและเครื่องจักรต่างๆ เพราะกลัวว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยเช่นกัน
ในห้วงเวลานั้นคงมีแต่เสียงนินทาว่าร้ายที่ดังก้องระงมอยู่ในใจ บ้างก็หัวเราะสมน้ำหน้า เมื่อรู้ว่าโครงการบ้านมั่นคงสะดุดหยุดชะงัก คงมีเพียงกำลังใจจากเพื่อนบ้านหัวอกเดียวกันและเครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลองเท่านั้นที่ช่วยปลอบประโลมเพื่อให้ผ่านมรสุมและคืนวันอันเลวร้ายไปได้
ไม่ต่างไปจากพี่น้องชาวชุมชนริมคลองมากนัก มรสุมลูกนี้ยังโหมกระหน่ำเข้าใส่เจ้าหน้าที่และผู้บริหารสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช.อย่างไม่ลดละ มีการออกข่าวตามสื่อต่างๆ อย่างถี่ยิบ กล่าวหาว่ามีการทุจริตในโครงการบ้านมั่นคงอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีการร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ ทั้งทหาร ตำรวจ ปปช. ฯลฯ เพื่อให้เอาผิดแก่ผู้บริหาร พอช.ในข้อหาต่างๆ
ขณะเดียวกันพี่น้องชาวชุมชนริมคลองและเครือข่ายฯ ต่างก็ได้ผนึกกำลังร่วมกัน โดยการยกขบวนไปชี้แจงตามสื่อต่างๆ เพื่อให้ข้อเท็จจริงรอบด้าน นอกจากนี้ยังรวมกลุ่มกันไปยื่นหนังสือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาตรวจสอบข้อมูลในพื้นที่ รวมทั้งตรวจสอบแกนนำของกลุ่มคัดค้านที่มีผลประโยชน์แอบแฝง เช่น เจ้าของบ้านเช่า เจ้าของบ้านหลังใหญ่ที่ครอบครองที่ดินมาก เจ้าของร้านอาหารที่บุกรุกที่ดินริมคลอง ฯลฯ
สวรรค์มีตา ฟ้ามีใจ
การรวมกลุ่มกันเพื่อต่อสู้กับความไม่ถูกต้องของพี่น้องและเครือข่ายฯ ชาวชุมชนริมคลองนานหลายเดือนนับว่าไม่สูญเปล่า หน่วยงานความมั่นคงส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาสืบข้อมูลในพื้นที่และรายงานข้อเท็จจริงกลับไปสู่ผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบ และพบว่าการรวมกลุ่มกันก่อสร้างบ้านมั่นคงในชุมชนริมคลองเป็นการตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการจัดระเบียบชุมชนริมคูคลองเพื่อให้การก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในคลองสายหลัก เช่น คลองลาดพร้าวดำเนินการไปได้ ขณะเดียวกันชาวบ้านก็จะได้มีส่วนช่วยกันดูแลรักษาคลอง ปรับปรุงบ้านเรือนให้พ้นแนวเขื่อน และสร้างบ้านใหม่ในที่ดินที่มั่นคง มีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น
ยามเช้าของวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และคณะ พร้อมด้วยผู้บริหาร พอช. นำโดยนายพลากร วงค์กองแก้ว และผู้บริหารเขตสายไหม ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยม “ศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง” ตั้งอยู่บริเวณบ้านเอื้ออาทร เขตสายไหม เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงริมคลอง เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการของรัฐบาลที่ต้องการให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมภายในปี 2559
“พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บอกว่าโครงการนี้ต้องทำให้สำเร็จ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จึงได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองขึ้นมา เพื่อให้การดำเนินงานจัดสร้างที่อยู่อาศัยของประชาชนริมคูคลองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปี 2559 มีเป้าหมายจะทำในพื้นที่ชุมชนริมคลอง 26 ชุมชน จำนวน 3,810 ครัวเรือน และจะมีการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้ง พอช. กรุงเทพมหานคร กรมธนารักษ์ และฝ่ายความมั่นคงทั้งทหารและตำรวจเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกัน และให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยศูนย์ปฏิบัติการจะมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการ มีการเกาะติดพื้นที่ เตรียมในเรื่องการจัดตั้งสหกรณ์ และการรื้อย้ายชุมชนที่รุกล้ำคูคลอง เพื่อให้การก่อสร้างบ้านเริ่มดำเนินไปได้ภายในเดือนเมษายน 2559 นี้”พลตำรวจเอกอดุลย์กล่าว
ถัดมาในช่วงบ่ายของวันที่ 21 ธันวาคมที่ผ่านมา พลตรีณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล 1 รอ.) พร้อมคณะ ได้เดินทางมาที่ชุมชนบางบัว เขตบางเขน เพื่อรับฟังข้อมูลจากชาวบ้านและผู้บริหารของสำนักงานเขตในพื้นที่ที่คลองลาดพร้าวไหลผ่าน เช่น ดอนเมือง จตุจักร หลักสี่ บางเขน ฯลฯ หลังจากนั้นพลตรีณรงค์พันธ์ได้ลงเรือเพื่อสำรวจสภาพชุมชนริมคลองจากชุมชนบางบัวไปยังวัดลาดพร้าว
พลตรีณรงค์พันธ์ กล่าวว่า รัฐบาลและ คสช.ได้มอบหมายให้ทางกองพลที่ 1 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ลงมาร่วมสำรวจชุมชนริมคลองร่วมกับทาง กทม.,สำนักงานเขต และกระทรวง พม. เพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุกคลองและพัฒนาสิ่งแวดล้อมชุมชนริมคูคลอง ตลอดจนการสร้างเขื่อนเพื่อป้องกันน้ำท่วมในคลองลาดพร้าว โดยทางทหารได้มารับฟังว่าการสร้างเขื่อนและที่อยู่อาศัยดำเนินการไปถึงไหนแล้ว หรือมีปัญหาอุปสรรคอย่างไร เพื่อที่ทางทหารจะได้ร่วมผลักดันและขับเคลื่อนให้เห็นเป็นรูปธรรมเป็นโครงการนำร่องในคลองลาดพร้าว
“ชาวบ้านส่วนใหญ่ในชุมชนริมคลองได้รับรู้โครงการและมีความเข้าใจว่าเป็นโครงการเพื่อส่วนรวมและพร้อมให้ความร่วมมือ แต่อาจจะมีบางส่วนที่ยังไม่เข้าใจหรือได้รับผลกระทบ ซึ่งทางทหารก็จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานกันอย่างใกล้ชิด และชี้แจงข้อสงสัยหรือตอบคำถามกับประชาชนที่อาจจะได้รับความเดือดร้อน เพื่อจะได้หาทางแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือต่อไป ส่วนการมาสำรวจชุมชนริมคลองในวันนี้ก็เพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่รับผิดชอบหลักทั้งเจ้าหน้าที่เขตและกระทรวง พม. และพร้อมที่จะสนับสนุนการแก้ไขอุปสรรค เช่น ผู้ที่มีอิทธิพลหรือผู้ที่ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้โครงการนี้ดำเนินไปได้” ผบ.พล 1 รอ.กล่าว
ผนึกพลังหน่วยงานรัฐและชาวบ้านแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย




บ่ายวันที่ 22 ธันวาคม 2558 ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน แม้จะไม่มีพิธีแต่งงานหรืองานเลี้ยงสังสันท์ใดๆ แต่แขกเหรื่อได้ทยอยเดินทางมายังห้องราชากันก่อนถึงเวลานัดหมาย ด้วยเสื้อผ้าที่เรียบง่ายแบบบ้านๆ เพราะพวกเขาคือชาวชุมชนริมคูคลองและพี่น้องในเครือข่าย ซึ่งเดินทางมาร่วม “พิธีลงนามสัญญาความร่วมมือด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยของชุมชนริมคลองเพื่อรองรับนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ” ระหว่างกรมธนารักษ์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และกรุงเทพมหานคร
โดยมีนายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการ พอช. และนายสมพงษ์ เวียงแก้ว รักษาราชการ ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กทม.ร่วมลงนาม และมีพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ร่วมเป็นประธานและสักขีพยานในการลงนามครั้งนี้
นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายในการแก้ไขปัญหาการรุกล้ำลำคลองในกรุงเทพฯ และพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคูคลอง โดยจะมีการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตเพื่อระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วม ขณะเดียวกันก็จะต้องมีการรื้อย้ายสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกจากลำคลอง โดยเฉพาะบ้านเรือนและชุมชนที่ปลูกสร้างอยู่ในที่ดินริมคลองซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุที่กรมธนารักษ์ดูแลอยู่ แต่เพื่อให้ประชาชนสามารถอาศัยอยู่ในชุมชนเดิมได้ ทั้ง 3 หน่วยงานจึงได้ทำบันทึกความร่วมมือในครั้งนี้ โดยมีเจตนารมณ์ในการส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการอยู่อาศัยของชุมชนริมคลองผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในที่ดินราชพัสดุ ซึ่งได้รับผลกระทบจากโครงการบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะให้มีความมั่นคงและมีสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและสังคมที่ดี โดยชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาที่ดินและการดำเนินงานร่วมกันในอันที่จะส่งผลต่อการพัฒนาสังคมโดยรวม
สำหรับเป้าหมายในการลงนามบันทึกความร่วมมือในครั้งนี้ อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า 1.) เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายและมาตรการในการบริหารจัดการสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำ ลำน้ำสาธารณะของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ 2.) เพื่อสนับสนุนการดำเนินการพัฒนาความมั่นคงในด้านที่อยู่อาศัยของชุมชนริมคลองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3.) พิจารณาการใช้ที่ดินราชพัสดุที่ยังมิได้ใช้ประโยชน์อื่น มาจัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้มีรายได้น้อยที่อาศัยอยู่ริมคลองที่มีความจำเป็นและมีฐานะยากจน
4.) เพื่อร่วมจัดกระบวนการและจัดทำโครงการพัฒนาชุมชนริมคลอง ทั้งด้านความมั่นคงในการอยู่อาศัย การมีคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดี อีกทั้งอยู่อาศัยบนที่ดินราชพัสดุอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 5.) เพื่อร่วมกันพิจารณาปรับกฎเกณฑ์การพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ยืดหยุ่น เพื่อให้เอื้ออำนวยและสอดคล้องกับวิถีชีวิตรายได้และการพัฒนาของชุมชนริมคลองซึ่งเป็นผู้มีรายได้น้อย และ 6.) เพื่อประสานหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องและสนใจเข้าร่วมสนับสนุนงานด้านการพัฒนาชุมชนและสังคม เพื่อเพิ่มคุณภาพและความมั่นคงในชีวิตของชุมชนผู้มีรายได้น้อย
“รัฐบาลมีโครงการแก้ไขปัญหาการรุกล้ำลำคลองและพัฒนาที่อยู่อาศัยทั้งหมด 9 คลองสายหลักในกรุงเทพฯ คือคลองลาดพร้าว คลองเปรมประชากร คลองบางซื่อ คลองบางเขน คลองลาดบัวขาว คลองประเวศร์บุรีรมย์ คลองพระโขนง คลองพระยาราชมนตรี และคลองสามวา ซึ่งที่ดินริมคูคลองทั้งหมดเป็นที่ดินราชพัสดุที่กรมธนารักษ์ดูแลอยู่ แต่ที่ผ่านมาทางราชการไม่ได้มีการจัดระเบียบการอยู่อาศัยในที่ดินริมคูคลอง ดังนั้นเมื่อมีการจัดระเบียบแล้วก็จะทำให้ประชาได้เช่าที่ดินอยู่อาศัยอย่างถูกต้องและมั่นคง และช่วยกันพัฒนาชุมชนและสภาพแวดล้อมให้น่าอยู่อาศัย มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยในปี 2559 นี้ กรมธนารักษ์จะให้ชาวชุมชนที่เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงในคลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากรได้ทำสัญญาเช่าที่ดินก่อนจำนวน 43 ชุมชน ส่วนคลองอื่นๆ ก็จะดำเนินการในปีต่อๆ ไป” อธิบดีกรมธนารักษ์กล่าว
นายพลากร วงค์กองแก้ว ผอ.พอช.กล่าวว่า พอช.ได้จัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองตามโครงการบ้านมั่นคง เพื่อรองรับนโยบายของรัฐบาล ระยะเวลา 3 ปี (พ.ศ.2559-2561) มีเป้าหมาย 74 ชุมชน รวม 11,004 ครัวเรือน มีผู้รับผลประโยชน์ 64,869 คน ใช้งบประมาณรวม 4,061 ล้านบาทเศษ โดยในปี 2559 จะเริ่มดำเนินการในคลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากรก่อน จำนวน 26 ชุมชน รวม 3,810 ครัวเรือน ใช้งบ 1,401 ล้านบาทเศษ ส่วนพื้นที่ที่จะดำเนินการอยู่ในเขตสายไหม ดอนเมือง จตุจักร หลักสี่ และห้วยขวาง
“การลงนามในบันทึกความร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้ชาวชุมชนริมคูคลองมีที่ดินและที่อยู่อาศัยอย่างมั่นคง ถูกกฎหมายและมีศักดิ์ศรี ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกไล่รื้ออีกต่อไป ชาวบ้านสามารถอยู่ในที่ดินเดิมเพื่อความสะดวกในการประกอบอาชีพ การทำงาน หรือลูกหลานอยู่ในสถานศึกษาเดิมได้ โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่อาศัยใกล้แนวรถไฟฟ้าจะได้รับความสะดวกในการเดินทางมากขึ้น และในอนาคตก็จะต้องมีการเชื่อมเส้นทางการคมนาคมในคลองกับรถไฟฟ้าด้วย” ผอ.พอช.กล่าว
ก้าวต่อไปเพื่อบ้านที่มั่นคงและอบอุ่นของคนริมคลอง
“ผมรอวันนี้มานานแล้ว” กิตติชัย เรืองมาลัย ประธานชุมชนแจ้งวัฒนะซอย 5 บอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ เมื่อได้เห็นพิธีลงนามของหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ชาวชุมชนริมคลองได้ทำสัญญาเช่าที่ดินอย่างถูกต้องกับกรมธนารักษ์ เพราะเป็นเวลานานกว่า 4 เดือนนับตั้งแต่รื้อถอนบ้านเรือนออกจากคลองเปรมฯ และแทนที่จะได้เห็นบ้านหลังใหม่ที่มั่นคง กิตติชัยกลับมองเห็นเพียงเนินดินและเสาเข็มที่โผล่พ้นดินขึ้นมาเพียงเล็กน้อย ขณะที่เขาและครอบครัวต้องใช้เพิงหลังเล็กๆ เป็นที่อยู่อาศัยท่ามกลางอุณหภูมิที่ร้อนจัดในตอนกลางวัน
“ต่อจากนี้ไปพวกเราก็จะไปยื่นหนังสือเพื่อขออนุญาตก่อสร้างปลูกบ้านจากทางเขตหลักสี่ เพื่อจะได้สร้างบ้านได้อย่างถูกกฎหมายทั้งหมด 90 กว่าหลัง และไม่ให้ใครมาหาเหตุว่ากล่าวโจมตีหรือไปแจ้งความกับทางตำรวจเพื่อไม่ให้พวกเราสร้างบ้านได้อีก” กิตติชัยกล่าว
ดุสิตธร ทิวะกะลิน หญิงแกร่งจากชุมชนคนรักถิ่น ซึ่งในวันนี้เธอได้รับเกียรติให้ขึ้นไปนั่งบนเวทีลงนามร่วมกับรัฐมนตรีและผู้บริหารหน่วยงานต่างๆ ได้บอกถึงความรู้สึกในใจว่า “ดีใจและภูมิใจมากที่เห็นการทำสัญญาในวันนี้ เพราะพวกเรารอวันนี้มานานแล้ว โดยเฉพาะในชุมชนคนรักถิ่นเริ่มทำโครงการบ้านมั่นคงมาตั้งแต่ปี 2546 แต่ก็ยังทำไม่ได้ เพราะยังไม่ได้เช่าที่ดินอย่างถูกต้อง แต่เมื่อกรมธนารักษ์ทำสัญญาแล้วก็จะทำให้ชาวบ้านมีความมั่นใจ แล้วจะได้สร้างบ้านต่อไป เพื่อสร้างความมั่นเรื่องที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตให้ลูกหลาน”
นี่คือความรู้สึกเพียงบางส่วนของตัวแทนชุมชนคนริมคลอง แม้จะเป็นเพียงการเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย ซึ่งพวกเขาจะต้องร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรคอีกไม่น้อย แต่ประสบการณ์หลายปีและหลายเดือนที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขาลงเรือได้ถูกลำ แม้เรือจะมีรอยรั่วบ้างแถมยังมีมรสุมกระหน่ำ แต่หากร่วมแรงร่วมใจกัน ก็เชื่อว่าพวกเขาจะนำเรือฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างแน่นอน...!!





